image

Design & Creativity

เอซิโอ มานซินี่: เมื่อเราต่างเป็นนักออกแบบ

Published Date : 23 พ.ย. 2561

Resource : Creative Thailand

463

ในหนังสือ เราต่างเป็นนักออกแบบ การออกแบบนวัตกรรมสังคม (Design, When Everybody Designs: An Introduction to Design for Social Innovation)  ศ. ดร. เอซิโอ มานซินี่ (Ezio Manzini) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบอุตสาหกรรมผู้สนใจการ “ร่วมออกแบบ ร่วมสร้างสรรค์” (Co-design Cocreation) ในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรหรือปัจเจก ผู้สูงวัยหรือหนุ่มสาว นักออกแบบผู้มีประสบการณ์หรือมือสมัครเล่นที่จริงจังกับการใช้ชีวิต บอกเล่าถึงโอกาสที่เปิดกว้างต่อการสร้างนวัตกรรมการใช้ชีวิต ที่ทั้งกระบวนการและเครื่องมือทางการออกแบบ สามารถสร้างความน่าจะเป็นในการออกแบบพื้นที่ชุมชนหรือพื้นที่เมืองที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันได้

เมื่อเราต่าง “ออกแบบ” เมื่อนั้น “ความร่วมมือ” ก็แลดูจะมีความสำคัญกว่าที่เคยเป็นมาเช่นนั้นหรือ 
หรือจริงๆ แล้วมันเป็นแค่ทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งในการออกแบบพื้นที่การใช้ชีวิตสำหรับศตวรรษที่ 21 กันแน่

ทำไมถึงตั้งชื่อหนังสือว่า เราต่างเป็นนักออกแบบ 
มันอธิบายเงื่อนไขของโลกที่เรากำลังอยู่ตอนนี้ได้ดี ความเป็นสมัยใหม่มีนิยามหลายอย่าง แต่หนึ่งในนิยามถึงความเป็นสมัยใหม่ คือ สังคมยุคหลังประเพณี (post traditional society) ซึ่งหมายถึงทุกคนต้องตัดสินใจในการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการตัดสินใจที่ก่อนหน้านี้เป็นไปตามจารีตประเพณี ยกตัวอย่าง  การแต่งงานหรือการแต่งกาย ไม่ได้มีตัวเลือกมากมายนัก เป็นการทำตามประเพณีที่สืบเนื่องกันมามากกว่า แต่ถึงจุดๆ หนึ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนไป เริ่มจากประเทศทางตะวันตก ประเพณีเหล่านี้เริ่มล่มสลาย เพราะมันไม่ได้ตอบสนองกับวิถีการใช้ชีวิตอีกต่อไป คนถูกบังคับให้ต้องตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ทางเลือกในการใช้ชีวิตเหล่านี้ หรือการต้องเลือก การต้องตัดสินใจ เป็นลักษณะสำคัญในการเปลี่ยนผ่านของสังคมหนึ่งๆ จุดที่ทุกคนต้องลุกขึ้นมาออกแบบชีวิตของตนเอง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเรื่องไม่ใช่แค่เฉพาะของปัจเจกอีกต่อไป แต่กลายเป็นของสังคมร่วม ของบริษัท ของเมือง การออกแบบจากเดิมก็ต้องปรับบทบาทและหน้าที่ไปด้วยเช่นกัน ในฐานะเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ 

ความท้าทายของการออกแบบเมืองในศตวรรษที่ 21 คืออะไร
ส่วนตัวผมมองว่าที่ท้าทายที่สุดคือการคำนึงถึงและการให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่ต่างกันสามารถพบกันลงตัว ซึ่งผมเสนอเป็นไกด์ไลน์ไว้ในหนังสือ อันดับแรกคือต้องมีความสามารถที่จะทำงานร่วมกัน สองคือต้องเชื่อมต่อความหลากหลายในสังคมให้ได้ สามคือต้องสร้างแนวคิดของ “ส่วนร่วม” (Common) ในการใ ช้ชีวิตในชุมชน ซึ่งอาจเป็นเชิงนามธรรมหรือรูปธรรม และสี่คือต้องทำให้เป็นประชาธิปไตย ทุกๆ การตัดสินใจต้องเกิดขึ้นจากทุกกลุ่มคนที่มีส่วนร่วม เมืองต้องกลายเป็นพื้นที่ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย สั้นๆ ก็คือ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีศักยภาพที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ท่ามกลางความหลากหลายของชุมชน กลุ่มคน และผู้คน ต้องสามารถเชื่อมโยงคนให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทั้งเชิงความคิดหรือพื้นที่ และพัฒนาระบบการตัดสินใจอย่างเป็นประชาธิปไตยซับซ้อนได้ 

อะไรทำให้คุณยังมุ่งมั่นนำเสนอเรื่องของการ “ร่วมออกแบบ ร่วมสร้างสรรค์” ต่อไป
สำหรับผมมันเป็นเรื่องการตัดสินใจเชิงการเมือง ผมทำงานมาหลายปีในเชิงจากล่างขึ้นบน (bottom-up) ผมเล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นต่างๆ ที่ประสบพบเจอตลอดการทำงานได้เป็นหมื่นเป็นแสนเรื่อง แต่เรื่องราวจากล่างขึ้นบนทั้งหมดนี้ สุดท้ายมักจะไปจบลงที่การเกิดเป็นแพลตฟอร์ม มันก็ไปไกลกว่านั้นไม่ได้ เราถึงพบว่าบางอย่างจะมองจากมุมล่างขึ้นบนอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมองจากบนลงล่างด้วย เป็นความจำเป็นจากความคับข้องใจในการทำงานส่วนตัวที่มี ที่ต้องทำอย่างไรให้เรื่องที่เกิดจากล่างขึ้นบนเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่จะไปได้ไกลกว่าจุดๆ นั้น และ “เมือง” นี้แหละที่จะมาเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานระหว่างการทำงานแบบล่างขึ้นบนและบนลงล่างได้ ผมและคนอีกหลายคนคิดว่าการจะสร้างนวัตกรรมทางสังคม หรือสังคมเมืองของเราขึ้นมาใหม่ได้นั้น เมืองเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่จะทำให้มันเกิดขึ้น

นวัตกรรมสังคมจากการ “ร่วมออกแบบ ร่วมสร้างสรรค์” ที่คุณประทับใจที่สุด 
เรื่องที่มีชื่อเสียงและทุกคนอาจจะรู้จักมากที่สุดก็คือ ”สโลว์ ฟู๊ด” ซึ่งเป็นตัวกลางในการสร้างความเป็นเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก อันเกิดจากแนวคิดความต้องการเปลี่ยนแปลงด้านอาหาร ตอนผมยังหนุ่ม ทิศทางอาหารในขณะนั้นเหมือนมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียว คือการใช้สารเคมีและมีความเป็นอุตสาหกรรมขึ้นเรื่อยๆ ในการผลิตอาหาร เป็นแนวคิดของอนาคตอาหาร แต่ ”สโลว์ ฟู๊ด” เปลี่ยนแนวคิดนั้นไป โดยเสนอว่าอาหารเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ของวัฒนธรรม อาหารไม่ได้เป็นผลิตผลทางอุตสาหกรรม แต่เป็นผลผลิตที่สร้างทางเลือกและโอกาสให้กับทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งมันเปลี่ยนความคิดที่เรามีต่อนิยามอาหารของเรา ความเข้าใจในอาหารของเรา ว่าการเกษตรสามารถผลิตอาหารที่ดีให้บริโภคได้อย่างไร เมื่อเทียบกับการผลิตในระบบอุตสาหกรรม คือ ”สโลว์ ฟู๊ด ในเชิงปฏิบัติทำได้จริง ในเชิงพื้นถิ่นก็สร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และมีศักยภาพที่จะนำไปทำต่อได้ กลายเป็นแนวทางที่เป็นที่รู้จักและปรับใช้ได้ทั่วโลก

ตอนนี้ทุกคนรู้จักและเข้าใจความเชื่องช้าของอาหารนี้ แต่ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คำว่าสโลว์เป็นคำที่ไม่ได้ดีเลย เพราะคนคิดว่าอนาคตคือความเร็ว แต่ผู้ก่อตั้งกล้าที่จะเรียกนวัตกรรมนี้ว่าสโลว์ ฟู๊ด ซึ่งตอนนั้นถือว่าฉีกกรอบทุกอย่างมาก เขาไม่ใช่นักออกแบบเลย แต่นี่เป็นการใช้แนวคิดการออกแบบเชิงกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพราะมันมีศักยภาพที่จะสื่อสารกับคนหมู่มากได้ คือถ้าเรียกว่า “Good Food” แทน ใครๆ ก็อ้างได้ว่ากำลังรับประทานอาหารที่ดี แต่พอใช้คำว่าสโลว์ คำมันชัดเจนมาก ว่ากำลังพูดถึงอาหารที่ไม่ใช่อาหารขยะ ไม่ใช่อาหารกระแสหลัก ไม่ใช่ฟาสต์ฟู๊ด คำที่เลือกใช้จึงมีความหมายมาก และมันแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้มีตลาดในการนำเสนอผลผลิต ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลผลิตแบบออร์แกนิก และที่สำคัญมันเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน และการทำการเกษตร รวมถึงความภาคภูมิใจในการเป็นเกษตรกรของคนรุ่นใหม่ เกิดเป็นการยกระดับในการดำเนินชีวิต นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการร่วมออกแบบ และร่วมสร้างสรรค์ในความหมายของผม 

เรื่อง : นันท์นรี พานิชกุล
ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากร