image

Business & Industrial

อารีย์-ประดิพัทธ์ The Next Level of Creative District from Creative People

Published Date : 1 ม.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

6,527

เรารู้จักอารีย์-ประดิพัทธ์ในภาพแบบไหนกัน นี่ดูเป็นคำถามที่ดูจะตอบไม่ยากเท่าไร เพราะหลายๆ คนคงนึกถึงภาพคาเฟ่ฮิปๆ ร้านอาหารดังๆ กัน อย่างไรก็ตาม บทสนาที่เรามีโอกาสได้คุยกับกลุ่มนักสร้างสรรค์แห่งย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ คุณแชมป์-วิธวินท์ ลีลาวนาชัย แห่ง SIXSHEET คุณไอ๋-ปิยา ลิ้มปิติ และอาจารย์ ดร. พีรียา บุญชัยพฤกษ์ แห่ง Op-portunist คุณฟิวส์-นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย และคุณโจ-ดลพร ชนะชัย แห่ง Cloud-floor กำลังจะเปิดมุมมองใหม่ ให้เรามองเห็นย่านฮิปๆ ต่างไปจากเดิมในฐานะ “ย่านสร้างสรรค์” พร้อมถอดผลวิจัยย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างและไม่เหมือนย่านไหนในกรุงเทพมหานคร 

หมุดหมายใหม่ของ “อารีย์-ประดิพัทธ์” สู่การเป็นย่านสร้างสรรค์
กรณีศึกษาย่านสร้างสรรค์ต้นแบบเจริญกรุงที่มีความเคลื่อนไหวมาในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้หลายคนจับตามองและบ้างเริ่มตั้งคำถามว่า แล้วสำหรับพื้นที่อื่นๆ จะเป็นย่านสร้างสรรค์บ้างได้หรือไม่ จากการที่ Cloud-floor และอาจารย์พีรียา ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมทำงานสร้างโปรเจ็กต์ทดลองที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของการพัฒนาให้เจริญกรุงเป็นย่านสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เห็นว่าในเชิงนโยบาย การที่จะพัฒนาพื้นที่เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนที่ดีขึ้น จนสามารถเป็นย่านสร้างสรรค์ได้ จะมีทิศทางการเติบโตไปในทางไหน “เรารู้สึกว่าการที่เราจะขยายย่านสร้างสรรค์ออกไปมันไม่ได้เพียงขยายในเชิงนโยบายแล้ว แต่มันต้องอาศัยคนที่อยู่ในย่านต่าง ๆ เป็นผู้ที่ช่วยทำขึ้นมา” ด้วยเหตุนี้คุณฟิวส์และทีมจึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะผลักดันย่านอื่น ๆ ให้กลายเป็นย่านสร้างสรรค์ด้วยศักยภาพในเชิงพื้นที่และกำลังคนในพื้นที่ที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำให้เกิดย่านสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนในอนาคต 

โจทย์ใหม่ของอารีย์-ประดิพัทธ์ของการเป็นย่านสร้างสรรค์จึงถูกตั้งขึ้น พร้อมกับคำถามที่ย้อนกลับไปหาโจทย์ว่า แล้วย่านสร้างสรรค์ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง คุณไอ๋ ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเมืองได้ช่วยคลี่คลายและสรุปให้เราได้เห็นถึงองค์ประกอบสำคัญของย่านสร้างสรรค์ที่ประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ คนหรือกลุ่มคนที่มีความสามารถ (Talented People) เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาสั่งสมมา (Technology & Product) และสถานที่ที่สามารถรองรับความแตกต่าง (Tolerant Place) จากองค์ประกอบตั้งต้นของการเป็นย่านสร้างสรรค์เหล่านี้ คุณไอ๋และทีมจึงกลับมาสำรวจและวิเคราะห์ว่าในย่านอารีย์-ประดิพัทธ์มีอะไรที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนบ้าง ซึ่งพบว่าเรื่องความหลากหลายของคนในแง่ของอาชีพและทักษะความสามารถเป็นขุมทรัพย์ที่ซุกซ่อนอยู่ โดยกระจายตัวเป็นจุดเล็ก ๆ ในพื้นที่ แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นคือการสั่งสมความรู้และการรวมกลุ่มกันนั่นเอง

