image

Business & Industrial

แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ (แอน JKN) สร้างการเสพติดทางสายตา เมื่อมูลค่าคอนเทนต์อยู่ที่วัฒนธรรม

Published Date : 2 ต.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

809

มีคนเคยบอกว่า ไม่ว่า ‘สื่อ’ จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน หากคนเรายังต้องการ “สาร” ที่อยู่ในสื่อต่าง ๆ นั้น สารนั้นย่อมไม่มีวันตาย และยังต่อยอดสร้างเป็นคุณค่าและมูลค่าใหม่ได้ไม่สิ้นสุด เพราะไม่ว่าจะเป็นสื่อยุคแอนาล็อกหรือยุคดิจิทัล ต่างก็ต้องการ ‘คอนเทนต์’ เพื่อดึงดูดผู้ชมกันทุกยุคสมัย ขึ้นอยู่กับว่าคอนเทนต์นั้น จะตอบโจทย์และตรงใจผู้ชมหรือไม่เท่านั้น  

แอน JKN หรือ แอน - จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) คือผู้จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับสากล ที่พร้อมจะ ‘ปั้น’ คอนเทนต์ต่างๆ ให้เหมาะกับทุกตลาดทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับสากล โดยในปี 2020 JKN วางเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำคอนเทนต์ของอาเซียน ที่นอกจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายซีรีส์อินเดีย ฟิลิปปินส์ สารคดี การ์ตูน และซีรีส์จากฮอลลีวู้ดแล้ว ยังจะมีการลงทุนผลิตคอนเทนต์ในรูปแบบ ‘โค-โปรดักชั่น’ กับต่างประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมกับการเร่งขยายตลาดขายลิขสิทธิ์ละครช่อง 3 ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์จำหน่ายทั่วโลกผ่านกลยุทธ์ ‘ซูเปอร์สตาร์ มาร์เก็ตติ้ง’ ในการนำทัพดาราศิลปินจากช่อง 3 ไปโรดโชว์ทำกิจกรรมในต่างประเทศ เพื่อทำตลาดละครให้เป็นที่รู้จัก โดยมีตลาดหลักอยู่ในอาเซียนนี่เอง 

หลายๆ ประเทศในอาเซียนมองว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะช่วยสร้างเศรษฐกิจ ในขณะที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์คือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่โดดเด่น คุณคิดอย่างไรกับแนวทางการพัฒนานี้
พี่เข้าใจเรื่องการเพิ่มมูลค่า (Value Added) แล้วก็เชื่อว่าการส่งเสริมให้คนคิด มันสามารถช่วยเลยส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ทุกประเภท โดยเฉพาะเรื่องของการผลิตคอนเทนต์ มันคือการคิดจริงๆ ที่มัน make difference (สร้างความต่าง) แต่คำถามคือเราจะส่งเสริมยังไงให้คนคิดเป็น คือถ้าเรามีจินตนาการ มันจะสัมพันธ์กับความรู้เสมอ และจะทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราเจริญก้าวหน้าได้ เราต้องรู้จักปั้นอิฐให้กลายเป็นทอง ไม่ไปเอามาแล้วดิบ ๆ แล้วใครจะกิน มันต้องผ่านการปรุง คอนเทนต์ก็เหมือนกัน ของแบบเดียวกันแต่แพ็กเกจจิงต่างกัน มันก็ราคาแพงกว่ากันแล้ว นี่คือการใช้จินตนาการเข้ามาในโปรดักส์ เพื่อทำให้โปรดักส์มันมีความเซ็กซี่ มีมูลค่า แล้วสามารถขยายขายออกไป แล้วเงินมันจะเข้ามาเยอะกว่าเดิม 

