image

Design & Creativity

คุยเรื่องเมืองและหนังสือ กับศิลปินต่างชาติในเทศกาล Bangkok Art Book Fair 2018

Published Date : 6 ต.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

3,302

ปีนี้เป็นปีที่สองแล้วที่กรุงเทพฯ มีการจัดเทศกาลหนังสือศิลปะ “Bangkok Art Book Fair (BKKABF)” ซึ่งผ่านพ้นไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมี Bangkok CityCity Gallery เป็นแม่งานเช่นเคย

ฝูงชนที่แน่นขนัดและหลั่งไหลมาต่อแถวรอเข้างานตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีถึงกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่โหยหาพื้นที่สำหรับพบปะพูดคุยและเสพงานรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งสะท้อนเรื่องราวและความคิดจากมุมมองที่พวกเขาอยากจะนำเสนอ

ความพิเศษของเทศกาลในปีนี้คือ นอกจากการตั้งโต๊ะออกร้านของบรรดาร้านหนังสือ สตูดิโอออกแบบ และกลุ่มศิลปินทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นในบ้านเราแล้ว ยังได้เพิ่มกิจกรรมบรรยายและเสวนาจากสำนักพิมพ์อิสระจากต่างประเทศ ที่บินตรงมาร่วมโชว์ผลงานและแบ่งปันประสบการณ์การทำงานด้านสิ่งพิมพ์ของพวกเขา ภายใต้หัวข้อ “แพลตฟอร์มและการจัดจำหน่าย” อีกด้วย

หลังจบงาน เราจึงนัดคุยกับทีมวิทยากรจากเกาหลีใต้และเม็กซิโก โจฮโยจุน (Jo Hyojoon) และคิมไดอุง (Kim Daiwoong) ผู้ก่อตั้ง “Corners” สตูดิโอออกแบบกราฟิกและโรงพิมพ์ในโซลซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเชี่ยวชาญการพิมพ์ริโซ เทคนิคการพิมพ์เก่าแก่ที่กำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในแวดวงนักออกแบบ

พร้อมด้วยบรูโน รุยซ์ (Bruno Ruiz) และอัลแบร์โต บิบาร์ (Alberto Vivar) สองผู้ร่วมก่อตั้ง “RRD (Red de Reproduccion y Distribucion: Reproduction and Distribution Network)” แพลตฟอร์มที่อุทิศให้การผลิตและแจกจ่ายสิ่งพิมพ์อิสระในเม็กซิโกซิตี้ เพื่อสอบถามความรู้สึกในการมาร่วมงานครั้งนี้ และถือโอกาสสำรวจสถานการณ์อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และศิลปะที่บ้านเกิดของพวกเขาไปด้วย

ที่ประเทศของคุณ มีเทศกาลสำหรับหนังสือศิลปะแบบนี้บ้างไหม บรรยากาศที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง
บรูโน่ : ในเม็กซิโกเรามีเทศกาลอาร์ตบุ๊คงานหลักชื่อว่า “Index Art Book Fair” เป็นงานสำหรับหนังสือศิลปะงานแรกในเม็กซิโกซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2014 นอกจากนั้นก็ยังมีเทศกาลอาร์ตบุ๊คอื่นๆ อีกหลายงานที่จัดโดยสำนักพิมพ์อิสระ แต่เทียบกับงาน Index ซึ่งจัดในพิพิธภัณฑ์แล้ว งานพวกนี้ก็จะเล็กกว่า แล้วก็ส่วนใหญ่จะจัดแบบสบายๆ ไม่ทางการเหมือนกับ Bangkok Art Book Fair แต่ก็เป็นเทศกาลที่ค่อนข้างมีบทบาทในแวดวงอาร์ตบุ๊คเหมือนกัน งานเล็กๆ เหล่านี้จะมีธีมเฉพาะ เช่น การ์ตูน กราฟิกดีไซน์ ซิลค์ปรินติ้ง ฯลฯ ในขณะที่งานหลักจะเปิดกว้างกว่า

ฮโยจุน : ส่วนงานอาร์ตบุ๊คในโซล ก็มีส่วนที่คล้ายกันกับในเม็กซิโกคืองานเทศกาลหลักจะมีคนมาแสดงผลงานค่อนข้างหลากหลาย ในขณะที่งานเล็กๆ หน่อยจะมีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงกว่า ของที่นำมาขายในงานจะมีตั้งแต่หนังสือศิลปะไปจนถึงเสื้อยืด รูปแบบของเนื้อหาก็แตกต่างกันไป บางคนวาดการ์ตูน บางคนเขียนเป็นนิยาย เป็นงานที่ใครๆ ก็สามารถมาเข้าร่วมและเอาของของตัวเองมาโชว์และขายได้ ไม่ใช่แค่งานของศิลปิน แต่นักเรียนนักศึกษา นักออกแบบก็มาได้ 

