image

Design & Creativity

แร็ปแบบบ้านบ้าน (TH/EN)

Published Date : 3 ธ.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

611

[For English, please scroll down.]

หากลองถามคนยุคนี้ถึงเพลงแร็ป คงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้จักเป็นแน่ เพราะเพลงแร็ปกลายเป็นเพลงสมัยนิยมไปแล้วในเวลานี้ เทียบกับเพลงพื้นบ้านอย่างเพลงฉ่อย ลำตัด แหล่ หรืออีแซวแล้ว คงต่างกันลิบลับ ทั้ง ๆ ที่เป็นเพลงบ้านเกิดเมืองนอนของไทย ลองมาสำรวจเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองของเราที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและกลิ่นอายแบบไทย ๆ ซึ่งไม่แพ้เพลงแร็ปสไตล์ไหนแน่นอน

ความเรียบง่ายและความสนุกสนาน

  • คือคำนิยามที่บ่งบอกตัวตนอย่างตรงไปตรงมาที่สุดของเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองไทย 
  • เรียบง่ายในที่นี้คือ ใช้คำในเนื้อหาเพลงง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ปราศจากการปรุงแต่ง แต่เต็มไปด้วยความคมคายในภาษา ที่สำคัญคือส่วนมากจะใช้คำไทยทั้งสิ้นเพื่อให้ได้บรรยากาศและรสชาติอย่างไทย ทั้งยังร้องเล่นกันง่าย ๆ ไม่มีดนตรีประกอบหรือมีก็เพียงน้อยชิ้น แม้แต่ฉากที่ใช้ประกอบการแสดงก็เป็นแค่ฉากที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เรียกว่าเรียบง่ายทั้งการร้องและการเล่น
  • สนุกสนานก็โดยการใช้คำที่มีความหมายสองแง่สองง่ามเข้ามาร้องประกอบในบทเพลง ด้วยเป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่ทำให้เราขำขันได้เสมอ และมักจะร้องเล่นเรื่องเกี่ยวกับความสุขเป็นหลัก น้อยครั้งนักที่จะมีเรื่องทุกข์เข้ามาปนเพลงพื้นบ้านจึงหมายถึงเพลงของชาวบ้านที่ร้องเล่นกันมานานตามอัธยาศัย สืบทอดกันจากปากสู่ปากหรือที่เรียกว่า มุขปาฐะ ไม่ได้มีต้นกำเนิดที่แน่ชัดหรือมีการจดบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

แร็ปอย่างไทย ตำนานที่เลือนลาง 

  • “เอ่ชา เอชา ชา ชาฉ่าชา หน่อยแม่1 ”  ลักษณะการร้องอย่างนี้จะเป็นเพลงไหนไปไม่ได้นอกเสียจาก เพลงฉ่อย กับการร้องรับที่เป็นเอกลักษณ์ ฉ่อยเป็นเพลงพื้นเมืองอายุเก่าแก่นับร้อยปีที่แพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง คนร้องเล่นกันอย่างกว้างขวาง โดยมีพ่อเพลงคนแรกคนดังก็คือ ตาเป๋ เพลงฉ่อยจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า เพลงเป๋ การร้องเล่นเพลงฉ่อยก็ง่ายแสนง่าย แค่มีพ่อเพลง แม่เพลง และเสียงตบมือให้จังหวะก็เป็นอันสนุกสนานได้แล้ว
  • เพลงอีแซว เพลงคู่บ้านคู่เมืองชาวสุพรรณฯ ที่ยืมเนื้อร้องและลีลาการเล่นมาจากเพลงฉ่อย เอามาดัดทำนองให้เร็วขึ้น แปลงกลอนนิดหน่อยก็เกิดเป็นเพลงอีแซว แต่ก่อนมักใช้ร้องเล่นเกี้ยวพาราสีกันไปมา ในปัจจุบันส่วนมากจะร้องเล่นกันอยู่ในวงพ่อเพลงแม่เพลงมืออาชีพ  
  • หากใครรู้จัก ลำตัด ไม่รู้จัก หวังเต๊ะ (หวังดี นิมา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) ประจำปี 2531) คงเป็นไปไม่ได้ เครื่องดนตรีคู่หูเพลงลำตัดคือกลองรำมะนา จริงๆ แล้วลำตัดมีถิ่นกำเนิดมาจากชาวไทยมาลายูทางใต้ที่อพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ตัวเนื้อลำตัดจะเป็นแนวเดียวกันกับฉ่อยและอีแซว เว้นแต่เพียงท่อนนำเท่านั้นที่มักจะขึ้นต้นด้วยท่อนสร้อยก่อน
  • อีกหนึ่งตำนานเพลงก็คือ แหล่ ซึ่งเป็นของคู่กันกับการด้นสด คนสมัยก่อนพอพูดถึงแหล่ก็มักจะนึกถึงงานบวช โดยคำว่าแหล่ กร่อนมาจากคำว่า นั่นแล ซึ่งเป็นคำลงท้ายเทศน์มหาชาติต่างๆ แล้วค่อยๆ เพี้ยนมาใช้คำว่าแหล่ ความน่าสนใจของแหล่ คือแต่ละครั้งจะหยิบยกเรื่องราวหรือสถานการณ์ตอนนั้นๆ มาแหล่ ทำให้แต่ละครั้งมีเนื้อหาต่างกัน เฉพาะตัว เพราะเป็นการแหล่แบบสด ๆ 

“แร็ป” และ “พื้นบ้าน” ความเหมือนที่แตกต่าง

  • สิ่งที่ทำให้เพลงพื้นบ้านถูกเปรียบเป็น “แร็ปสไตล์ไทย” นั่นเป็นเพราะมีอะไรที่คล้ายคลึงกับเพลงแร็ป
  • ที่เห็นชัดคงเป็นการ “ด้นสด” ที่จัดเป็นศิลปะทางดนตรีชั้นสูง เรียกว่าเป็นการประชันไหวพริบ ทักษะการใช้ภาษา และความคิดสร้างสรรค์กันล้วนๆ ทั้งการใช้คำที่แพรวพราว สั้นแต่มีความหมายลึกซึ้ง ซับซ้อน เพื่อสื่อความอย่างมีศิลปะ และเสน่ห์ของการด้นสด คือการทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจ ตกใจ แปลกใจ สะดุดใจ เกิดความไม่คาดฝันหรือคาดไม่ถึงว่าผู้ร้องจะสรรหาคำเหล่านี้มาได้
  • ความเหมือนอีกอย่างคือเทคนิคการร้อง ทั้งเพลงแร็ปและเพลงพื้นบ้านล้วนใช้ “กลอนหัวเดียว” เป็นแนวทางหลัก คือการร้องที่ลงท้ายด้วยคำที่มีสระเสียงเดียวกัน เช่น ลงท้ายสระไอ สระอา ศัพท์ทางเพลงเรียกว่า กลอนลา กลอนไล กลอนลี และอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง เป็นฉันทลักษณ์ที่เหล่าพ่อเพลงแม่เพลงพื้นบ้าน หรือเหล่าแร็ปเปอร์ต่างเลือกใช้กันทั้งนั้น
  • การนำคำที่มีความหมาย “สองแง่สองง่าม” มาใช้ในเพลง ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องถกกันเฉพาะในเพลงแร็ปปัจจุบัน แต่เพลงพื้นบ้านไทยก็มักสอดแทรกคำเหล่านี้เพื่อให้เกิดความสนุกสนานหรือให้ขำขันอยู่บ้าง ทำให้หลายครั้งผู้คนบางกลุ่มตัดสินว่าเพลงพื้นบ้านบางเพลงเป็นเพลงที่ไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับเพลงแร็ปที่ถูกตัดสินว่าใช้คำหยาบคายเพื่อบอกเล่าความจริงหรือสะท้อนสังคมอย่างตรงไปตรงมา

“แร็ปประยุกต์” แตกต่างอย่างลงตัว 

  • เพลงไทยพื้นบ้านมากมายหลายเพลงที่ถูกนำไปประยุกต์ ปรับปรุง ดัดแปลง เพื่อให้เข้าและทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทั้งยังให้เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังรุ่นใหม่มากขึ้น
  • สองป้าเมืองกาญจน์ฯ พลิกวิกฤติเพลงพื้นบ้านของตนอย่าง เพลงเหย่ยหรือรำเหย่ย2  ซึ่งมักร้องลงท้ายด้วยคำว่าเอย และแทบจะถูกลืมไปแล้ว นำมาผสมผสานกับเพลงแร็ปที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ เพื่อกู้เพลงพื้นบ้านให้กลับมาชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง และเข้าถึงคนยุคใหม่มากขึ้น เป็นเสมือนก้าวแรกของผู้สูงวัยที่หันมาเปิดใจกับเพลงรุ่นใหม่เพื่อรักษาเพลงของรุ่นตนเองไว้ให้คงอยู่
  • ไม่เพียงคนรุ่นเก่าหยิบยืมกระแสของคนรุ่นใหม่ไปใช้ แต่คนรุ่นใหม่ก็ขอนำสินทรัพย์เก่าอย่างเพลงพื้นบ้านมาเป็นต้นขั้วไอเดียในการแร็ปเช่นกัน แร็ปเปอร์จากรายการ Show Me The Money Thailand รายการค้นหาแร็ปเปอร์ชื่อดังของไทย ได้มีการนำเพลงฉ่อยมาประยุกต์กับเพลงแร็ปจนเข้ากันได้เป็นอย่างดี และเรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้ฟังได้มากมาย

ด้วยอิทธิพลจากโลกตะวันตกและกระแสเพลงต่างประเทศ โดยเฉพาะเพลงแร็ปที่กำลังเป็นกระแสหลักอยู่ตอนนี้ อาจจะทำให้บางคนหลงลืมเสน่ห์ไทยๆ ที่บ้านเรามีไป จนกลายเป็นว่าหาคนรุ่นใหม่ที่จะมาสืบทอดได้ยากเต็มที การจะอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านในวันนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาของเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ยังรวมถึงการประยุกต์ของเดิมให้เข้ากับสมัยใหม่ เพื่อนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ โดยไม่ลืมว่าบ้านเมืองเราก็มีของดีเหมือนกัน เช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านที่ถือเป็น “เสน่ห์ไทย สไตล์แร็ป” ซึ่งสร้างสรรค์ได้อย่างกลมกล่อมลงตัว 

ที่มา: บทความ “น้าโย่ง เชิญยิ้ม จำอวดหน้าม่าน ศิลปินพื้นบ้านหน้าแถว” (มิถุนายน 2555) จาก trueplookpanya.com
หนังสือ เพลงนอกศตวรรษ (พิมพ์ครั้งที่ 4) ของ เอนก นาวิกมูล
บทความ “'เพลงแหล่' อีกตำนานเพลง กลิ่นอายวัฒนธรรม..และศรัทธา…” (พฤษภาคม 2560) 
จาก dailynews.co.th
บทความ “รำเหย่ยประยุกต์แรป ช่วยผู้สูงวัยไม่ติดเตียง” (พฤษภาคม 2560) จาก thaihealth.or.th
บทความ “สุจิตต์ วงษ์เทศ: สองง่ามสองแง่ในเพลงรุ่นใหม่ ความเป็นไทยในเพศวิถีศึกษาสนุก ๆ” (มิถุนายน 2560) จาก matichon.co.th

1การร้องรับเพลงฉ่อยว่า เอ่ชา มีทั้ง 3 แบบด้วยกัน ส่วนที่ยกมาเป็นการร้องรับแบบทางกรุงเทพฯ และราชบุรี
2 เขียนอีกแบบว่า รำเหย่อย จากหนังสือประทีบ ฉบับคิมหันต์กราย พ.ศ. 2507 ที่มา: หนังสือ เพลงนอกศตวรรษ

เรื่อง: วนบุษป์ ยุพเกษตร


Folk rap

You can ask just about anyone, and they’ll tell you that they know rap. This is because this type of music has already entered the mainstream. On the contrary, you’ll get a starkly different reaction if your question homes in on folk music genres like choi, lamtad, lae, and eesaew despite their Thai origins. We will explore these categories of fun Thai folk music and see how they can very well hold their own against rap. 

Simplicity and fun

  • These are the two words that best define traditional Thai folk music. 
  • The simplicity is evident in various elements of Thai folk music. For instance, the lyrics, while showing witty and careful diction, are straightforward and unembellished, featuring mostly native Thai words to keep the essence of Thai-ness. Also, these songs are usually performed casually in local settings and with very little to no musical accompaniment. Therefore, it can be said that this music genre is simple in both how it is composed and performed.  
  • The fun of traditional folk music derives from the use of double entendres, which are one of a few things that can provoke laughter without fail. In addition, the content of these songs usually revolves around happy affairs and very rarely touches upon worldly woes.

Folk music refers to local music performed in casual contexts over a long period of time and transmitted orally with no clear origin or written records.

Thai-style ‘rap’: Fading legends

  • Aycha aycha cha chachacha noi mae1”  This refrain is so distinct that no one will mistake it for anything else. Choi dates back hundreds of years and is one of the most prevalent forms of folk music. As the first choi maestro was Ta Pay (Uncle Pay), these folk songs are also known as pay songs. To get started, you only need a leading male and female singer and some rhythmic clapping.
  • Eesaew is Suphanburi’s spin on choi, with faster rhythm and adapted lyrics. Previously performed as part of courtship, it is only performed in a limited circle of professional singers nowadays.
  • It’s impossible to know lamtad without knowing Wangtae (Wangdee Nima, National Artist in Performing Arts (Folk Songs) in 1988). Performed to the rummana drum as the main accompaniment, it was originated by Thai Malays in the south, who brought it to Bangkok with them. While they are similar to choi and eesaew in contents, lamtad songs always start with the chorus.
  • Another category of renowned folk music is lae, which is characterized by improvisation and was typically associated with processions of merriment that accompanied an ordainment of a monk. The name of this sub-genre is derived from the phrase “nan lae” (it is  as such), a common ending in mahachat sermons. What sets lae apart is that its content usually revolves around current situations and is often thought up on the spot, making each song unique.

“Rap” and “folk music”: Same difference

  • Traditional folk music is often dubbed “Thai-style rap” because it shares many common characteristics with the genre.
  • The most striking similarity is improvisation, an advanced art form that requires quick wit, linguistic prowess, creativity, and a rich lexicon of pithy and powerful words to deliver a message artfully. The charm of improvisation lies in the surprise factor that comes from unexpected turns of phrase or the ability to come up with word choices that are beyond expectations.
  • Another similarity involves singing techniques. Both rap and folk songs rely primarily on end rhyme, which is when the last syllables of two adjacent lines share the same vowel sound, mostly commonly the “eye” or “ee” vowel sounds. This technique is utilized by both folk music artists and rappers.
  • While indisputably a defining feature of today’s rap music, double entredres and innuendos are also used in folk songs for humorous effects. As a result, this music genre is sometimes perceived as inappropriate, just as rap is often depicted as crass for its use of profanities to convey certain truths or reflect social conditions in a straightforward way.

“Adapted rap”: Harmony of difference

  • Many Thai folk songs have been adapted to keep up with the changing times and reach the younger audience.
  • Two elderly ladies from Kanchanaburi are working to revive their local folk music called pleng yoei or ram yoei, which is a form of songs that end with the word oei. To breathe life back into this almost-forgotten art form, they combine it with rapping to give it a fresh spin that is more accessible to the younger generation – the first step of these elderly ladies towards embracing a new music genre in order to keep their traditional music alive
  • On the other hand, younger people are also borrowing elements from old folk songs as materials for their rap. For instance, a rapper on Show Me the Money Thailand, a well-known Thai rapper competition TV show, has smoothly incorporated choi into his rap and received overwhelming positive feedback from the audience

With the pervasive influence of Western culture and music, especially rap, which is now an established genre in the mainstream, many might begin to forget the charm of traditional Thai folk music, making it difficult to find younger people to carry on the legacy. Therefore, keeping it alive will take more than simply preserving it in the purest, unchanged form; it will require adaptations to keep it fresh and current. This will remind people what a gem our “Thai-style rap” is.

1There are three varieties of the aycha refrain. The example above is the variety found in Bangkok and Ratchaburi.  

Story: Wanabud Yupakaset