image

Business & Industrial

ASEAN Creative Awakening

Published Date : 1 ต.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

458

เมื่อกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคนลุกขึ้นมาอ้าแขนรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่เคยซุกซ่อนจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์งานที่สร้างมูลค่าไปพร้อมกับการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวยุคใหม่จากในเมืองและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบของย่านสร้างสรรค์ไปจนถึงการแก้ปัญหาระดับโลก

Creative ASEAN 
ทิศทางของการพัฒนาที่ธนาคารโลกและองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) พยายามผลักดัน ทั้ง  ‘Inclusive Growth’ ที่หมายถึงการเติบโตที่ลดช่องว่างความไม่เท่าเทียมของรายได้ และขยายโอกาสใหม่ ๆ สำหรับทุกคน และ ‘Resilience’ หรือการพัฒนาเศรษฐกิจให้พร้อมสำหรับการรับมือและฟื้นจากวิกฤตอย่างรวดเร็ว ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้ถูกยอมรับในแง่ของการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถยึดโยงทั้งสองประเด็นนี้เข้าไว้ด้วยกัน  

ในการประชุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลก (World Conference on Creative Economy: WCCE)  ที่ริเริ่มจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (BEKRAF) ที่เมืองบาหลี เมื่อวันที่ 6 - 7 พฤศจิกายน 2561 จึงถูกจัดขึ้นภายใต้ธีม Inclusive Creative เพราะเชื่อว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะนำไปสู่ธุรกิจในยุคใหม่ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่กับกลุ่มเจ้าของทุนขนาดใหญ่ แต่เป็นสนามที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยที่มีเทคโนโลยีและดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดความร่วมมือในการสร้างสรรค์จากทั่วโลก 

การเปิดเกมของพี่ใหญ่อินโดนีเซียในเวทีการประชุมระดับโลก เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรดแมปในการทำให้ “ความคิดสร้างสรรค์” ขยับขึ้นเป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคและสร้างการยอมรับระดับโลกจากการตกลงตามข้อมติสมัชชาสหประชาชาติในปี 2021  รวมถึงการเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์รวมความเป็นเลิศและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Global Center of Excellent And International Cooperation For Creative Economy) เพื่อเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการวิจัย และการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก ซึ่งความเคลื่อนไหวต่าง ๆ นี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการถักทอเครือข่ายความร่วมมือภายในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งพหุภาคีและทวิภาคีให้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของแต่ละประเทศ 

เติบโตไปกับย่านสร้างสรรค์ 
ถ้าว่ากันด้วยระดับนโยบาย แม้จะมีทิศทางที่ชัดเจนแต่ยังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล แต่ใช่ว่าเหล่าสมาชิกอาเซียนจะนั่งรอเฉย ๆ เมื่อกลุ่มภาคเอกชนลุกขึ้นมาร่วมวงกับภาครัฐในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาแบบทั่วถึง (Inclusive) ภายใต้แนวคิดของการทำย่านสร้างสรรค์ที่เริ่มจากเมืองรอง ก่อนจะฉุดให้เมืองหลวงและส่วนอื่น ๆ ขยับตาม 

ความสำเร็จของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์แห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบด้วยเมืองรองที่ประสบความสำเร็จในการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมือง สร้างแบรนด์ และการท่องเที่ยว อย่างเช่น จอร์จทาวน์ (George Town) ที่เปลี่ยนเมืองมรดกโลกให้มีความร่วมสมัยด้วยการจัดจอร์จ ทาวน์ เฟสติวัล ตั้งแต่ปี 2010 สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับเมืองจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 60 ล้านบาท และมูลค่าแบรนด์มากกว่า 1,180 ล้านบาท จึงทำให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้แน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี แม้การพัฒนาจะสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ แต่ก็อาจจะต้องมาทบทวนเรื่องความสมดุลกับความเป็นอยู่ของชุมชนในอนาคต  ถัดมาที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย ที่ขยับขยายจนกลายเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านการออกแบบ ติดตามมาด้วยเมืองเชียงใหม่ของไทย ที่เพิ่งเข้าเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านเมื่อปี 2017 สุดท้ายคือ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ที่เป็นแหล่งรวมสตูดิโอออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง วางแผนจัดงานเซบู ดีไซน์ วีก 2019 เพื่อเป็นโปรไฟล์ในการสมัครเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านการออกแบบในปีถัดไป 