มีความแตกต่างจากอาร์ตบุ๊คแฟร์ที่ประเทศของคุณอย่างไรบ้าง
บรูโน่ : พอได้มาร่วมงาน BKKABF ผมสังเกตเห็นความต่างอย่างหนึ่งว่า ที่นี่มีคนมาร่วมงานเยอะมาก ที่เม็กซิโกคนจะไม่แน่นเท่านี้ แล้วก็ส่วนใหญ่จะเป็นคนเดิมๆ ที่เดินเจอกันทุกงาน ส่วนใหญ่พวกเขามาเพราะพวกเขาต้องมา อาจจะเพราะมีเพื่อนอยู่ในงาน หรือมาพบปะสังสรรค์ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอยากซื้อสิ่งพิมพ์อะไรในงาน ดังนั้นคนที่ไปออกงานแบบนี้ในเม็กซิโกจะไม่ค่อยได้กำไรกันเท่าไหร่ แต่กับที่นี่ผมว่ามันต่างกันมากเลย 

ฮโยจุน : ส่วนในโซล อาร์ตบุ๊คแฟร์หลักของเราจะใหญ่กว่า BKKABF มาก มีคนร่วมงานทั้งหมดประมาณ 20,000 คน กลุ่มคนที่มาก็หลากหลายมาก เรามีโอกาสได้ไปออกร้านในงาน Seoul Art Book Fair หลายปี ก็สังเกตว่างานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี คนที่มาก็พร้อมจะซื้อในสิ่งที่เขาชอบ ส่วน Corners ด้วยความที่เราทำงานกระดาษกันอยู่แล้ว ของที่เอามาวางขายส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกปฏิทิน

©facebook.com/cornersinfo

เล่าให้เราฟังหน่อยว่างานที่คุณทำมีอะไรบ้าง สถานการณ์สื่อสิ่งพิมพ์และวัฒนธรรมการอ่านที่บ้านคุณเป็นอย่างไร
บรูโน่ : ที่เม็กซิโกเรามีสำนักพิมพ์อิสระเล็กๆ จำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่พวกเขาจะทำทุกอย่างเองเลย อุปสรรคหนึ่งของสำนักพิมพ์อิสระก็คือพวกเขาไม่ค่อยมีพื้นที่ที่จะเอาสิ่งพิมพ์ไปวางขาย ต้องรอให้มีงานเทศกาลถึงจะมีโอกาส ซึ่งงานแบบนี้ก็ไม่ได้จัดกันบ่อยๆ อาจจะแค่ปีละสองครั้ง ดังนั้นเราก็เลยใช้แผงของเราเป็นหน้าร้านให้พวกเขา ซึ่งจริงๆ แล้วแผงขายของข้างทางเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในเม็กซิโก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นขายพวกนิตยสารมากกว่า เราเลยอยากจะทำให้แผงของเรามีหนังสือเล่มให้เลือกซื้อ และมีเนื้อหาที่แตกต่างหลากหลาย (เม็กซิโกมีกฎหมายควบคุมการตั้งแผงลอยริมถนน เว้นแต่ว่าเป็นสมาชิกสหภาพ แต่โชคดีที่ RRD บังเอิญไปเจอแผงเปล่าที่แปะประกาศให้เช่าพอดี จึงได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพเพื่อเปิดแผงของตัวเอง และเป็นแหล่งที่ช่วยกระจายสินค้าให้สำนักพิมพ์หรือศิลปินอิสระไปด้วย)

หนังสือแต่ละเล่มก็จะแตกต่างกันไป เล่มแรกที่เราผลิตเองเป็นหนังสือการ์ตูน นอกจากนี้เรายังร่วมงานกับสำนักพิมพ์หลายเจ้าในการผลิตสิ่งพิมพ์ เล่มหนึ่งที่ผมเอามาโชว์ด้วยวันนี้เราทำร่วมกับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่ชอบผลิตหนังสือโดยใช้กระดาษลัง เพราะต้นทุนในการทำมันถูกมาก พวกเขาไม่ค่อยแคร์เรื่องดีไซน์ของสิ่งพิมพ์เท่าไหร่ แต่จะให้ความสำคัญกับงานเขียนในเล่มมากกว่า ซึ่งเนื้อหาก็เป็นประเด็นค่อนข้างหนัก มีทั้งบทวิจารณ์ทางการเมือง เฟมินิสต์ แล้วก็มีเรื่องเกี่ยวกับคนขายของริมถนนด้วย เราก็เลยอยากจะจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้เป็นครั้งที่สอง โดยดีไซน์ใหม่ให้ดึงดูดมากขึ้น