ภารกิจลงพื้นที่เพื่อสำรวจลักษณะทางกายภาพ ประเภทของอาชีพและธุรกิจ องค์ความรู้ วิถีชีวิต และสถาปัตยกรรมที่เป็นสินทรัพย์ในย่านอารีย์-ประดิพัทธ์จึงเกิดขึ้น (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในย่านอารีย์-ประดิพัทธ์) โดยพบว่าอารีย์-ประดิพัทธ์เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกัน มีถนนพหลโยธินและพระราม 6 เป็นถนนหลักที่วิ่งคู่ขนานผ่านทั้งสองพื้นที่ “เส้นพหลโยธินที่มีความสำคัญระดับเมือง เชื่อมต่อตั้งแต่เส้นอนุสาวรีย์ชัย ยาวไปจนถึงเส้นรังสิต เพราะฉะนั้นเส้นนี้เป็นเส้นที่มีการผ่านได้เยอะ เป็นเส้นที่มีความเชื่อมต่อในระดับเมืองสูง สามารถเข้าถึงได้ง่าย แล้วยิ่งพอมีรถไฟฟ้ามา มันก็กลายเป็นจุดที่กระจายคนให้เข้ามาสู่ย่าน” ด้วยความที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ง่าย คุณโจจึงเห็นว่าอารีย์-ประดิพัทธ์เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ นับตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 

สิ่งนี้ได้นำมาสู่การเข้ามาของกลุ่มคนและประเภทของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่หลากหลาย รวมถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืนอีกด้วย โดยจะเห็นได้จากการใช้ประโยชน์ของที่ดิน เพราะแม้ว่าย่านอารีย์-ประดิพัทธ์จะมีสัดส่วนของการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยกว่า 70% ของพื้นที่ รองลงมาเป็นสำนักงานและพื้นที่ราชการ และส่วนที่เหลือเมื่อแบ่งรูปแบบการใช้ประโยชน์ของที่ดินตามประเภทของอุตสาหกรรมแล้ว พบว่ามีมากถึง 145 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยอันดับแรกคืออุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มร้านอาหารและคาเฟ่ 58.40% อันดับสองคืออุตสาหกรรมสถาปัตยกรรม 15.20% รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมการแพทย์แผนไทย 11.20% และอุตสาหกรรมออกแบบ 8.00% นี่เป็นข้อมูลน่าสนใจที่พวกเขาได้ต่อยอดไปสู่การตั้งโจทย์เพื่อแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันฟอร์มทีมนักออกแบบ เพื่อประกาศให้คนนอกได้รับรู้ว่าย่านอารีย์-ประดิพัทธ์จะก้าวมาเป็นย่านสร้างสรรค์ในอีกไม่ช้า

33 Space ชุมชนนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ 
อาคารทุกรูปแบบตั้งแต่ตึกสูงตระหง่านลดหลั่นลงมาเหลือเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่รวมกลุ่มกันเหมือนหมู่บ้านย่อม ๆ ทุกที่ล้วนเป็นสถานที่ทำงานของเหล่ามนุษย์ออฟฟิศหลายสาขาอาชีพ หนึ่งในนั้นคือ 33 Space ที่ตั้งอยู่ในซอยประดิพัทธ์ 17 แหล่งรวมออฟฟิศคนทำงานสายออกแบบกว่า 57 สตูดิโอ ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรม กราฟิก สิ่งพิมพ์ เทคโนโลยีอย่าง Data Science IT หรือ Service Design รวมไปถึงกลุ่มผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น 