คุณทำอย่างไรกับการปั้นสิ่งที่มันเป็นนามธรรมมาก ๆ อย่างเรื่องคอนเทนต์ 
อย่างทำไมดิฉันชอบไปเกาหลี ตลอดระยะเวลา 15 ปีมานี่ ไปตลอด แต่ก่อนคือไปเกือบทุกเดือน หรือเดือนเว้นเดือน สิ่งที่เราเห็นคือ เขาพัฒนาประเทศมาจากความคิดสร้างสรรค์กับการออกแบบ เราจะรู้สึกเลยว่าทำไมบ้านเมืองเขาออกแบบดีจังเลย มันสวย มันกลายเป็นมีมูลค่า แล้วก็แบ่งเป็นโซนชัดเจน กังนัมเป็นอย่างนี้ เมียงดงเป็นอย่างนั้น แม้แต่การปลูกต้นไม้ ทำถนน ทุกสิ่งทุกอย่าง พอเวลาไปดูแล้ว มันเกิดความล้ำค่าทางการเป็นอยู่ การท่องเที่ยวเลยดี 
แล้วทำไมเกาหลีทำละครออกมาแล้วคนติด ทั้ง ๆ ที่ละครก็เล่นกันอยู่ไม่กี่คน อย่างตอนที่เอา Full House (สะดุดรักที่พักใจ) เข้ามาในประเทศไทย เล่นกันอยู่ 4 คน พระเจ้าช่วย! ดังเป็นพลุแตก เพราะการดีไซน์บท ความคิดสร้างสรรค์ไง แต่งตัวก็น่ารัก บทพูดก็สนุก แต่จริงๆ มันง่ายมากนะ บทที่ซูเปอร์สตาร์ไปหลงรักผู้หญิงกะป๊อกกะแป๊กคนหนึ่งอย่างเนี้ย แต่มันคือการออกแบบและจินตนาการที่ส่งเสริมให้ประชาชนของตัวเอง ให้เกิดการคิดไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อยู่ในกรอบ ไม่ได้อยู่ในตำรา แอนเชื่อว่าคนเราต้องคิดนอกกรอบตั้งแต่เด็ก จะได้มีจินตนาการ ไม่งั้นเวลาโตขึ้น แล้วจะขึ้นสนิม พอจะทำอะไรก็กลัวไปหมด คุณจะทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็ไม่มีมูลค่าเพิ่ม พอมันไม่มีมูลค่า คุณขายของ คุณก็ได้ราคาแค่เท่านั้น

นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าเราจะต้องจัดการแต่งตัวคอนเทนต์ให้มันมีมูลค่าและไปได้ระดับโลก
คำว่าแต่งตัวน่ะถูกต้อง เพราะถ้าเราเอาของมา แล้วไม่ transform (เปลี่ยนแปลง) ก็เท่ากับไม่สำเร็จ ธุรกิจแอน มีคนเยอะแยะชอบถามเราตั้งแต่ตอนที่เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ว่า “คุณแอน ซื้อมาขายไปอย่างของคุณแอนอะ ใครๆ ก็ทำได้ไม่ใช่เหรอ เราบอก no no no คิดใหม่นะคะ คิดใหม่ค่ะ อันนั้นคือเอเจนต์นะคะ แต่ดิฉันคือบริษัทบริหารจัดการและจัดจำหน่าย คือการที่นำมาปุ๊บ ต้องมาผ่านกระบวนการ transform ให้เป็นของตัวเรา 

คือตั้งแต่เลือกบริษัทที่ทำงานด้วย ว่าเราควรทำงานกับบริษัทไหน ประเทศไหน คอนเทนต์ไหนเป็นจริตคนไทย ผู้บริโภคเราต้องเข้าใจ แล้วพอเอามา ก็ต้องดูว่าแต่ละเรื่องมีความแตกต่างยังไง บางเรื่องน่าดูแต่ไม่น่ากิน กินปุ๊บ ไม่อร่อย ก็มีเยอะแยะ เราต้องดูไปถึงสคริปต์ แล้วต้องเอาเข้ามาทำ localization คือการพากย์ แปล เกลาบทให้เข้ากับบริบทของไทย แล้วดิฉันแถมใส่เพลงไทยเข้าไปด้วย นอกเหนือจากนั้น ยังเอามารวมกันทำโชว์เคส ออกแบบโปสเตอร์ ออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เรียกว่าทำแพ็กเกจจิงใหม่หมดเลย แถมยังมีทำการตลาดด้วย เล่นเกม กิจกรรม แฟนมีตติ้งโน่นนั่นนี่ แล้วเปิดเมกะโชว์เคสเป็นคอนเสิร์ตมันส์กันไปเลย เพื่อสร้างกลุ่มแฟนคลับ แล้วทั้งหมดมันจะเป็นการสร้างการเสพติดทางสายตา สินค้าอย่างหนึ่งที่คุณเอามา คุณอาจจะมีต้นทุนเท่านี้ แต่พอเวลาคุณหาเงิน คุณต้องหาเงินให้ได้เป็นพันล้านนะ และมันทำได้ด้วยคำว่าคิดคำเดียว ต้องคิดก่อนที่จะทำ คือดิฉันจะไม่ทำอะไรที่เหมือนกับชาวบ้านเขาทำ ไม่ใช่เห็นคนนั้นเขาทำแล้วดี ก็ไปซื้อมา แล้วก็เอามาเข้าโรงภาพยนตร์เฉยๆ เอาไปฉายจอเฉยๆ มันไม่ใช่ 

คุณมองเห็นแนวทางการทำงานแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ตอนนั้นกลับมาเมืองไทยเราอายุ 20 ค่ายหนังนนทนันท์ดังมาก สหมงคลฟิล์มดังมาก ทุกคนดังมาก เราก็เป็นเด็กกะปวกกะเปียกคนหนึ่ง แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อหนังเข้าชนโรง ใช่ไหม แล้วโมเดลตอนนั้นคือต้องเข้าโรงภาพยนตร์ก่อน ถึงจะออกมาเป็นม้วนวิดีโอ แล้วถึงจะขายได้โน่นนั่นนี่ แต่เราเอาเงินที่ไหนล่ะเธอ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้นก็คือ เราชอบ Walking with Dinosaur นั่งดูแล้วรู้สึกว่า เออ มันก็สั้นดี เหมือนเราดู Jurassic Park เลย มีแค่ 3 ตอน ตอนที่ 4 คือเบื้องหลัง เอ๊ะ! ไม่เห็นมีใครเอามาทำตลาดเลยนะในบ้านเรา ซึ่งแต่ก่อนทีวีก็มีแค่ 4-5 ช่อง เราก็เลยคิดว่า ติดต่อไปเลยดีกว่า ก็โทรศัพท์ไปที่อังกฤษ และก็คือขอซื้อลิขสิทธิ์เรื่องนี้มาถูกๆ ไม่กี่หมื่นบาท เพราะไม่เคยมีคนซื้อ นี่กำลังจะบอกว่าเพราะเราคิด และเราต้องเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ไม่ได้เกิดมาจากคนที่คิดง่ายๆ ว่า คุณแอนแค่ไปซื้อมาขายไปแบบนั้น

ทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการใช่ไหม
ใช่ มันไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ทำตามกัน แต่ขอเล่าให้ฟัง ตอนที่ซื้อลิขสิทธิ์มาถูกมาก เราก็เอามาใส่เป็นม้วนวิดีโอส่งตามร้านเช่า ก็คือเจ๊งค่ะ ขายไม่ออกเลย ร้านเช่านี่ไม่มีใครรับเลย ทั้ง Tsutaya, Blockbuster, VDO Ezy ศูนย์เช่าทั่วประเทศไทยในเวลานั้น ขายไม่ได้เลย ก็มาคิดต่อว่าฉันจะทำยังไงดี ระหว่างที่ดูจอร์จกับซาร่า (รายการ TV Direct) ตอนนอนไม่หลับ เราก็ Initiative (ริเริ่ม) ขึ้นมาว่า จอร์จกับซาร่ากรุณาเลิกขายเครื่องออกกำลังกายก่อนนะ ตอนนี้เรามี VHH เป็นม้วนวิดีโอเนี่ยให้เธอขาย เธอเอาไปทดลองขายดู ขายเท่าไหร่ก็เท่ากัน ไม่เป็นไร สรุปว่าจบที่ขายได้หนึ่งล้านม้วน ดิฉันมีเงินเก็บ 20 ล้านในเวลานั้น สามารถเอาไปลงทุนต่อ จนเหลือเก็บทั้งหมด 10 ล้าน ตอนอายุแค่ 20-21

คิดว่าการประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นพรสวรรค์ของตัวเองไหม
จริงๆ แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดของแอนในชีวิตการทำธุรกิจและการที่เราเป็นผู้หญิงข้ามเพศด้วย คือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ตอนที่จบมหาวิทยาลัยแล้วได้เกียรตินิยม เรียนจบภายใน 2 ปีเนี่ย อาจารย์บอกว่าแอนดรูว์ สิ่งที่ดีที่สุดในตัวคุณคือ Initiative เราก็อึ้งไปพักหนึ่ง ไม่ค่อยเข้าใจ จนเริ่มเข้าใจมาเรื่อยๆ ว่า เราเป็นคนที่คิดอยู่ตลอดเวลา คิดออกนอกกรอบ ชอบตั้งถาม คิด แล้วก็ execute (ลงมือทำ) ก่อนคนอื่น คือเป็นคนมีจินตนาการสูงส่ง เกิดมาจากอะไรรู้ไหม มันเกิดมาจากการที่เราเกิดผิดร่าง เลยคิดตลอดเวลาว่าทำไม ซึ่งความสงสัยนี่ล่ะที่ทำให้เกิดความคิด คนอื่นเขาทำอะไร เราไม่ทำ แต่คนอื่นเขาไม่ทำปุ๊บ เราไปมองดู ราคามันยังถูก ก็เอามาปั้นสิ คำว่าปั้นคำนี้คือขีดเส้นใต้เลย มันคือกระบวนการคิดสร้างสรรค์ทั้งนั้น เวลาคุณปั้นเสร็จ แล้วคุณไปพรีเซนต์ดี มันคนละมือ มวยคนละสังเวียนเลยนะ การชกของเรามันจะหนักแน่น และมันจะได้เงินเยอะกว่ามาก

คือเปลี่ยนความสงสัยในใจให้กลายเป็นจุดแข็งของตัวเอง
ค่ะ แล้วก็เลยกลายเป็นคนที่บ้าเรียนหนังสือให้เก่ง อ่านหนังสือเยอะมาก เพราะว่าถ้าเรียนไม่เก่ง เดี๋ยวจะถูกล้อเลียน ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน พออ่านเยอะ คิดเยอะ ก็ได้ขึ้นมาเป็นกัปตันโต้วาทีของโรงเรียน ก็เลยยิ่งต้องสัมภาษณ์คนเยอะ เจอคนเยอะ เลยเริ่มเข้าสังคมได้ตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไปฟังสัมมนาเยอะ ที่สำคัญคือเป็นคนชอบเดินทางเยอะ โดยเฉพาะเดินทางไปต่างประเทศ ชอบพูดภาษาอังกฤษเยอะๆ แล้วก็ชอบฝรั่งด้วย ที่สำคัญมากกว่านั้น คือเราเป็นลูกเจ้าของร้านวิดีโอ (ธุรกิจครอบครัว ST Video ร้านให้เช่าและจำหน่ายวิดีโอ) ก็เลยทำให้เราได้ดูหนังดูละครเยอะ และชอบดูหนังฝรั่ง เลยได้เห็นวัฒนธรรม เห็นโน่นเห็นนี่ ฉะนั้นจึงเกิด initiative ได้ เกิดแรงบันดาลใจที่มาจากการดูเยอะ อ่านเยอะ ฟังเยอะ เดินทางเยอะ ได้รับข้อมูลเยอะเหล่านี้

ดูเหมือนกับงานของคุณคืองานที่ต้องการจินตนาการสูง แต่การที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ คนก็ต้องคาดหวังเรื่องของการบริหารแบบนักธุรกิจด้วย 
ต้องบอกว่า แอนเป็นคนที่เกิดมาเป็นศิลปิน แต่เป็นคนแม่นหัวธุรกิจ และเป็นคนหาเงินที่กล้าบอกได้เลยว่า หาจนคนกลัว คือหาได้ทุกเม็ด หาได้เก่งมาก จากไม่มีอะไรเลย แล้วก็สร้างมาได้หลายพันล้านโดยไม่ได้ใช้เงินแบงก์ มันบอกได้เลยนะว่าเราคิดทุกเม็ด คือเราต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เราต้องลงทุนให้เป็น แอนเรียนจบรัฐศาสตร์นะ ไม่ได้เรียนบัญชีการเงินเลย แต่สิ่งที่ทำคือไปสัมมนาเพิ่ม ไปเรียนเพิ่ม เพราะมันต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ถ้าคอร์สที่ 1 ไม่เข้าใจ ก็ไปเรียนต่อ เรียนซ้ำไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้เดบิต เครดิตรู้เรื่องหมดแหละ ไม่ต้องห่วงเลย พูดอะไรมา ฉันตอบเอง

มีหลักการลงทุนในธุรกิจอย่างไร
อย่างที่บอกว่าความคิดสร้างสรรค์กับการลงทุนมันต้องควบคู่กัน และมันต้อง Get Real (เป็นจริงได้) ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนฟุ้งฝัน ใส่เงินลงไป ต้องเป็นการ invest (ลงทุน) ไม่ใช่เป็น expense (รายจ่าย) คือใส่ลงไปแล้ว ต้องสามารถ reuse (นำมาใช้ใหม่) ได้ redevelop (ปรับปรุงใหม่) ได้ ต้องสามารถที่จะนำไปใช้เพื่อการค้าการขายได้ต่อ สร้างสรรค์ได้ต่อ อย่าใช้เงินแล้วทิ้งแม่น้ำ ต้องเพิ่มมูลค่าให้เป็น ให้สามารถใช้ได้ในงานถัด ๆ ไปเรื่อย ๆ

หมายถึงการต่อยอดใช่ไหม
นั่นแหละคือความสุดยอดของคนที่คิดเป็น คือคิดได้ทั้งฝั่งที่สร้างสรรค์ และคิดได้ทั้งฝั่งความเป็นจริงของการหาเงิน มันต้องได้ทั้งสองด้าน ถึงจะเรียกว่าสุดยอดประสบผลสำเร็จ ถ้าคิดไปเรื่อยเปื่อยหลุดโลก คุณก็อยู่บนโลกนี้ไม่ได้ ถ้าบอกว่าเป็นธุรกิจแล้วต้องกางตำรา ก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะทั้งสองอย่างมันต้องผสานกัน ต้องเป็นนักธุรกิจที่ดีและรู้จักริเริ่ม อย่าง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มันก็มาจากการที่เราสร้างสรรค์สินค้าและส่งเสริมเศรษฐกิจให้เติบใหญ่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ของเราเอง เรามีอะไรดีชัดเจนไหม ของไทยมีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำยังไงให้สู้เขาได้ 

