image

Design & Creativity

‘โลก’ ซึมเศร้า

Published Date : 3 มิ.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

4,150

เราอาจเคยตั้งคำถามกับชีวิตแต่ละวัน และอาจยิ่งตั้งคำถามหนักขึ้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสภาวะแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ หรือกดดันให้หลายสิ่งรอบตัวไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะ มนุษย์กับปัจจัยแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน จิตใจของคนเราขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและปัจจัยแวดล้อมพื้นฐาน เช่นในเวลาที่รถติดหนัก คนที่มีคนรู้ใจหรือเพื่อนฝูงอยู่ในรถที่ติดอยู่ด้วยกัน ก็สามารถพูดคุย หัวเราะกันระหว่างที่รถไม่ขยับเขยื้อน เพื่อไม่ให้เบื่อหน่ายหรือเครียดกับภาวะรถติดนั้น ต่างกับในอีกสภาวะหากคนผู้นั้นกำลังเร่งรีบเดินทางไปทำธุระสำคัญ ผ่านวันทำงานอันแสนหนักหน่วงมา แล้วต้องมาเดินตากฝนเพื่อที่จะไปขึ้นรถกลับบ้าน นั่นอาจเป็นเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเลยทีเดียว เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ที่พอจะทำให้มองเห็นสมการของสิ่งแวดล้อมและปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนเราอย่างแยกกันไม่ขาด 

©Unsplash/Sean Brown

ต้นไม้พันธุ์ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ก็ยากที่จะเติบโต 
หากสมการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นจริง ถ้าเปรียบเทียบคนเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในที่โล่งแจ้ง ต้นไม้จะเติบโตเร็วหรือช้า แข็งแรงมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยจากตัวต้นไม้เอง และปัจจัยแวดล้อม ทั้งสภาพดินฟ้าอากาศ แสงแดด สายลม หรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่จะมาเพิ่มปุ๋ยพรวนดินบริเวณรอบ ๆ หรือแม้แต่มากัดแทะ ทำลายต้นไม้ เหมือนกับชีวิตและจิตใจของคนเรา ที่จะทนและปรับตัวกับโลกรอบตัวได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยแวดล้อมนั่นเอง 

คนจำนวนไม่น้อย มองว่าปัจจัยแวดล้อมในโลกยุคนี้ ดูจะโหดร้ายและเป็นปฏิปักษ์ต่อการเติบโตและความสุขสงบของจิตใจคนมากขึ้น ในขณะที่ความแข็งแกร่งของจิตใจและร่างกายคนเราก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้าม เหมือนกับคนในยุคนี้ เป็นเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไร แต่กลับต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่โหดร้ายยิ่งขึ้น

ปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทำให้คนมีโรคทางใจมากขึ้น
เคยสงสัยบ้างไหมเวลาที่เห็นตัวเลขผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน แล้วคนสมัยก่อนเขาต้องเผชิญกับอาการที่ว่านี้บ้างหรือเปล่า เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้สูงอายุท่านหนึ่งที่ย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้ามาลงหลักปักฐานในเมือง เพราะความอยากรู้ว่าคนในสมัยก่อน เขาจะรู้จักโรคซึมเศร้า หรือมีคนเป็นโรคซึมเศร้ากันหรือเปล่า ข้อมูลที่ได้นั้นอาจจะไม่ได้ตอบคำถามที่ว่านี้โดยตรง เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นเพียงข้อมูลที่ว่า คนในหมู่บ้านเมื่อย้อนเวลาไปหลายสิบปี ก็มีการฆ่าตัวตายกันจำนวนไม่น้อย ถึงแม้ว่าผู้สูงอายุท่านนี้จะไม่มีตัวเลขมาอ้างอิง แต่จากคำบอกเล่าที่ว่าท่านได้ยินข่าวคนแขวนคอใต้ต้นไม้ตามทุ่งนา ขื่อคาบ้าน หรือใช้ยาฆ่าหญ้าอยู่เรื่อยๆ ก็ทำให้ได้รู้ว่า การฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมยุคนี้ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในวงการแพทย์ มีการพูดถึงโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่ยุคก่อนคริสตศักราช แม้จะเรียกชื่อและอธิบายแตกต่างกันไป แต่ก็เป็นหลักฐานที่พอจะทำให้เห็นภาพว่า ภาวะหรือโรคซึมเศร้านี้อยู่คู่กับมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน 