ระยะเวลามากกว่า 10 ปีที่ชุมชนนักสร้างสรรค์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ใน 33 Space ก่อตั้งขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสอาชีพสายออกแบบในแต่ละยุคสมัย ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นภาพความหลากหลายของบุคลากรที่มีศักยภาพทั้งทักษะและการรวมกลุ่มกันทำงาน “น่าจะเป็นการกระจุกตัวที่เยอะที่สุดในพื้นที่นี้แล้ว ที่นี่เกิดจากกลุ่มสถาปนิกที่เป็นเจ้าของ เขาก็เชิญเพื่อนมาเปิดสตูดิโอกัน หลังจากนั้นกราฟิกก็เริ่มเข้ามา ในยุคที่โฆษณาเฟื่องฟูก็จะมีห้องตัดหนัง มีอีเวนต์ มีโฆษณา แต่ตอนนี้เหลืออยู่ห้องนิดเดียวแล้ว เพราะอุตสาหกรรมมันเปลี่ยนตามยุคสมัย ก็กลายเป็นซอฟต์แวร์ สตาร์ตอัพ กราฟิกดีไซน์ก็ยังอยู่” คุณแชมป์ที่ถูกขนานนามว่า ‘พ่อบ้าน’ จากชีวิตการทำงานอยู่ใน 33 Space มานานกว่า 6 ปี ทำให้ได้รู้จักบรรดาสตูดิโอที่อยู่ร่วมชุมชนเดียวกัน ทั้ง Cloud-floor, Op-portunist และสตูดิโอออกแบบอื่น ๆ อีก 37 สตูดิโอ ที่ตบไหล่กันเข้ามามีส่วนร่วมในโปรเจ็กต์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2562 (Bangkok Design Week 2020) ภายใต้โจทย์ของการเป็นย่านสร้างสรรค์อารีย์-ประดิพัทธ์ที่มีร่วมกัน 

“ตัวเราเองทำหน้าที่เหมือนเจ้าบ้าน เป็นโฮสต์ที่อยู่ในไอเดียต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยรู้สึกว่า งั้นเราก็เป็นตัวแทนของย่านนี้แหละ ในการที่จะเป็นกลุ่มที่ตั้งต้นในการผลักดันย่านนี้ให้เป็นย่านสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยใช้ต้นทุนในเชิงของบุคลากรเป็นตัวนำขึ้นมาก่อน และลองดูว่ามีย่านไหนที่มีศักยภาพในเชิงสินทรัพย์ และต้นทุนในด้านทรัพยากรคน” คุณฟิวส์เท้าความถึงจุดเริ่มต้นการรวมกลุ่มของนักสร้างสรรค์ที่มีทักษะความสามารถหลากหลายรูปแบบภายในชุมชน 33 Space เพื่อเป็นแม่เหล็กในการดึงสตูดิโอออกแบบที่กระจายอยู่ทั่วย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ให้เข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน มาทำความรู้จักกัน และสั่งสมทุนทางความคิดสร้างสรรค์ให้อยู่ในพื้นที่ Tinkering Pot จึงเกิดขึ้นโดยสื่อถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายในสายอาชีพออกแบบแห่งย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ที่มารวมอยู่ในหม้อเดียวกัน

