image

Design & Creativity

ABU DHABI นครแห่งลูฟร์สาขาสองที่หวังสร้างชาติด้วยวัฒนธรรม

Published Date : 2 ก.ย. 2561

Resource : Creative Thailand

3,168

หลายคนนึกถึงอาบูดาบีในฐานะเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี หนึ่งในชาติอาหรับที่มั่งคั่งด้วยทรัพยากรน้ำมัน แต่ความเคลื่อนไหวในช่วงสิบปีที่ผ่านมาทำให้เห็นได้ชัดว่า เอมิเรตส์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับทรัพย์สินมหาศาลที่ได้จากน้ำมันเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทรัพยากรย่อมมีวันหมด หรืออาจเสื่อมความนิยมไม่วันใดก็วันหนึ่ง บรรดาชาติอาหรับจึงพยายามลดการพึ่งพาน้ำมัน แล้วหันไปสร้างความหลากหลายในระบบเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมอื่นๆ สำหรับอาหรับเอมิเรตส์ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกชูขึ้นมาเป็นพระเอกก็คือ ‘วัฒนธรรม

Saadiyat Cultural District
©saadiyat.ae

จากน้ำมัน สู่วัฒนธรรม
ดูเหมือนว่า เอมิเรตส์จะทำผลงานได้ไม่เลว เพราะเมื่อต้นปี 2018 กระทรวงเศรษฐกิจแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานว่า เอมิเรตส์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจที่สุดในกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ทั้งหมด โดยคาดว่าภายในปี 2021 อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำมัน (non-oil sector) ของยูเออี จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 ของจีดีพี จากร้อยละ 70 ในปี 2017

สำหรับอาบูดาบี เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากเป็นอันดับสอง (รองจากดูไบ) มหานครแห่งนี้จึงเป็นเหมือนหัวเรือใหญ่ในการดำเนินยุทธศาสตร์นี้ของเอมิเรตส์ ภายใต้แผนพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจ “Abu Dhabi Vision 2030” เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยการผลักดันอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเงิน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม

หนึ่งในโครงการชิ้นโบว์แดงภายใต้ภารกิจส่งเสริมวัฒนธรรมของอาบูดาบี คือการปลุกปั้น “Saadiyat Cultural District” ย่านศิลปวัฒนธรรมบนเกาะซาดิยัต (Saadiyat ภาษาอาหรับแปลว่าความสุข) เกาะขนาด 27 ตารางกิโลเมตรในอ่าวอาหรับที่สามารถเดินทางไปถึงด้วยรถยนต์ในเวลาเพียง 5 นาทีจากอาบูดาบี และ 20 นาทีจากสนามบิน เกาะซาดิยัตเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส (Mixed use) ที่มีกำหนดจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2020 บนเกาะครบครันด้วยโรงแรมหรูระดับห้าดาว ย่านพักอาศัย ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงเรียนและมหาวิทยาลัยชั้นนำ รวมถึงสนามกอล์ฟและพื้นที่สันทนาการอื่นๆ โดย Saadiyat Cultural District จะกินพื้นที่ประมาณหนึ่งในสิบของเกาะ

ความน่าสนใจของโครงการนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่เงินทุนมหาศาลของชาติมหาอำนาจด้านน้ำมันที่ทำให้สามารถรังสรรค์สิ่งที่ปรารถนาได้อย่างแทบจะไร้ขีดจำกัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการที่เราจะได้เห็นว่า เมื่อมีโอกาสให้เลือกว่าอยากจะวาดอะไรลงบนกระดาษขาว เอมิเรตส์จะก่อร่างสร้างศูนย์กลางวัฒนธรรมหน้าตาแบบไหนขึ้นมาจากผืนทรายว่างเปล่า

Zayed National Museum
©saadiyat.ae

ก่อร่างสร้างวัฒนธรรม
สั่นสะเทือนทั้งวงการศิลปะ เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสลงนามกับอาบูดาบีในข้อตกลงระยะเวลา 30 ปี เปิดทางให้อาบูดาบีสร้างพิพิธภัณฑ์ลูฟร์สาขาสองบนเกาะซาดิยัตในปี 2007 นับเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของโลกที่เกิดจากการทำข้อตกลงทางการทูตระหว่างประเทศ โดยข้อตกลงมูลค่า 1.27 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นี้ 525 ล้านเหรียญเป็นค่าอนุญาตสิทธิ์ให้ใช้ชื่อลูฟร์เพียงอย่างเดียว และส่วนที่เหลือเป็นค่าให้คำปรึกษาด้านการดูแลรักษา บริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ รวมถึงค่าเช่าชิ้นงานศิลปะจากพิพิธภัณฑ์ชั้นนำในเครือข่าย