เมืองหลวงอย่างมะนิลา ยังมีความเคลื่อนไหวโดยสภาเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งฟิลิปปินส์ (Creative Economy Council of the Philippines: CECP) ที่เกิดจากการรวมตัวกันของภาคเอกชนจากสาขาครีเอทีฟที่มาร่วมกันจัดทำแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Philippine Creative Industries Master Plan) ที่นอกจากจะสนับสนุนด้านนโยบาย เงินทุน การพัฒนาทักษะแล้ว ยังรวมถึงการทยอยทำให้เมืองต่าง ๆ ในฟิลิปปินส์ผุดย่านสร้างสรรค์ขึ้นมาตามลำดับ 

มาเอสทรานซา ติดกับแม่นํ้าพาสิก (Pasig River) ที่รอวันปรับปรุงเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของมะนิลา

มาเอสทรานซา (Maestranza) พื้นที่ริมน้ำยาว 300 เมตรที่ประกอบด้วยห้องขนาดเล็ก 45 ห้อง เป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่าง CECP และสำนักงานเขตอินทรามูรอส (Intramuros) ในการปรับปรุงอาคารยุคอาณานิคมให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในเขตเมืองเก่าทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา เพื่อให้เป็นแหล่งชุมนุมของนักสร้างสรรค์ในทุกสาขา และเป็นบันไดในการส่งให้มะนิลาเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ต่อจากเมืองบาเกียว ที่เป็นเครือข่ายด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านเมื่อปี 2017  

ส่วนประเทศไทยมีความเคลื่อนไหวด้านการเข้าเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกเช่นกัน โดยกรุงเทพฯ และสุโขทัยต่างก็ยื่นสมัครเป็นเมืองด้านการออกแบบ และเมืองด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านตามลำดับ ซึ่งจะประกาศผลภายในปี 2019 

ขณะเดียวกันกลุ่มนักสร้างสรรค์จาก 51 เมืองทั่วประเทศของอินโดนีเซีย ที่รวมตัวกันก่อตั้งเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์อินโดนีเซีย (The Indonesian Creative Cities Network: ICCN) ในปี 2014 ก็มีความเคลื่อนไหวในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนหรือเมืองต่าง ๆ ให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเมืองในแบบที่ไม่เน้นผลทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นทั้งการอนุรักษ์วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่สามารถเคลื่อนที่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลก 

สู่วัฒนธรรม 4.0
เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลักดันให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโต ซึ่งพิสูจน์จากความสำเร็จของ K POP และ Cool Japan ที่ทำให้วัฒนธรรมสามารถลื่นไหลไปกับการอนุรักษ์และสร้างมูลค่าเพิ่มในเวลาเดียวกัน ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ขึ้นแท่นเป็นเป้าหมายของรัฐบาลประเทศอาเซียน จึงอยู่ในกลุ่มภาพยนตร์ เพลง เกม และโฆษณา การใช้เทคโนโลยีเออาร์ (Augment Reality) และวีอาร์ (Virtual Reality) เพื่อการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงการส่งเสริมกลุ่มสตาร์ตอัพ ดังเช่นที่อินโดนีเซียได้กลายเป็นบ้านเกิดของยูนิคอร์นถึง 4 ตัว ไม่ว่าจะเป็น Traveloka บริการด้านการท่องเที่ยว Go Jek บริการการเดินทาง Tokopedia และ Bukalapak ด้านการขายของออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงสร้างมูลค่ามหาศาล แต่ยังทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนสะดวกมากขึ้น

ACHDA เก็บข้อมูลวัตถุโบราณ

นอกจากดิจิทัลจะทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีโอกาสขยายตัวในตลาดโลกแล้ว ในทางกลับกันดิจิทัลยังเป็นเครื่องมือในการรักษารากฐานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์สำคัญของโลกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไม่รู้จบ ภายใต้โครงการการจัดทำฐานข้อมูลมรดกวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Cultural Heritage Digital Archive: ACHDA) เป็นโครงการที่ได้รับสนับสนุนเงินทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นในการเก็บข้อมูลวัตถุโบราณ เอกสารเก่าและภาพวาด ด้วยการสแกน 3 มิติ เพื่อจัดเก็บในฐานข้อมูลออนไลน์ที่เปิดให้เป็นสาธารณะ โดยเริ่มต้นเก็บจากประเทศอินโดนีเซีย และกำลังอยู่ในช่วงต้นของการพัฒนาการเก็บข้อมูลพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกจากประเทศพม่า กัมพูชา และอินโดนีเซีย เพื่อว่าในอนาคตหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้มรดกโลกเกิดความเสียหาย ก็ยังคงมีฐานข้อมูลให้ได้ศึกษาหรือซ่อมแซมให้กลับคืนมา

การเก็บข้อมูลจากพื้นที่มรดกโลก
©sacredsites.com

ความหวังสู่การเปลี่ยนแปลง 
นอกจากมิติของการนำวัฒนธรรมและสินทรัพย์ของเมืองมาสู่การสร้างมูลค่าและการพัฒนาแล้ว เศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับอาเซียนยังครอบคลุมไปถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับปัญหาในอนาคต อย่างเช่นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  

เป็นที่รู้กันดีว่า เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากจะเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสน้อยทางการศึกษา ด้วยลักษณะของกระบวนการผลิตที่มีกำไรต่ำและขาดหลักประกัน จึงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบ ทำให้รายได้ค่อนข้างต่ำ และยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น เมื่อต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

อินโดนีเซียคาดว่าในปี 2050 จะมีประชากรเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 หรือประมาณ 322 ล้านคนที่ต้องการอาหารเพิ่มขึ้น แต่ทว่าเกษตรกรในปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยประมาณ 45 ปีหรือมากกว่านั้น และถ้าหากยังคงเป็นเช่นนี้ ด้วยการผลิตแบบดั้งเดิม ปริมาณการผลิตอาหารที่คาดหวังไว้ ก็คงจะไปไม่ถึง

รัฐบาลอินโดนีเซียจึงต้องเร่งหาทางในการสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรอย่างเร่งด่วน การรณรงค์ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จึงเป็นเหมือนการเปิดบทสนทนาและอำนวยความสะดวกให้กับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสในการเป็นเจ้าของกิจการไปด้วย 

iGrow เป็นแพลตฟอร์มให้เกษตรกรจำนวน 2,200 ราย มีโอกาสได้เงินลงทุนมาปรับปรุงกิจการจากการระดมเงินของคนในเมืองที่ต้องการลงทุนเพื่อแลกกับการเป็นเจ้าของสวนแบบไม่ต้องลงมือเอง ขณะที่ Petani, LimaKilo และ ทานิฮับ มีเป้าหมายในการให้ความรู้เกษตรกร ตั้งแต่เทคนิคการปลูก เครื่องมือ ราคา และตลาดออนไลน์ เพื่อให้พวกเขาสามารถปรับปรุงผลผลิต ส่วน  SayurBox เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยลดปัญหาการขนส่งที่ทำให้ผลผลิตเสียหายระหว่างทางจากแหล่งผลิตไปยังผู้บริโภค และยังมีอีกรายหลายที่ค่อย ๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับภาคการเกษตรของอินโดนีเซีย

ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่พยายามสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างทางเติบโตให้กับตัวเอง ในเวลานี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่อินโดนีเซียประเทศเดียว แต่รวมถึงนักสร้างสรรค์ในอาเซียนที่ต่างกำลังตื่นตัวกับความหวังใหม่ ๆ จากการที่รัฐบาลลุกขึ้นมาพูดคุยเรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์” อย่างจริงจังมากขึ้น ในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกคน เป็นเศรษฐกิจที่สามารถอยู่รอดและฟื้นตัวในยามวิกฤติ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน แม้ว่าขั้นตอนของการพัฒนาจะค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างน้อยเส้นทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นในภูมิภาคนี้แล้ว CT 

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/Tuấn Trương

เรื่อง : มนฑิณี ยงวิกุล