การจะกล่าวโทษว่าสังคมยุคใหม่กับโลกที่ทันสมัยทำให้คนป่วยทางใจมากขึ้น ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองมากขึ้น ก็คงจะไม่ยุติธรรมกับโลกยุค 4.0  สักเท่าไร เพราะแม้แต่ในประเทศไทยเอง พื้นที่ที่ครองอันดับต้น ๆ ในเรื่องสถิติการฆ่าตัวตาย กลับเป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญ อย่างเช่นพื้นที่ที่เข้าถึงยากในเขตจังหวัดภาคเหนือ แต่ถ้าจะบอกว่าสภาพแวดล้อมและความเป็นไปของวิถีผู้คนในปัจจุบัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัตราความเจ็บป่วยทางใจหรือโรคซึมเศร้าที่มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็คงไม่ถูกต้องอีกเช่นกัน

©Unsplash/Ehimetalor Unuabona

ตามหลักการแพทย์แล้ว โรคซึมเศร้าเกิดได้จากสาเหตุทั้งทางชีวภาพ เช่น การทำงานที่เสียสมดุลของสารเคมีทางสมอง รวมถึงสาเหตุทางจิตสังคม เช่น พื้นนิสัยเดิมเป็นคนคิดมาก กังวลง่าย มองโลกแง่ร้าย ชอบโทษตัวเอง มักมีมุมมองและวิธีการแก้ปัญหาไม่เหมาะสม อย่างการเหมารวม มีอคติในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อม และความสัมพันธ์ที่เป็นพิษหรือบั่นทอนจิตใจ หรือแม้แต่อยู่ในภาวะความเครียดนาน ๆ อาการของโรคซึมเศร้านั้นมีตั้งแต่การเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร รู้สึกเศร้า ท้อแท้ สิ้นหวัง รู้สึกไร้ค่า หมดความสนใจในกิจกรรมหรือสิ่งต่าง ๆ รอบตัว มีพฤติกรรมการกินการนอนที่ผิดปกติไปจากเดิม รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียตลอดเวลา การตัดสินใจช้าลง สมาธิและความจำแย่ลง  รู้สึกผิด โทษตัวเอง ซึ่งบางครั้ง คนที่ทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้า อาจจะแสดงออกในทางตรงกันข้าม เช่น หงุดหงิด ฉุนเฉียว ขี้โมโห หรือทำพฤติกรรมอะไรที่มากเกินปกติ ยิ่งในวัยรุ่น อาการซึมเศร้า มักจะไม่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แต่มักจะแสดงออกภายใต้หน้ากากวัยรุ่นอย่าง การมีอารมณ์ร้อนและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงในหลาย ๆ ด้าน เช่น การใช้สารเสพติด การพาตัวเองหลบไปอยู่ในโลกของเกม เมื่อไม่สามารถเข้าใจหรือสื่อสารอารมณ์ของตัวเองออกมาได้ ก็ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรง ก้าวร้าว เป็นต้น

อารมณ์เศร้าและความรู้สึกที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ที่ใคร ๆ ก็มีได้ ถึงแม้จะเป็นภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติซึ่งเกิดขึ้นตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่เป็นอย่างใจ แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเพียง ‘ความไม่ปกติที่ปกติ’ เมื่อต้องเผชิญกับอารมณ์เศร้า คนทั่วไปจะสามารถจัดการอารมณ์ และพาตัวเองกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ อารมณ์ที่ไม่ปกตินี้จะกลายเป็นความผิดปกติไป ก็ต่อเมื่ออารมณ์ที่ไม่ปกตินั้นเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ต่อเนื่อง และยาวนาน ทำให้มีความคิดมองตัวเองไม่ดี มองโลกและอนาคตไปในทางที่ไม่ดีเสียทั้งหมด จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน มีความลำบากในการดำเนินชีวิต กระทบถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์  รู้สึกหมดแรงจูงใจที่จะมีชีวิตอยู่ ไปจนถึงมีความคิด วางแผน และลงมือจบชีวิตตนเอง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่คนคนนั้นจะได้รับการวินิจฉัยว่ากำลังมีโรคซึมเศร้าแทรกซึมอยู่ในชีวิต

โรคซึมเศร้า โรคใหม่ในยุคไฮเทค หรือโรคเก่าในโลกใบใหม่ 
คงไม่แปลกถ้าจะมองว่าสังคมยุคใหม่ ทำให้คนมีทุกข์ทางใจกันมากขึ้น เพราะถ้าดูจากสถิติที่รายงานโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลด้านสุขภาพใจของคนไทย จะพบว่า ตัวเลขผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปีก่อน ๆ ตัวเลขผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากว่า 1.8 ล้านคน อาจฟังดูน่าตกใจไม่น้อย เมื่อตัวเลขสถิตินี้เกิดขึ้นในเมืองพุทธที่น่าจะเป็นเมืองซึ่งผู้คนมีความสงบทางใจ และค้นหาทางออกของปัญหาได้ด้วยหลักธรรมคำสอน แต่ปรากฏการณ์นี้ก็พบได้ในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ‘โลกยุคใหม่’ ไม่ใช่ ‘นักโทษ’ ที่กระทำความผิดในข้อหาทำให้มีคนป่วยเป็นโรคทางใจกันมากขึ้น แต่ผิดในข้อหาเป็น ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ มากกว่า 

©Unsplash/Florian Pérennès

จากประสบการณ์การเป็นนักจิตวิทยาคลินิกที่ต้องพูดคุยให้คำปรึกษาและบำบัดจิตใจผู้ที่มีความทุกข์ทางใจ พบว่าคนมีความตื่นตัวและกล้าที่จะเข้ามาขอความช่วยเหลือทางใจจากผู้เชี่ยวชาญกันมากขึ้น ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน คนที่จะเดินเข้ามาพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีปัญหาหนัก ๆ หรือมีอาการของโรคทางใจเยอะแล้วทั้งนั้น แต่ในยุคนี้ เรื่องทั่ว ๆ ไป หรือแค่ความสงสัยว่าตนกำลังมีปัญหาทางใจหรือเปล่า ก็เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนเดินเข้ามาหาผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลักการดูแลรักษาเรื่องของโรคทางใจ ก็ไม่ต่างจากเรื่องทางกาย นั่นคือยิ่งตรวจเจอเร็วเท่าไร ยิ่งป้องกันรักษาได้ง่าย และยังช่วยให้ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นน้อยลงตามไปด้วย คนที่เข้าพบผู้เชี่ยวชาญได้เร็ว อาจจะต้องการแค่การพูดคุยไม่กี่ครั้ง แต่หากปล่อยให้โรคทางใจลุกลามบานปลายออกไป คนผู้นั้นอาจจะต้องใช้ยาหลายขนาน ใช้เวลานานในการรักษา และกว่าจะฟื้นฟูให้ใจกลับมาแข็งแรงได้ใหม่ โรคซึมเศร้านี้ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายจนประเมินค่าไม่ได้ทั้งกับตัวผู้ป่วยเอง ครอบครัว คนใกล้ชิด ไปจนถึงสังคมรอบข้างแล้ว 

แม้ว่าคนต่างเจเนอเรชันหรือแต่ละช่วงวัยจะมีปัญหาในประเด็นที่ต่างกัน จากหลักพัฒนาการของมนุษย์ที่คนแต่ละช่วงวัยจะมีประเด็นที่ให้ความสำคัญแตกต่างกัน เช่น ในวัยรุ่น เรื่องเพื่อนหรือความรักอาจเป็นเรื่องใหญ่ แต่พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เรื่องงาน การสร้างชีวิตและความสัมพันธ์ที่มั่นคง มักกลายเป็นเรื่องหลักของชีวิต ในขณะที่วัยสูงอายุ คงหนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพ และความห่วงกังวลที่มีต่อลูกหลาน เป็นต้น ถ้าเราลองจับปัญหาต่าง ๆ มาใส่ตะกร้าตามหมวดหมู่ จะพบว่าสาเหตุที่ทำให้คนเราหัวใจอ่อนแอ มีเรื่องหลักอยู่ไม่กี่เรื่อง ได้แก่ ความสัมพันธ์ การงาน การเรียน การเงิน สุขภาพ แต่ถ้าคุยถึงรายละเอียด ก็จะได้เรื่องย่อย ๆ อีกนับไม่ถ้วนที่มีความพัวพัน ขมวดปมกันไปมา จนยากที่เจ้าของความทุกข์นั้นจะมองเห็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ทุกข์ใจ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องเข้าไปช่วยสะท้อนและคลี่คลายปมเหล่านั้นออกมาให้เห็น เมื่อลองคลี่ปมที่ทำให้ใจหนักออกแล้ว จะพบว่าแก่นหลักของความทุกข์ใจนั้น มาจาก ‘ความพร่อง’ ในความรู้สึกและความต้องการ 

ถ้าไล่ตามความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's Hierarchy of Needs) นักจิตวิทยาชื่อดัง ความขาดหรือความพร่องที่ว่านี้ก็ได้แก่ ขาดความสุขสบายทางร่างกาย ท้องหิว กายป่วย ขาดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ขาดความรู้สึกรักและเป็นที่รัก ขาดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและเป็นที่ยอมรับ ขาดความรู้สึกภาคภูมิใจ ความรู้สึกสำเร็จ และขาดโอกาสที่จะได้ใช้ศักยภาพ ซึ่งความต้องการพื้นฐานเหล่านี้ เป็นความต้องการที่ไม่ว่าจะคนในเจเนอเรชันไหนก็มีเหมือนกัน และถ้าความต้องการนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ทางใจที่จะต่างกันเพียงแค่ว่า มันจะนำเสนอในรูปหน้ากากแบบไหนก็เท่านั้นเอง 

©Unsplash/Verne Ho

ประตูกว้างขึ้น โลกภายนอกวิ่งเข้าหาเราง่ายขึ้น
ถ้าเข้าใจว่าเหตุแห่งความทุกข์ทางใจของคนเรามีรากฐานมาจากแก่นในใจที่เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย ก็อาจจะทำให้มองได้ว่า ถ้าสังคมแวดล้อมเป็นผู้ร้ายในอดีต ปัจจุบันมันก็ยังเป็นผู้ร้ายไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เพียงแค่ว่ามีเทคโนโลยีและความเร็วของการส่งต่อและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่มาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ทำให้ประตูที่จะเปิดให้เราเอาโลกและปัจจัยแวดล้อมภายนอกเข้ามากระทบใจได้ง่ายขึ้น จากที่สมัยก่อน การจะได้รับรู้ข่าวสาร ก็ต่อเมื่อต้องเปิดโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือพิมพ์ แต่ในปัจจุบัน แค่ช่วงไม่กี่นาทีที่เดินไปเข้าห้องน้ำ รอรถเมล์ หรือเวลาไม่กี่สิบวินาทีที่ติดไฟแดง ข้อมูลต่าง ๆ ก็ถาโถมเข้าสู่การรับรู้ของเราได้อย่างง่ายดาย จากที่เคยมีข้อจำกัดเรื่องการติดต่อสื่อสาร แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ทำให้การสื่อสารไปไกลกว่าคำว่าไร้พรมแดน และหลายครั้งมันกลับทำให้การสื่อสารมีมากเกินไป จนทำให้ช่วงเวลาแห่งความเครียด ความกดดัน ไม่มีเขตแดนเวลาอีกต่อไป จากเดิมที่การสื่อสารความรู้สึกหรือความคิดเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ในยุคที่เครื่องขยายเสียงในใจอยู่ใกล้แค่ปลายฝ่ามือ จะคิดหรือรู้สึกอะไร ก็ประกาศให้คนเป็นร้อยเป็นล้านรับรู้ได้ในเสี้ยวนาที 

เป็นไปได้หรือไม่ ที่สถิติโรคทางใจที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากจะเป็นเพราะความสะดวกในการเข้าไปสำรวจ ค้นหา หรือรักษาโรคเหล่านี้ ทำให้ตัวเลขที่ถูกบันทึกเข้าระบบมีเพิ่มขึ้น เรารับรู้ความเป็นไปของคนอื่นได้ง่ายขึ้น รวมถึงความเจ็บป่วยทางใจด้วยเช่นกัน ในขณะที่ประตูบานใหญ่ที่เรียกว่า ‘เทคโนโลยี’ ในยุคปัจจุบัน ทำให้เราเห็นโลก ‘ภายนอก’ มากขึ้น เปรียบเทียบมากขึ้น รับแรงกดดันมากขึ้น ทั้งแรงกดดันจากคนอื่น และแรงกดดันที่เจ้าตัวใส่ให้ใจตัวเอง ในขณะที่ก็ทำให้หมกมุ่นและวนเวียนอยู่กับ ‘ภายใน’ มากขึ้นตาม เพราะยิ่งเห็นสิ่งที่คนอื่นแสดงออกมามากเท่าไร ก็เป็นไปได้ว่าเราจะยิ่งเห็นความบกพร่องและความต้องการของตัวเองใหญ่ขึ้น ยิ่งเห็นหลุมในใจที่ทั้งมีอยู่จริงและที่ขยายมันออกไปให้ใหญ่ขึ้นจนเกินจริง และยิ่งพยายามเติมความขาดมากเท่าไร ก็เท่ากับยิ่งเพิ่มความกดดันและความเหนื่อยล้าทางใจให้มากเท่านั้น 

งานวิจัยทางจิตวิทยาบอกว่า ยิ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเท่าไร ยิ่งสัมพันธ์กับการเป็นโรคซึมเศร้า เพราะเรามักจะเปรียบเทียบตัวเองกับเรื่องราวที่คนอื่นนำเสนอตัวเอง และยิ่งทำให้เรารู้สึกด้อย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่า สิ่งที่คนอื่นนำเสนอออกมานั้นเป็นความจริง หรือเป็นสิ่งที่พยายามแสดงออกมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สังคมในอดีตหรือสังคมชนบทที่คนไม่ได้คุ้นเคยหรือเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ แม้ว่าการเปรียบเทียบแบบนี้กับผู้คนในชุมชนแวดล้อมจะมีความเข้มข้น แต่กรอบของการเปรียบเทียบก็ถูกจำกัดด้วยระยะทางและขอบเขตของการติดต่อสื่อสารอยู่นั่นเอง 

©Unsplash/Gilles Lambert

เทคโนโลยี ผู้ร้าย หรือฮีโร่
ถ้ามองว่าผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้าเป็นผู้ที่มีความเปราะบางทางใจ การอยู่ในโลกยุคนี้ที่ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกได้ง่ายและกว้างกว่าเดิม ผู้ที่มีความเปราะบางก็ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าเดิมไปด้วย แต่เทคโนโลยี ก็ไม่ได้มีแค่ด้านร้ายอย่างเดียว มีคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามทำเทคโนโลยีให้เป็น ‘ฮีโร่’ ที่ให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจให้กับผู้คนในสังคม จะเห็นได้จากความพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทางใจให้กับคนในสังคม สร้างเครื่องมือหรือช่องทางเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้คนได้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการการช่วยเหลือทางใจ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Tele-Counseling หรือการให้คำปรึกษาและบำบัดจิตใจผ่านระบบวิดีโอคอล ที่ช่วยลดข้อจำกัดเรื่องเวลาและการเดินทาง หรือแม้แต่ปัญญาประดิษฐ์อย่าง AI ในรูปแบบของ Chatbot ที่สามารถประมวลผลและคัดกรองภาวะซึมเศร้าได้ ในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ก็ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น อันจะเห็นได้จากปริมาณการให้ทุนวิจัยเรื่องการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพจิตทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการช่วยให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยใช้สวัสดิการของรัฐ 