ไม่ใช่แค่ลูฟร์ แต่เอมิเรตส์ยังได้นำเข้า “กุกเกนไฮม์ (Guggenheim)” พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ปัจจุบันมีสาขาทั้งในนิวยอร์ก เวนิส และบิลบาโอของสเปน มาเปิดสาขาที่สี่ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่าง “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติซายิต (Zayed National Museum)” ที่อุทิศให้ชีคซายิด บิน สุลต่าน อัล นาห์ยัน บิดาผู้รวมประเทศและอดีตประธานาธิบดีคนแรกแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งสวรรคตในปี 2004 เพื่อทำหน้าที่อนุรักษ์และจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการปฏิวัติทางเศรษฐกิจของยูเออี โดยได้รับความช่วยเหลือด้านการจัดการจากบริติชมิวเซียม พร้อมด้วย “พิพิธภัณฑ์ทางทะเล (Maritime Museum)” ที่บอกเล่าภูมิปัญญาการตกปลา การเก็บไข่มุก การเดินเรือ และการค้าทางทะเลของชุมชนอาหรับโบราณ รวมถึง “ศูนย์แสดงศิลปะ (Performing Arts Centre)” สำหรับศิลปะการแสดงทุกรูปแบบ

นี่เองคือภาพศูนย์กลางวัฒนธรรมในฝันของยูเออี ในช่วงแรกของการดำเนินยุทธศาสตร์ พวกเขาให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม (Cultural Infrastructure)” มาเป็นอันดับแรก โดยตั้งเป้าว่าการก่อสร้างทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2020 สถาปัตยกรรมโอ่อ่าตระการตาของแต่ละพิพิธภัณฑ์ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลก แลนด์มาร์กแห่งอนาคตทั้งหมดจะตั้งตระหง่านเรียงรายริมชายฝั่งของเกาะซาดิยัต ตั้งแต่ลูฟร์ที่ออกแบบโดยฌอง นูแวล์, กุกเกนไฮม์โดยแฟรงค์ เกห์รี, ศูนย์แสดงศิลปะของซาฮา ฮาดิด และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติซายิตที่ออกแบบโดยฟอสเตอร์แอนด์พาร์ทเนอร์

 

Louvre Abu Dhabi
©flickr.com/Francisco Anzola

ทำไมต้องมีลูฟร์อาหรับ?
เมื่อครั้งที่แผนสร้างลูฟร์อาบูดาบีประกาศออกไปในปี 2007 ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ครั้งใหญ่ว่าข้อตกลงนี้ถือเป็นการ “ขายวิญญาณ” ให้อาหรับหรือไม่ มีผู้ลงชื่อออนไลน์คัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ของฝรั่งเศสมากกว่า 4,600 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศส นักประวัติศาสตร์ศิลป์ และนักโบราณคดี

ดิดิเยร์ ริกเนอร์ (Didier Rykner) บรรณาธิการนิตยสารออนไลน์ว่าด้วยประวัติศาสตร์ศิลปะ La Tribune de l’ Art เป็นหนึ่งในนั้น “ผมไม่ติดอะไรหากเป็นการยืมชิ้นงานศิลปะ แต่ที่ผมไม่เห็นด้วยคือการเช่าชิ้นงาน” เขากล่าวถึงการย้ายผลงานศิลปะประมาณ 300 ชิ้นจากสถาบันศิลปะ 13 แห่งในฝรั่งเศสไปที่อาบูดาบีเป็นเวลานานถึงสองปี “พวกเขานำชิ้นงานไปเยอะมาก หลายชิ้นเป็นผลงานมาสเตอร์พีซ และแต่ละชิ้นก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย...”

แต่ในสายตาเหล่าภัณฑารักษ์ของลูฟร์อาบูดาบี ความเห็นของริกเนอร์ดูจะโบราณไปแล้ว เพราะพวกเขาตั้งใจจะสร้างพิพิธภัณฑ์สากลแห่งแรกในโลกอาหรับที่จัดแสดงผลผลิตทางวัฒนธรรมของมนุษย์จากทุกอารยธรรม เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นสายสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญในประเทศตะวันออกกลางซึ่งเป็นทั้งชนวนและสนามรบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นผลจากภูมิศาสตร์  “น้ำพุทองสัมฤทธิ์รูปสิงโตของชาวมัวร์จากศตวรรษที่ 17 ที่รู้จักกันในชื่อ Monzon Lion จากลูฟร์ปารีส จะถูกนำมาจับคู่กับเหยือกรูปสิงโตของชาวคริสเตียนในคอลเล็กชั่นถาวรของลูฟร์อาบูดาบีซึ่งมาจากศตวรรษเดียวกัน ขณะที่ภาพนโปเลียนบนหลังม้าที่วาดโดย ฌาก-หลุยส์ ดาวิด จะจัดแสดงคู่กับภาพจอร์จ วอชิงตันที่อยู่บนหลังม้าของกิลเบิร์ต สจ๊วต” ฮิซซา อัล ดาฮีรี (Hissa Al Dhaheri) หนึ่งในภัณฑารักษ์ยกตัวอย่าง

หลายคนมองความพยายามของอาบูดาบีด้วยความกังขา แต่หากลองหันกลับไปมองมหานครแห่งศิลปะอย่างนิวยอร์ก ก็จะพบว่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นิวยอร์กเองก็เป็นเศรษฐีใหม่ที่เริ่มต้นจากการเดินตามผู้นำทางศิลปวัฒนธรรมอย่างยุโรป ก่อนที่จะเติบโตและประกอบสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างแข็งแกร่งในเวลาต่อมา หนำซ้ำพิพิธภัณฑ์ใหญ่อย่าง The MET และ MOMA ยังสร้างขึ้นด้วยเงินทุนสนับสนุนที่ส่วนใหญ่มาจากน้ำมัน (ร็อกกี้เฟลเลอร์ นักธุรกิจเจ้าของกิจการน้ำมัน เป็นหนึ่งในผู้ให้ทุนคนสำคัญของพิพิธภัณฑ์) คอลเล็กชั่นงานศิลป์ที่นำมาจัดแสดงในช่วงแรกก็ล้วนนำเข้ามาจากต่างแดน ขณะที่โซโลมอน กุกเกนไฮม์ เจ้าของกิจการเหมืองทองคำและนักสะสมศิลปะ ก็นำรายได้จากธุรกิจมาก่อตั้งพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากลองวิเคราะห์ว่าอะไรที่ทำให้นิวยอร์กเป็นนิวยอร์กในวันนี้ ก็จะพบว่าสถาบันด้านวัฒนธรรมเหล่านี้น่าจะมีส่วนสำคัญมากในการถ่วงสมดุลให้แก่เมืองที่กำลังทะยานขึ้นเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก จึงเป็นไปได้ว่าอาบูดาบีน่าจะวางแผนให้พิพิธภัณฑ์สร้างใหม่เหล่านี้มีบทบาทอย่างเดียวกัน

©unsplash.com/Jeremy Cai

อาหรับกับวัฒนธรรมที่มองไม่เห็น
ถ้าไม่นับตึกระฟ้าและวิถีชีวิตหรูหราทันสมัยที่เป็นผลผลิตที่เพิ่งงอกงามในช่วงเวลากว่าครึ่งศตวรรษจากการเติบโตแบบก้าวกระโดด เชื่อว่าภาพจำของประเทศอาหรับในสายตาคนนอก คงจะหนีไม่พ้นภาพทะเลทรายเวิ้งว้าง ชนเผ่าเร่ร่อน อูฐ และกระโจม และก็น่าแปลกที่แม้เวลาผ่านไปนับสิบๆ ปี เราก็ไม่ค่อยได้รู้จักวัฒนธรรมและตัวตนของพวกเขาในมิติอื่นๆ มากนัก

ปัจจุบันยูเออีมีประชากรเพียง 11% ที่เป็นคนท้องถิ่น ส่วนที่เหลือเป็นคนทำงานจากต่างแดน โดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและแถบอนุทวีปอินเดีย เช่น อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา รวมถึงฟิลิปปินส์ และ 11% มาจากประเทศตะวันตก แน่นอนว่าการเข้ามาของวัฒนธรรมสมัยใหม่กำลังทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมถูกมองข้าม จึงเป็นความท้าทายสำหรับยูเออีที่ต้องสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คนจากต่างชาติต่างภาษา พร้อมกับรักษาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมในอดีตไม่ให้เลือนหาย

แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรม ก็คือการส่งออกเอกลักษณ์ของชาติให้เป็นที่รับรู้ของคนนอก โดยเฉพาะเมื่อบรรพบุรุษของที่นี่คือชนเผ่าเบดูอิน (Bedouin) ที่ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน บทความของอามาร์ ชามส์ จาก The National สำนักข่าวชั้นนำของตะวันกลางอธิบายว่า การที่ชาวต่างชาติไม่มีโอกาสได้เห็นหรือเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของพวกเขาจากบ้านเรือน พิพิธภัณฑ์ โรงละคร พระราชวัง หรือศิลปะวัตถุมากนัก เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าธรรมชาติของวัฒนธรรมเบดูอินเป็นเรื่องของการอยู่รอด บรรพบุรษของพวกเขานิยมครอบครองข้าวของเครื่องใช้น้อยชิ้นและไม่สร้างสถาปัตยกรรมแบบถาวร ดังนั้นจึงใช้วิธีถ่ายทอดวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลังผ่านการเล่าแบบปากต่อปาก บทกวี ภาษา ธรรมเนียมปฏิบัติ และประวัติศาสตร์

©thenational.ae

วิชาวัฒนธรรมยุคใหม่
ถ้าคิดจะสร้างชาติอย่างยั่งยืน สิ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือการปลูกฝังพลเมืองให้มีความรอบรู้ทางวัฒนธรรม เอมิเรตส์จึงรังสรรค์โครงการเรียนรู้ภาคฤดูร้อนในชื่อ 'Around the World' เพื่อให้เด็กๆ ในช่วงอายุ 6-18 ปี ได้เลือกเข้าร่วมกิจกรรมตามความสนใจ

แน่นอนว่า ‘วัฒนธรรม’ ที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่แค่เรื่องของค่านิยม การกินอยู่ หรือศิลปะดั้งเดิมแบบฉบับชาวอาหรับเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทักษะด้านเทคโนโลยีและการใช้ชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา ค่านิยม ความเชื่อ ภาษา และวัฒนธรรม หัวข้อการเรียนรู้ในโครงการจึงประกอบด้วยวิชาที่หลากหลาย และออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆ ได้เปิดโลกทัศน์ทางวัฒนธรรม ศิลปะ ภาษา การสื่อสาร และนวัตกรรมไปพร้อมๆ กัน ชวนให้เรากลับมาคิดต่อว่า แท้จริงแล้ว วัฒนธรรมคืออะไร

©thenational.ae

ตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้ในเดือนสิงหาคม 2018 ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องสมุดในเครือข่าย

  • Emirati Etiquette: เรียนรู้ค่านิยมและธรรมเนียมปฏิบัติของชาวอาหรับเอมิเรตส์
  • Reading Challenge: ภารกิจปลูกนิสัยรักการอ่านที่ท้าทายให้เด็กๆ ทั่วประเทศอ่านหนังสือให้ได้ 30 เล่มในช่วงซัมเมอร์ (เฉลี่ยเล่มละ 2 วัน) โดยมีรางวัลให้ สำหรับใครที่ปฏิบัติภารกิจสำเร็จ
  • Meet the Author: โอกาสดีที่นักอ่านรุ่นจิ๋วจะได้พบปะพูดคุยกับนักเขียนที่พวกเขาชื่นชอบในบรรยากาศเป็นกันเอง 
  • The Young Librarian: โครงการบรรณารักษ์รุ่นเยาว์ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ในช่วงอายุ 8-14 ปีได้ลองสัมผัสประสบการณ์การเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดใกล้บ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยเรียนรู้การทำงานในห้องสมุดกับผู้เชี่ยวชาญ 
  • The Young Paramedic: วิชานักกู้ชีพรุ่นจิ๋วที่ปลูกฝังให้เด็กๆ เป็นสมาชิกชุมชนที่แข็งขันและคล่องแคล่ว พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
  • My First Business Project: พัฒนาทักษะแห่งอนาคต อย่างทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ด้วยกิจกรรมที่ฝึกฝนให้เด็กๆ รู้จักการค้นหาและกำหนดเป้าหมาย วางแผน และบริหารงบประมาณเพื่อสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอนาคต
  • Information Security in the Virtual World: เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในโลกดิจิทัล และวิธีจัดการกับข้อมูลอย่างชาญฉลาด
  • How to Deal with Bullying: ปลูกฝังความเมตตาให้เด็กๆ เพื่อสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นทั้งในและนอกห้องเรียน พร้อมกับเตรียมพร้อมให้เด็กๆ รู้จักรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง
  • Programming Robots: ปลดปล่อยจินตนาการไปกับการออกแบบและเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างหุ่นยนต์ในฝันให้เป็นจริง

 

ที่มา:
louvreabudhabi.ae
tcaabudhabi.ae
visitabudhabi.ae
บทความ “Abu Dhabi Department of Culture and Tourism” (2018) จาก lookup.ae
บทความ “Al Dhafra Book Fair spreads love for reading” (2018) จาก gulftoday.ae
บทความ “Macron hails power of beauty as Louvre opens in Abu Dhabi” (2017) จาก theguardian.com
บทความ “Summer Reading Challenge: Could your child read 30 books this summer?” (2018) จาก thenational.ae
บทความ “Share of non-oil sector in UAE’s GDP to rise to 80 percent by 202: Ministry of Economy” (2018) โดย Emirates News Agency จาก wam.ae
บทความ “The majlis: Emirati culture exists - just look closer” (2017) โดย Ammar Shams จาก thenational.ae
บทความ “Will Saadiyat, Abu Dhabi's Multi-Billion Art Island, Pay Off?" (2015) โดย Julian Sancton จาก departures.com
หนังสือ The Bigger Picture: Designing Better Places (2009) โดย Fay Sweet
หนังสือ Superlative Emirates: The New Dimension of Urban Design (2011) โดย Caroline Klein

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