แล้วเรานำคอนเทนต์แบบไทย ๆ ไปขายตลาดต่างประเทศได้อย่างไร
ดูง่าย ๆ อย่างละครเกาหลี ที่บอกว่าบทดี แต่งตัวสวย นอกเหนือจากนั้นยิ่งร้ายกาจใหญ่เลยนะ เพราะเขาเอาวัฒนธรรมทุกอย่างมาอยู่ในละครในหนังเขาหมดเลย เพราะต้องการที่จะให้คนติด เพราะการส่งออกวัฒนธรรมก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ พอคนเสพติดทางสายตา เขาก็ยิ่งหลง ยิ่งชอบ เขาก็จะไปใช้สินค้า เสื้อผ้าหน้าผม การท่องเที่ยว อาหาร ทุกอย่าง แม้กระทั่งบอยแบนด์ เกิร์ลแบนด์ ฉันก็ฟังไม่รู้เรื่อง ทำไมมันกรี๊ดกันจัง ก็เพราะเราหลงในเขาไง ก็เหมือนกับเรา ปัจจุบันนี้ JKN เลยทำหน้าที่ว่าเราจะเอาละครช่อง 3 ไปขายยังไง 

คุณเป็นคนมองเห็นศักยภาพนี้เองใช่ไหม
ใช่ เราก็ไปยื่นเสนอทางช่อง บอกคุณประชุม มาลีนนท์ (CEO ของบีอีซี เวิลด์) เดินเข้าไปคุยเลยว่า ทำไมเราถึงไม่ทำอะไรกันเลย พระเอกเราก็หล่อ ๆ หลายคน นางเอกก็สวย แล้วบทบาทอะไรต่าง ๆ ก็เล่นดีกันจะตายอะ ที่สำคัญคือถ่ายทำก็ถูก ทำไมเราไม่ไปต่างประเทศล่ะ อย่างปีนี้ เราก็เพิ่งไปที่ฝรั่งเศสมา คือรัฐบาลเราก็ส่งเสริมนะ แต่เป็นแบบไปเปิดบูธ แล้วให้ทุกคนไปรวมตัวกันประมาณ 10-20 บริษัท ดิฉันไม่เคยไปรวมกับเขาเลย เพราะดิฉันสวย ดิฉันเปิดของดิฉันคนเดียว แหวกแนวคนอื่นเขาหมด ทำบิลบอร์ด ลงสัมภาษณ์แมกกาซีน มีโบรชัวร์สวยงาม มีโชว์เคสด้วย พาเคน-ภูภูมิ กับแต้ว-ณฐพร จากละครนาคีไป เราต้องไปพรีเซนต์ตัวเองด้วยว่าเราเป็นซีอีโอของ JKN นะ

ทำไมคุณถึงคิดว่าการทำแบบนี้จะเวิร์กกว่าเดิมแบบที่ไปในนามตัวแทนของรัฐบาล
เพราะคนจะจำของของเราได้ เขาต้องจำเราได้ก่อน ฉะนั้นดิฉันแบรนดิงตั้งแต่ซีอีโอ คือตัวดิฉันเอง ดิฉันแต่งชุดไทยประยุกต์เปิดไหล่ไปเลยค่ะ สวยงามแล้วทักทายเหมือนไปประกวดนางงามเลย ถ้าคุณทำตัวน่าเบื่อ ใครเขาอยากจะซื้อหนังคุณ มันคือการแพ็กเกจจิงสินค้าใหม่ ละครก็มีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยไป หรือไปแล้วคนไม่เห็นรู้จักกันทั่วโลก ดิฉันอยู่ตลาดนี้มา 20 ปี ถ้าเราจัดรวมกันแบบเดิม ดิฉันเดินผ่านเลยนะคะ ไม่เห็น ทุกอย่างอยู่ที่การทำพรีเซนเทชัน แล้วการลงทุนแค่เท่าเนี้ย แต่ขายของได้มูลค่า ของเหมือนกัน คุณขายได้สิบบาท แต่อีกคนทำไมขายได้ล้านบาท มันเห็นเลยว่าเราเปลี่ยนจากก้อนหินให้กลายเป็นทองคำได้ ดิฉันทำการตลาดอย่างเดียวเลย พันสี่ร้อยล้านปีที่แล้ว ปีนี้พันหกร้อยล้าน Differentiate Yourself (การสร้างความแตกต่างให้ตัวเอง) คือทุกสิ่งทุกอย่างที่แอนทำมาตลอดทั้งชีวิต ปัจจุบันนี้ขายของดี ก็ด้วยการพรีเซนต์ตัวเอง พอเวลาขายของ คนจำได้ อ๋อ! แอน JKN พอเราพูด น้ำหนักมันมา

ถ้ามองเฉพาะในตลาดอาเซียน ธุรกิจคอนเทนต์ของไทยมีแนวโน้มอย่างไรบ้าง
ถ้าจะไปต่างประเทศ เราต้องคิดตั้งแต่ตอนเริ่มผลิตเลย เช่น ต้องทำโค-โปรดักชัน อย่าไปทำประเทศของเราประเทศเดียว ไปร่วมกับฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซียเลย ศิลปินเราก็เป็นที่รู้จักของเรา พอไปต่างประเทศ เขาจะรู้จักได้ไง ก็ไม่เคยไปฉาย เพราะฉะนั้นการร่วมกันผลิตตั้งแต่ต้นมันคือการเติมตรงนี้ เป็นการเปิดตลาด และต้อง Think Regional, Act globally คือต้องไปอย่างนั้นแล้ว เงินดอลลาร์มันเซ็กซี่กว่าเงินบาทรึเปล่า มันเป็นตลาดใหญ่มากกว่า แล้วการจะพาไปต่างประเทศ ศิลปินก็ต้องพูดภาษาอังกฤษได้ใช่ไหม การทำบท ก็ต้องไม่ขำกันเอง ไม่ตบตีกัน แล้วเขาไม่เก็ตว่าเพราะอะไร บทต้องมีความเป็นสากล คนสัมผัสได้ มันมีเหตุผล ไม่ใช่นางร้ายก็หันมาก็ทำสายตาซะแบบรู้เลยว่าฉันจะเขมือบผู้ชายคนนี้ให้ได้ ยัยนางเอกก็ทำตัวซะน่าสงสารเว่อร์ ฉะนั้นมันต้องทำให้มันจริง ต้องรู้ว่าตลาดผู้บริโภคระดับภูมิภาค ระดับโลก เขาไปถึงไหนกันแล้ว ถ้าเราอยากจะถีบตัวขึ้นไป 

แล้วการนำคอนเทนต์จากต่างประเทศเข้ามา คุณเลือกจากอะไรเป็นสำคัญ
เลือกที่คนอื่นเขาไม่ทำ แต่ดิฉันทำ และดิฉันก็ทำแล้วเกิดทุกอันด้วย เพราะทุกอย่างที่เอาเข้ามาเราต้อง transform คำว่า transformation (การเปลี่ยนแปลง) เนี่ยเหมาะกับดิฉันมาก คือดิฉัน transform ตัวเองจากชายกลายเป็นหญิง ดิฉัน transform ธุรกิจจากโฮมวิดีโอให้กลายเป็นธุรกิจหลายพันล้านในการขายคอนเทนต์ ดิฉัน transform คอนเทนต์ต่างประเทศซึ่งคนดูไม่รู้เรื่อง มาเป็นคอนเทนต์ที่คนไทยติดกันเป็นยาเสพติดทางสายตาทั้งประเทศไทย และดิฉันยัง transform เพลงไทยใส่ลงไปแล้วกลายเป็นธุรกิจใหม่ อย่างปีนี้คอนเสิร์ตก็เพิ่งจะจบไป บัตรก็ขายหมดเกลี้ยงทุกอย่าง 