ส่วนอีกเล่มหนึ่ง ชื่อ “El Mondrigo” (แปลว่า คนไร้การศึกษา) เราทำงานร่วมกันศิลปินชาวโคลัมเบีย 2 คน เพราะอยากจะสื่อสารกับคนในประเด็นนี้ คือในช่วงปี 1968 ในเม็กซิโกมีเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลที่จัตุรัส Tlatelolco กลางเมือง (Tlatelolco Massacre) หนึ่งปีหลังจากนั้นในปี 1969 รัฐบาลเม็กซิโกก็พิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมาถึง 100,000 ฉบับและแจกจ่ายให้อ่านฟรีทั่วทุกที่ ตั้งแต่ห้องสมุดประชาชนไปจนถึงท้องถนน พวกเขาตั้งใจทำให้ดูเหมือนว่ามันเป็นหนังสือที่นักศึกษาเป็นคนผลิต เพื่อจะดิสเครดิตการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าขยะแขยงมาก ถ้าคุณลองอ่านข้างในก็จะเห็นว่ามันไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าไหร่ นักศึกษาจะเขียนแบบนี้ทำไม มันประหลาดมาก เราก็เลยเอาเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มาจัดพิมพ์ใหม่โดยคงเนื้อหาเดิมไว้บางส่วน แต่ในเล่มจะมีรอยลบ การขีดฆ่า และมีลายมือเขียนคำอธิบายเพิ่มเติม รวมถึงภาพวาดประกอบลงไปด้วย เช่น ภาพของใบปลิวที่แจกจ่ายกันในช่วงเวลานั้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเล่าเรื่องในมุมใหม่ ให้คนอ่านเห็นความจริงบางอย่างชัดขึ้น ปีนี้เป็นปีครบรอบ 50 ปีของเหตุการณ์สังหารหมู่พอดี เป็นวันสำคัญของเม็กซิโกเลย เพราะว่ามันเป็นเหตุการณ์ต่อต้านนักศึกษาครั้งแรกในละตินอเมริกา

ฮโยจุน : ส่วนการทำงานของเรา จะมีทั้งแบบที่ทำเองทั้งหมดและแบบที่ร่วมงานกับศิลปินคนอื่นๆ เหมือนกัน ผมทำหนังสือเล่มแรกขึ้นมาตอนที่ต้องไปเกณฑ์ทหาร เพราะอยากจะนำเสนอว่าในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อนๆ ในค่ายทหารซึ่งใช้ชีวิตด้วยกัน กิจวัตรเหมือนกัน แต่ละคนคิดถึงอะไร รู้สึกอย่างไรกันบ้าง

ส่วนงานที่ผมเลือกมาให้ดูวันนี้เป็นเล่มที่เราทำงานกับ Dominic Kesterton ซึ่งอยู่ที่อังกฤษ ส่วนใหญ่การทำงานลักษณะนี้จะเริ่มจากการที่เราแค่เห็นผลงานของพวกเขาบนอินเทอร์เน็ต แล้วก็ติดต่อเข้าไป หลังจากนั้นศิลปินก็จะส่งภาพของพวกเขามาให้เราเอาไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ริโซ เราทำงานกันโดยที่ไม่ต้องเจอหน้ากันเลย

ตอนที่พวกคุณเริ่มใช้เครื่องริโซ เป็นยังไงบ้าง
ฮโยจุน : ตอนแรกเราก็ยังไม่ได้เชี่ยวชาญการใช้เครื่องริโซเท่าไหร่ ก็ทดลองมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นเราก็เลยทำเป็นชาร์ตสีออกมาเพื่อให้คนที่ยังไม่รู้จักริโซได้เห็นว่าเขาสามารถสร้างงานแบบไหนจากริโซได้บ้าง แล้วเราก็ใช้เทคนิคการพิมพ์ริโซในการทำงานมาเรื่อยๆ บางเล่มเราก็ผสมผสานการพิมพ์แบบออฟเซตเข้าไปด้วย แล้วครั้งหนึ่งก็มีบริษัทกระดาษติดต่อเข้ามาว่าอยากจะให้เราทดลองใช้เทคนิคริโซกับกระดาษของเขา

ตอนนี้ที่สตูดิโอของเรามีเครื่องริโซ 2 เครื่อง แล้วก็เครื่อง A2 อีกเครื่องซึ่งบริษัทส่งมาให้เราใช้เพื่อโปรโมต ในฐานะศิลปิน ยังมีอะไรให้เราทดลองเล่นกับเทคนิคการพิมพ์อีกเยอะมาก การพิมพ์แบบริโซจะให้เท็กซ์เจอร์ที่แตกต่าง มันทำให้คุณสัมผัสได้ถึงงานพิมพ์ (Feel the print.) ซึ่งแต่ละฉบับจะออกมาไม่เหมือนกันเลย ให้ความรู้สึกของงานพิมพ์ที่มีชีวิต บางคนก็ชอบที่สีที่ออกมามันค่อนข้างสดกว่างานพิมพ์แบบอื่นๆ

©RRD Mexico

ทำไมพวกคุณยังเลือกทำงานกับกระดาษ แทนที่จะไปโฟกัสที่ดิจิทัล
บรูโน่ :  สำหรับผม ทุกวันนี้เรามีข้อมูลเกิดขึ้นในโลกดิจิทัลเยอะมาก แต่ผมกลับมองว่างานพิมพ์ที่เป็นกระดาษมันทำให้คนมีโอกาสที่ได้เห็นงานของเรามากกว่า ผมคิดว่าปฏิสัมพันธ์ที่คนเรามีกับข้อมูลบนกระดาษกับบนจอมันต่างกัน อีกอย่างคือถ้าเทียบกับแกลเลอรี่ การที่สื่อสารอะไรออกไปผ่านแผงหนังสือ มันก็ยังเข้าถึงคนได้เยอะกว่า เพราะจำนวนคนที่ไปแกลเลอรี่มีไม่มาก 

อัลแบร์โต : วิธีนี้มันเข้าถึงง่ายเพราะว่าเราขายสิ่งพิมพ์ในราคาถูก แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของมันจะต่ำตามราคานะครับ สำหรับผม ในยุคนี้เราสามารถพบข้อมูลแทบทุกอย่างได้บนโลกออนไลน์ แต่เมื่อมีข้อมูลจำนวนมหาศาล คนก็มักจะให้คุณค่ากับมันน้อยลง เวลาเปิดอินสตาแกรม สังเกตว่าเราเริ่มสไลด์หน้าจอไปเรื่อยๆ แต่แทบไม่ได้สนใจอะไรในนั้นเลย ดังนั้น เราก็เลยชอบสร้างของที่จับต้องได้ อีกเหตุผลหนึ่งคือเกือบทุกคนในกลุ่ม RRD ทำงานอยู่ในแวดวงศิลปะ เรามักจะถ่ายทอดความคิดผ่านผลงานที่จับต้องได้อยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับเรา สิ่งที่เล่าเรื่องไม่ใช่แค่ตัวอักษรข้างใน แต่รวมถึงรูปเล่มและส่วนประกอบอื่นๆ ที่จับต้องได้ด้วย 

ฮโยจุน : จริงๆ แล้วสตูดิโอเราออกแบบทุกอย่าง ทั้งเว็บไซต์ โบรชัวร์ สิ่งพิมพ์ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานกราฟิก และในฐานะโรงพิมพ์ เราก็รับพิมพ์งานทุกแบบให้ลูกค้าทุกวัน แต่ในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์ที่ปกติมักจะสร้างงานบนเว็บ ผมว่าสิ่งพิมพ์มันเป็นสิ่งที่คุณสัมผัสได้และให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป ที่สำคัญคือเรามีเครื่องพิมพ์ริโซของตัวเองที่ออฟฟิศ มันก็เลยเปิดโอกาสให้เราสามารถทดลองสร้างงานออกมาได้เรื่อยๆ

พวกคุณคิดเรื่องการส่งต่อความคิดและสิ่งที่คุณสนใจเหล่านี้ให้รุ่นต่อไปอย่างไรบ้าง 
บรูโน่ :  ในเม็กซิโกตอนนี้เริ่มมีคนสนใจและเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมอย่างวัฒนธรรมสิ่งพิมพ์มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ผมบอกไปว่าแผงของเราทำให้สารที่ต้องการจะสื่อมันเข้าถึงคนมากขึ้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่เดินมาหาเราเพื่อเอาสิ่งพิมพ์ที่พวกเขาทำขึ้นมาเองมาให้แล้วบอกว่า “ฟังนะ ผมมีนี่ คุณช่วยรับไปกระจายให้ได้ไหม” ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ที่เราได้ทำสิ่งนี้ บางครั้งคนเหล่านี้เขาไม่ได้ทำหนังสือมาให้เพราะอยากได้เงินด้วยซ้ำ หลายครั้งที่เขามาฝากเราไว้ แล้วก็ไม่ได้สนใจจะกลับมารับเงินที่ขายได้ มันก็แปลกนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาแค่อยากได้พื้นที่ที่จะโชว์งานของเขามากกว่า เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนธรรมดาหรือศิลปินที่ไม่ได้มีชื่อเสียงจะได้จัดแสดงงานของตัวเองในแกลเลอรี่ ดังนั้นสำหรับผม มันดีมากที่คนรุ่นใหม่สนใจที่จะลงมือทำอะไรแบบนี้ออกมา 

อัลแบร์โต : จริงๆ เราอาจจะไม่ได้มองไกลไปถึงคนรุ่นหลัง แต่สิ่งที่เราทำคือเราทำเพื่อคนรุ่นนี้นี่แหละ เราอาจจะเป็นตัวอย่างหนึ่งของกลุ่มคนที่พยายามจะเอาวิธีการเดิมที่เราใช้สร้างสิ่งพิมพ์กลับมาทำซ้ำ ผมว่าอนาคตมันเป็นเรื่องคาดเดายาก เพราะยุคของคนรุ่นต่อจากนี้มันค่อนข้างซับซ้อน พวกเขาเกิดและเติบโตมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยี ดังนั้นการอยู่กับปัจจุบันน่าจะดีกว่า

โปรเจ็กต์ต่อไปของพวกคุณคืออะไร
ฮโยจุน : เรากำลังจะจัดนิทรรศการเกี่ยวเครื่องพิมพ์ริโซในช่วงปีหน้า (2019) ที่โซล เราเป็นคนคิวเรทนิทรรศการ โดยให้แฟนๆ ของเราทำอาร์ตเวิร์กส่งมาให้เราปรินท์ด้วยริโซ เพื่อนำมาจัดแสดงในนิทรรศการ พยายามจะสนุกไปกับมันและทดลองไปเรื่อยๆ ตอนนี้เรากำลังจะลองผสมสีใหม่เพราะเราคิดว่าบางสีมันค่อนข้างเข้ม/มืดไปหน่อย เพราะปกติเครื่องพิมพ์ริโซจะต้องพิมพ์ทีละสี ทีละชั้น 

นอกจากนี้ เดือนพฤศจิกายนปีนี้เราก็จะไปร่วมงาน Magical Riso ที่ Van Eyck Academy เมืองมาสทริชท์ (Maastricht) ในเนเธอร์แลนด์ เป็นงานที่รวมศิลปิน นักออกแบบ สำนักพิมพ์ และโรงพิมพ์ริโซจากทั่วโลกซึ่งจัดขึ้นทุกสองปี ก่อนหน้านี้เราเคยไปร่วมงานแล้วครั้งหนึ่ง ทุกคนจะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับเทคนิคและปัญหาที่มักจะเจอเวลาพิมพ์ด้วยเครื่องริโซ เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก

บรูโน่ :  ตอนนี้เราพยายามจะสร้างเครือข่ายของร้านหนังสืออิสระทั่วโลก การมาร่วมงานอย่าง BKKABF ที่ไทยจึงสำคัญมาก เราพยายามจะสร้างโปรเจ็กต์แบบจริงจังเพื่อที่จะขอเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ อยากจะจัดงานมีตติ้งเป็นครั้งคราวเพื่อคนจากที่นี่ได้ไปที่เม็กซิโก เป็นต้น ดังนั้นผมคิดว่าขั้นตอนต่อไปก็น่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายทั่วโลกเพื่อจะมาทำงานด้วยกัน แล้วก็เราสนใจอยากจะทำและกระจายวิชวลคอนเทนต์มากๆ ถ้าพูดให้ชัดก็คือ ในเม็กซิโกมีของก็อปเยอะมาก สินค้าอย่างดีวีดีปลอม คนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่มีอายุหน่อยก็จะดูหนังจากดีวีดี เราก็เลยคิดว่าอยากจะรวบรวมและคัดเลือกหนังอิสระต่างๆ มาฉายบนสกรีนให้คนได้ชม แต่คำถามคือเราจะนำเสนอออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้ยังไงได้บ้าง ตอนนี้เราก็พยายามคิดหาวิธีการกันอยู่

ขอขอบคุณ: Bangkok CityCity Gallery และคณะผู้จัด Bangkok Art Book Fair 2018

เรื่อง : ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ
ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