เล่นเล็ก ทำใหญ่ เริ่มจากการแก้ปัญหาในเรื่องเล็กๆ ที่ทุกคนถือโจทย์ร่วมกัน 
ด้วยทีมทำงานที่เล็กจึงกลายมาเป็นข้อจำกัดในการทำงานพัฒนาย่าน แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้ความตั้งใจของพวกเขาต้องล้มเลิก คุณฟิวส์เชื่อว่าเมื่อกำลังคนน้อยก็ให้จัดการกับสิ่งที่มันเล็กลง โดยการเจาะลงไปที่ปัญหาของคนในพื้นที่และแก้ไขให้ตรงประเด็น รวมถึงการดึงสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวก่อนที่จะสานต่อเจตนารมณ์ร่วมกัน คือสิ่งที่สามารถเริ่มต้นทำได้ในทันทีและเห็นผลได้อย่างชัดเจน “เราหยิบปัญหาเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริงๆ มาเป็นโจทย์ให้กับเรา เช่น ในพื้นที่นี้มีสำนักงานในส่วนของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ค่อนข้างเยอะ เราสามารถที่จะเอาต้นทุนตรงนี้มาสร้างเป็นโปรโตไทป์ หรือสร้างความเคลื่อนไหวอะไรให้มันได้บ้าง หรือในพื้นที่นี้มีธุรกิจร้านอาหารเยอะมากและเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างของประเทศ เราสามารถหยิบพื้นที่และกิจกรรมเหล่านี้ออกมาเป็นโจทย์อะไรได้บ้างหรือเปล่า ซึ่งเราเคยคิดกันเล่น ๆ ว่า ถ้าคนในนี้ช่วยกันทำแค่เรื่อง ๆ เดียว เช่น ให้คนในย่านถือโจทย์ร่วมกันในเรื่องของขยะ และทำให้มันสำเร็จ ก็น่าจะสร้างผลกระทบได้มากแล้ว”

จากการทำงานวิจัยและเก็บข้อมูลในพื้นที่ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ คุณโจและทีมได้ตีออกมาเป็นโจทย์ใน 3 ประเด็นหลักคือ เรื่องการทำงาน การกิน และการเดินทาง ก่อนที่จะเจาะลึกลงไปสู่ปัญหาในแต่ละประเด็น ซึ่งเราจะได้เห็นผลงานของพวกเขาในช่วงเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2562 ครั้งแรกในอีกไม่ช้า โดยภายใต้ 3 ประเด็นนี้จะเกิดโปรเจ็กต์ในเชิงทดลองจริงกับพื้นที่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการจัดการและเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
 

การทำงานในย่าน (Work) : จากจำนวนนักสร้างสรรค์ในย่านที่มีอยู่หลากหลายสาขา แต่ไม่เคยเกิดการรวมกลุ่มหรือทำความรู้จักกันมาก่อน จึงสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรียกว่า “Tinker Potform” เว็บไซต์ที่คุณแชมป์ตั้งใจอยากจะทำเป็น อินเด็กซ์เก็บรวบรวมข้อมูลของนักสร้างสรรค์ในย่านอารีย์-ประดิพัทธ์ ทั้งข้อมูลที่เป็นผลงานและข้อมูลที่เป็นการรายงานความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การจัดกิจกรรมพบปะ เพื่อให้นักออกแบบในพื้นที่ได้รู้ว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และร่วมมือกันอย่างไรได้บ้าง อีกทั้งยังเป็นการสื่อสารให้คนภายนอกได้รู้จักนักออกแบบในพื้นที่อีกด้วย นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมที่เรียกว่า เปิดหม้อ (Open Pot) ที่จะพาไปแวะเวียนทำความรู้จักสตูดิโอต่าง ๆ พร้อมกับจัดวงเสวนาพูดคุยถึงแนวทางที่แต่ละสตูดิโอจะได้มาทำงานร่วมกันในกลุ่ม Tinkering Pot 

การกินอยู่ในย่าน (Food) : ย่านอารีย์-ประดิพัทธ์เป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องคาเฟ่และร้านอาหารที่มีจำนวนมากกว่า 300 ร้านค้า แต่ประดิพัทธ์จะแตกต่างจากอารีย์ตรงที่มีปริมาณของร้านสตรีทฟู้ดเยอะกว่า เมื่อทีมลงไปเก็บข้อมูลจริงพบว่า ขยะเพิ่มมากขึ้นสองเท่าในทุกเย็น คุณโจจึงตั้งเป้าหมายที่อยากจะทำให้ย่านเป็น Zero Waste District หรือหากเป็นไปได้มากที่สุดคือการลดลงของจำนวนขยะ เกิดโปรเจ็กต์ที่ชื่อว่า “Eats Meet Waste” ทั้งการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปร่วมกับนักศึกษา (Streetfood-Scape) โดยกลุ่ม Tinkering Pot และการออกแบบวิธีการหรือเครื่องมือสื่อสารโดย Cloud-floor ร่วมมือกับ P.Library Design Studio เพื่อช่วยลดปริมาณขยะจากร้านค้า รวมไปถึงการนำกากกาแฟซึ่งเป็นขยะที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจากบรรดาคาเฟ่มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมกับกลุ่มนักออกแบบในย่าน (Design on Waste) 

การเดินทางในย่าน (Commute) : ประกอบด้วย 3 โปรเจ็กต์ที่จะมาช่วยจัดการปัญหาการจราจรในซอกซอย โดยทีม Op-portunist ของคุณไอ๋ เริ่มต้นด้วย Unknot คือการสร้างเครื่องมือจำลองภาพการเคลื่อนที่ของระบบขนส่งสาธารณะประเภทต่าง ๆ ทั้งวินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก และรถสองแถว บริเวณปากซอยอารีย์ 1 เพื่อแสดงผลให้เห็นว่ามีการติดขัดตรงไหน และจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ได้อย่างไรเพื่อช่วยบรรเทาปัญหารถติดในซอย ต่อมาคือ Scoot Scoot ร่วมมือกับ Park2go และ Scoota แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของรูปแบบการเดินทางในย่านด้วยยานพาหนะทางเลือกอย่างสกูตเตอร์ เพราะย่านอารีย์-ประดิพัทธ์มีซอกซอยเยอะและคนในย่านส่วนใหญ่จะเดินทางในระยะสั้นคือ 2-5 กิโลเมตร Micro Mobility หรือการเดินทางด้วยพาหนะเล็ก ๆ จึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกในการเดินทางที่เหมาะกับพฤติกรรมของคนในย่าน และสุดท้ายคือ Have a Rest โดย PAGA บริษัทสถาปนิกที่จะมาสร้างงานออกแบบให้กับจุดนั่งพักคอยระหว่างเดินทางภายในย่าน 


เพราะเรื่องของการพัฒนาย่านคือโจทย์ที่ทุกคนต้องร่วมกันหาวิธีและทดลองทำ เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการเป็นย่านสร้างสรรค์ สำหรับอารีย์-ประดิพัทธ์แล้ว คุณฟิวส์และทีมเห็นตรงกันว่าย่านสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ ต้องไม่เกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้ผลักดัน แต่คือเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมกัน “เพราะเมืองเป็นของเราทุกคน เราไม่ต้องโอนให้ใครเป็นคนถือหลัก ดังนั้นขยะทุกชิ้นถ้าเราช่วยกันเก็บมันก็สะอาด เรารู้สึกว่าถ้าทุกคนเข้าใจตรงนี้ และพร้อมที่จะทดลอง จากความคิดสร้างสรรค์สู่นวัตกรรม แน่นอนว่ามีถูกมีผิด แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่มีถูกมีผิด เพราะฉะนั้น ถ้าการพัฒนาพื้นที่ไปสู่ย่านสร้างสรรค์จะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ ก็ต้องให้ทุกคนยอมรับก่อนว่าอาจจะเกิดข้อผิดพลาดได้ และต้องยอมรับด้วยว่าความผิดพลาดนั้นจะนำไปสู่การพัฒนาให้ผิดพลาดน้อยที่สุด ไปจนถูกต้องหรือเหมาะสมกับบริบทความต้องการของคนแถวนี้จริง ๆ”

ภาพเปิด : นายนภัทร จาริตรบุตร
ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์ และ มนตรี โสภา
เรื่อง : รัชดาภรณ์ เหมจินดา