คอนเทนต์ของ JKN เป็นแบบไหน 
โอปราห์ วินฟรีย์ เป็นต้นแบบดิฉันเลยในเรื่องนี้ ดิฉันต้องการให้คอนเทนต์ช่วยสอน นำทาง และให้แรงบันดาลใจคน นี่คือหน้าที่ของคนค้าคอนเทนต์ คือค้าอาหารสมอง ถ้าไม่มีความรับผิดชอบตรงนี้ ก็เท่ากับไม่มีจรรยาบรรณ เพราะฉะนั้นแอนก็จะไม่ขายอะไรที่แบบว่ามันเอ็กซ์ มันเซ็กส์ นอกจากเราแต่งเอ็กซ์ อันนั้นโอเค มันเป็นความพึงพอใจส่วนตัว แต่ว่ากับคอนเทนต์ เราจะไม่ทำ 
คอนเทนต์ของเรามีทั้งบันเทิง ให้คนได้ความสุข แต่ขณะเดียวกันเราก็มีสารคดี แล้วก็มีรายการข่าวอย่าง CNBC ที่ทำให้คนได้ความรู้ เกิดแรงบันดาลใจ แม้กระทั่งประวัติชีวิตของแอน จักรพงษ์ ก็คือคอนเทนต์ให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ได้เห็น ให้คนที่เกิดมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ ไม่เป็นชายจริงหญิงแท้ เก่งไม่พอ พูดติดอ่าง ตาเข ไม่เห็นหล่อเลย ผิวก็ไม่ดี สิวก็เยอะ ผมก็ร่วง อ้วนก็อ้วน คือไม่มีใครพอใจอะไรในตัวเองน่ะ กรุณาคิดเลยว่าอย่างดิฉันเนี่ย เกิดผิดร่างนะ ความอดทนที่ต้องอยู่กับร่างที่ไม่ใช่เรามันมากแค่ไหน ชีวิตของเราเป็นคอนเทนต์ได้ เป็นแรงบันดาลใจได้ ว่าหนักเบาเอาสู้ไปเถอะ อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็อดทนซะ มันไม่มีอะไรมาง่ายบนโลกหรอก ฉะนั้นตัวเราก็ต้องเป็นคอนเทนต์ที่ดีให้กับประชาชน สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วยตัวเราเอง ...กล้าคิด กล้าริเริ่ม และกล้าทำ และทำให้สำเร็จ คือแอน จักรพงษ์ค่ะ
 

Creative Ingredients
การเป็น Transgender ให้อะไรกับคุณ

ทุกอย่าง ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงข้ามเพศนะ LGBT หมดทุกคนเลย มันคงจะมาพร้อมยีน พร้อมเพศพันธุ์ พร้อมกับสายเลือดล่ะมั้ง ที่มันเกิดมาไม่เหมือนปกติ คือชายจริงหญิงแท้หลายคนเขาก็มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ LGBT อาจจะโดดเด่นตรงที่ว่าเรามีจริตจะก้าน แล้วก็แบบ...บรรเจิด

วิธีคิดแบบแอน JKN 
การคิดแบบมี Growth Mindset คนเราต้องอย่ามี Fixed Mindset ไม่งั้นคุณจะอยู่แต่ในกรอบ แต่ถ้ามีคำว่า Growth Mindset คุณคิดบวก มองเห็นความเป็นไปได้ ก็จะเห็นโซลูชัน เห็นปัญญาที่เกิดมาจากปัญหา แล้วสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ทำให้เราแพรวพราว พลิกแพลงต่อยอดไปได้ทุกทาง เพื่อทำให้ตัวเองออกไปสู่โซลูชันให้ได้ 

แรงบันดาลใจของแอน JKN
การทำงานทุกอย่างต้องเกิดจากแพสชันอย่าทำงานด้วยแรงจูงใจ ต้องแรงบันดาลใจ ไม่ใช่สมัครงานอันไหนได้เงินเดือนเยอะ ก็ไปทำ แต่ถ้าคุณอยู่ด้วยแพสชันคุณจะลับคมมีดตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วที่สุดก็จะมีแต่คนมารุมใช้บริการคุณ มาซื้อของคุณ แล้วเงินมันจะมาเอง 


เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ | ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก