image

Architecture

พื้นที่หน้าร้านผสานการแสดงงานศิลปะ เทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมร้านค้า

Published Date : 13 มี.ค. 2562

Resource : TCDC CONNECT

856

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มมองเห็นกระแสที่เกิดขึ้นถ้าหากมีโอกาสได้เข้าไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ จะสังเกตเห็นได้ว่าร้านค้าเริ่มนำศิลปะเข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าที่มีความสนใจในเสน่ห์ของศิลปะ

วันนี้เราจะพาไปไขแนวคิดเบื้องหลังเทรนด์ที่น่าสนใจนี้
 

ว่าด้วยเศรษฐกิจประสบการณ์

ครั้งหนึ่งเหล่าหน้าร้านต่างๆ นั้นมองหาการร่วมมือเชิงศิลป์หรือการได้รับแรงบันดาลใจจากการเข้าชมแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ แต่ในวันนี้ หน้าร้านสามารถเปลี่ยนพื้นที่ที่ตัวเองมีให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะได้เอง เชิญศิลปินเข้ามาทำงานร่วมกันในพื้นที่และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมกัน โดยแบรนด์เองก็ขายสินค้าได้ ศิลปินเองก็ขายผลงานได้เช่นเดียวกัน

การติดตั้งผลงานศิลปะจึงเรียกได้ว่าเป็นวิธีการที่ทรงพลังในการสร้างเคลื่อนไหวและสร้างการมีส่วนร่วมในโลกออนไลน์และกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

พื้นที่หน้าร้านของ Louis Vuitton ที่ร่วมมือกับศิลปินร่วมสมัยชื่อดังระดับโลกอย่างเจฟฟ์ คูนส์ (Jeff Koons) โดยให้ศิลปินตีความหมายโมโนแกรม LV สุดคลาสสิกของแบรนด์ใหม่ โดยเจฟฟ์ คูนส์ก็เลือกสื่อสารผ่าน Gazing Ball Sculptures ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาออกมาในการจัดแสดงสินค้าหน้าร้านของวิตต็อง

บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจอย่าง McKinsey เคยรายงานว่า Personal-Consumption Expenditures (PCE) หรือการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคในปัจจุบันนี้นั้นเป็นเรื่องการให้บริการที่คำนึงถึงประสบการณ์ที่ดี ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นการจัดอีเว้นท์ การมีมื้ออาหารดีๆ ในร้านอาหาร หรือการออกเดินทาง ผู้บริโภคในทุกช่วงวันนั้นเลือกที่จะได้รับประสบการณ์ที่ดี คำนี้จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องคำนึงถึง และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการสร้างความสุข การได้จำนวนไลค์ที่มากขึ้น และไม่เป็นหนึ่งใน FOMO อุตสาหกรรมร้านค้าในวันนี้จึงเน้นการสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ โอกาสทางกลยุทธ์ที่ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่สร้างคววามหมายที่มากกว่า

กลับมาที่แบรนด์ต่างๆ ที่เริ่มมีการนำศิลปะเข้าไปเป็นส่วนผสมและเบลอเส้นแบ่งที่เคยมีออกไป เพราะไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านหรือแกลเลอรี่ ต่างฝ่ายต่างก็หาศิลปินมาจัดแสดงงานในพื้นที่ของตัวเองกันทั้งสิ้น ตัวอย่างจากแบรนด์ Off-White สาขานิวยอร์ก ที่จัดหน้าร้านให้กลายเป็นพื้นที่ว่างและเรียกตัวเองว่าเป็น Empty Gallery โดยมีนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานศิลปะเป็นไฮไลท์สำคัญ เป้าหมายของหน้าร้านสาขานี้คือไม่ได้เป็นการให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้ารายการต่างๆ แต่เป็นการส่งเสียงให้ทุกคนที่เข้าไปได้รับรู้ถึง “ภาษาของออฟไวท์” ที่เสียงดังและชัดเจน สินค้าภายในร้าน (หรือแกลเลอรี) แห่งนี้จะได้รับการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนทุกสองเดือน เช่นเดียวกับงานศิลปะหน้าร้านที่จะเปลี่ยนศิลปินไปอย่างสม่ำเสมอ โดยจะเน้นการแสดงผลงานของศิลปินหน้าใหม่ที่เลือกโดยดีไซเนอร์ของแบรนด์อย่างเวอร์จิล แอบโลห์ (Virgil Abloh)

ร้าน Off-White ที่เน้นการดิสเพลย์สินค้าให้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานศิลปะ

เช่นเดียวกับ Zadig & Voltaire ที่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าภายในร้าน ด้วยการผสมรวมพื้นที่แกลเลอรี่และนิทรรศการชั่วคราว ทำงานร่วมกับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ดูแลในแต่ละคอลเล็คชัน โดยหน้าร้านสาขากรุงปารีสที่มีพื้นที่กว่า 3 ชั้นนั้น มีผลงานศิลปะภาพวาดที่ได้รับการจัดวางทั่วทุกพื้นที่ รวมถึงงานปะติมากรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินรุ่นใหม่มากความสามารถ “เรานำสิ่งที่จับต้องได้เข้ามาสร้างประสบการณ์ในพื้นที่หน้าร้านจริงๆ ของเรา แน่นอนว่าเราไม่สามารถชื่นชมงานศิลปะได้ผ่านการเห็นจากโลกออนไลน์หรอก” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Thierry Gillier กล่าว “เพราะแบรนด์ Zadig & Voltaire เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ และศิลปะก็เป็นส่วนหนึ่งชองไลฟ์สไตล์ บางครั้งเราต้องทำให้โลกแฟชั่นมีการเคลื่อนไหว และศิลปะก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่ทำสิ่งนั้นได้ เราเลยต้องพยายามสร้างความหมายใหม่อยู่เสมอ”