แม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปในทิศทางที่ดีภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรต่าง ๆ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะป้องกันและรักษาความแข็งแรงทางใจได้อย่างยั่งยืนที่สุดก็คงจะเป็น ระลึกและตระหนักรู้ตามความเป็นจริงว่า แม้ลมฟ้าอากาศข้างนอกจะเป็นแบบไหน แต่หน้าที่เราคือการดูแลต้นไม้ให้เติบโตและมั่นคง ขณะที่การที่ต้นไม้จะเติบโตรอดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายได้ หลักสำคัญคือการหมั่นดูแลประตูใจของตัวเอง รู้จักเปิดและปิดที่จะรับหรือส่งข้อมูลภายในและภายนอกของตัวเองในระดับที่พอดี การไม่ปล่อยให้ตัวเองจมไปกับสิ่งใด ๆ ก็ตามที่มากระทบ การรู้เท่าทันถึงระดับความแข็งแรงของรากใบของตัวเอง รู้ว่าเมื่อไรต้องพัก เมื่อไรต้องขอความช่วยเหลือ รู้และเห็นตามความเป็นจริงว่า ‘โรคทางใจ’ มีอยู่จริง ซึ่งถ้าเป็นแล้วต้องรักษาและดูแลตามขั้นตอนทางการแพทย์

นอกจากนี้ เราควรยอมรับว่า ไม่มีต้นไม้ต้นไหนในโลกใบนี้ที่สวยงามและแข็งแรงที่สุด ต้นไม้ทุกต้นมีความบกพร่องในตัวของมันเอง เพราะนี่เป็นสิ่งที่เป็นปกติของทุกสิ่งบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องที่ดีที่คนในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญและสนใจเรื่องทางสุขภาพจิต แต่บางทีก็อาจจะเป็นดาบสองคม เมื่อความตื่นตัวกลายเป็นตื่นตูม และผู้คนพยายามเอาแว่นขยายไปส่องเพิ่มความใหญ่โตและรุนแรงของรอยด่างเล็ก ๆ บนก้านใบ ซึ่งนับว่าเป็นความทุกข์ที่เกินจำเป็น ถ้าเอาตาไปเพ่งมองความบกพร่องและสิ่งที่ไม่เป็นไปดังใจอยู่บ่อย ๆ โดยไม่ลงมือจัดการดูแลจุดด่างนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะสะสมความไม่สบายใจจนกลายเป็นโรคทางใจได้ในวันหนึ่ง

ไม่ว่าโรคซึมเศร้าจะเป็นโรคใหม่ในโลกใหม่ หรือเป็นโรคเดิมในโลกใบใหม่ การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยจากบุคคลอื่นอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้นหน้าที่สำคัญที่เราทำได้ก็คือ การรักษาสภาพแวดล้อมทางใจในโลกของแต่ละคน เพื่อให้ต้นไม้ในใจเติบโตและพร้อมที่จะอยู่รอดในสถานการณ์ของลมฝนที่อาจจะพัดเข้ามากระทบใจ รวมถึงพยายามทำตนเองให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร ไม่เป็นพิษภัยต่อคนรอบข้าง เพื่อสร้างแรงสะท้อนถึงกันในทางบวก...แล้วไม่ว่าจะเป็นโลกแบบใหม่หรือโรคแบบเก่า ก็คงทำร้ายเราได้น้อยลง

เรื่อง : พณิดา โยมะบุตร 

ประวัติผู้เขียน : พณิดา โยมะบุตร นักจิตวิทยาคลินิก สาขาวิชาจิตวิทยาคลินิก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้หลงเสน่ห์การบำบัดและปรับสภาพจิตของคนให้เห็นทรัพยากรในใจตัวเองและพร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไปด้วยศักยภาพที่มีอยู่ ด้วยศาสตร์ทางจิตวิทยาคลินิกกับสุนทรียของจิตวิทยาทางดนตรี นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นนำความรู้และประสบการณ์ทางจิตวิทยาคลินิกที่มีไปประยุกต์เข้ากับงานด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อขยายขอบเขตโอกาสที่จะใช้สิ่งที่รู้และมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และคนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย จนเกิดเป็นนวัตกรรม “จับใจแชทบอท” แชทบอทด้านสุขภาพจิตตัวแรกของประเทศไทย และกำลังพัฒนาหุ่นยนต์ดูแลสภาพจิตใจผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในเมืองไทย