image

Design & Creativity

เมื่อเมืองพัฒนา ในวันที่ผู้คนเปลี่ยนไป

Published Date : 9 พ.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

89

เมื่อราคาที่ดินแปรผันตามการพัฒนาของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าที่กำลังดำเนินการก่อสร้างในหลายพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ราคาที่ดินสูงขึ้น และกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องสร้างสรรค์วิธีคิดในการใช้ประโยชน์จากที่ดินให้เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ราคาที่ดินจะแปรผันตามการพัฒนาของเมือง แต่รายได้ของประชาชนกลับไม่ได้แปรผันตามราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น นี่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญอีกหนึ่งข้อที่ผู้พัฒนาที่ดินต้องตระหนัก คุณณัฏฐกิตติ์  ศิริรัตน์ หัวหน้าสายงานการตลาด SC Asset กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “The Creative Township & Human-Centric Homes by SC Asset” ในงาน "Trend Talk 2018” โดย Creative Thailand เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 ณ TCDC ไว้อย่างน่าสนใจ

จากข้อมูลความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2011-2017 พบว่า มีการซื้อและความต้องการคอนโดมากขึ้นอย่างทวีคูณ สิ่งเหล่านี้กำลังบอกถึงที่อยู่อาศัยในฐานะสินค้าที่กำลังเปลี่ยนไป อีกเทรนด์ที่จะต้องคำนึงคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งทางด้านการพัฒนาเมือง ผู้คนเจเนอเรชั่นใหม่ที่อีกไม่นานก็จะก้าวเข้ามามีบทบาทในสังคมเพิ่มขึ้น รวมถึงความละเอียดอ่อนของผู้คนในยุคดิจิทัล ทำให้การออกแบบที่อยู่อาศัยไม่สามารถจัดประเภทเพียงไม่กี่รูปแบบเช่นเดิมได้อีก หากต้องมองถึงปัจจัยการใช้ชีวิตที่ละเอียดและรอบด้านเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าทุกรูปแบบของวันนี้  

เมื่อการใช้ชีวิตเปลี่ยน เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ กอปรกับเราไม่สามารถรู้ได้อย่างชัดเจนถึงความต้องการผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การสร้างที่อยู่อาศัยจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงประสบการณ์ส่วนบุคคล พยายามค้นหากลุ่มคนที่ควบคุมไม่ได้ มองให้ละเอียดยิ่งขึ้น ออกแบบที่อยู่อาศัยที่เหมาะแก่การใช้งานของผู้อยู่อาศัยโดยแท้จริง ไปจนถึงการคำนึงถึงความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของกลุ่มลูกค้า SC Asset มีวิธีการอย่างไรที่จะสามารถรับฟังและสังเกตการใช้ชีวิตจริงของกลุ่มลูกค้า เพื่อออกแบบความต้องการให้ตรงจุดมากที่สุด

แนวคิด “One Size Does Not Fit All” ได้เข้ามาตอบโจทย์แนวคิดการออกแบบที่มีความหลากหลายสำหรับกลุ่มลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงนี้ได้มากขึ้น กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น โจทย์ “One Hundred Shoes” ซึ่งเป็นโจทย์หนึ่งของลูกค้าที่ได้กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ของ SC Asset ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นการออกแบบมุมหนึ่งของบ้านให้เก็บรองเท้าได้ถึง 100 คู่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความต้องการของลูกค้าโดยตรงทั้งสิ้น หรือจากข้อมูลที่พบว่า คนโสดในกรุงเทพฯ มีตัวเลขสูงขึ้น SC Asset จึงต้องออกแบบฟังก์ชั่นของบ้านให้เหมาะสมกับกลุ่มคนโสดด้วย โดยการปรับโซนการใช้งานของบ้านให้มีความต่อเนื่องกัน เช่น ห้องนั่งเล่นและห้องรับประทานอาหารที่ยังคงมีพื้นที่ใหญ่ แต่เน้นการเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้น ทางด้านรูปแบบของบ้านก็มีตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น ไม่ได้ออกแบบเพียงไม่กี่รูปแบบเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

SC Asset ยังสร้างทางเลือกขององค์ประกอบต่างๆ ในบ้านให้หลากหลายและเหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น การแก้ปัญหาการตากผ้ารับแดดหน้าบ้านซึ่งอาจทำให้ดูรกหูรกตา SC Asset จึงออกแบบพื้นที่ตากผ้าหลังบ้านที่ปกปิดมิดชิดและสวยงามเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมีการลดความเหลี่ยมของบ้านที่ดูแข็งกร้าวแบบผู้ชายลง แต่ปรับรูปแบบบ้านให้โค้งมน รวมถึงเพิ่มมุมเครื่องสำอางและชั้นเก็บรองเท้าเพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับบ้านที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย ที่มีการเพิ่มทางลาดเพื่อรองรับรถเข็นของผู้สูงอายุจากรถเข้าสู่ตัวบ้านได้ทันที และปรับพื้นห้องน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำขังอันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นการออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานของผู้อยู่อาศัยที่แท้จริง และคือโจทย์ใหม่ที่ท้าทายสำหรับการออกแบบที่อยู่อาศัยในวันนี้

ขณะที่ คุณโฉมชฎา กุลดิลก หัวหน้าสายงานสื่อสารองค์กร SC Asset ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องคุณค่าของแบรนด์ (Brand Value) โดยเปรียบเทียบว่าคุณค่าของแบรนด์เปรียบเหมือนอาหาร 5 หมู่ รับประทานสิ่งใดเข้าไปก็เป็นเช่นนั้น เธออธิบายถึงการ Take Action ของเทรนด์กับการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยมองผ่านปัญหาของเมือง Brand Value ในอดีตอาจมองสินค้าเป็นเพียงสินค้าที่มีประโยชน์ด้านการใช้สอย (Functional) เช่น บ้านก็คือบ้านเพื่อการอยู่อาศัย ต่อมาผู้บริโภคเริ่มมีการให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึก “บ้านจึงเปรียบเสมือนอนาคต” และยุคใหม่นี้ คือยุคของการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship) เน้นความสัมพันธ์ระหว่างลูกบ้านมากขึ้น ทว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังรั้วของโครงการ หรือเป็นโจทย์ทางการตลาดที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องขบคิด

แต่นอกรั้วโครงการ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รวมถึงผู้อยู่อาศัยยังต้องคำนึงถึงการพัฒนาไปข้างหน้าของเมืองที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาของเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาน้ำท่วม การใช้พื้นที่บนทางเท้า หรือการจอดรถ ไปจนถึงความหนาแน่นของประชากร สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไม่เพียงพอ มลพิษทางอากาศ และปัญหาอาชญากรรม ฯลฯ และปัญหานอกรั้วเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน

เมื่อเมืองคือผลรวมของย่าน “Sum of Neighborhoods” หากเราจะเริ่มพัฒนาย่านรอบๆ ตัวให้มากขึ้น เราควรเริ่มจากทางที่มีความเป็นไปได้ก่อน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ซึ่งควรเริ่มจากย่านที่มีความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในรั้วที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่ทอดทิ้งนอกรั้วหรือย่านโดยรอบนั่นเอง ทั้งหมดจึงกลายเป็นที่มาของโครงการ DELPHI โดย SC Asset ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาพัฒนาบนแนวคิดว่าการพัฒนาย่าน ต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกบ้าน ตลอดจนความต้องการของผู้คนในย่านเป็นสำคัญ และจะถูกรวบรวมนำมาพิจารณาการสร้างย่านให้เติบโตต่อไปตามแนวคิด “Future Living” เพื่อพัฒนาย่านให้เป็นเมืองในฝันที่ตั้งอยู่บนความเป็นไปได้อย่างแท้จริง

 
แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ มีกรอบคิดที่น่าสนใจดังนี้ 1. Unleashing Spare Capacity อะไรที่ยังไม่ถูกใช้ให้นำมาใช้ 2. Cutting out the Peaks อย่าใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกถึงขีดจำกัดสูงสุด เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น 3. Small Scale Infrastructure เปลี่ยนความคิดที่ว่าทุกอย่างเราจำเป็นต้องพึ่งพารัฐแต่ให้พึ่งพาตนเอง และ 4. People Centred Innovation เข้าใจผู้คนหรือให้คนเป็นศูนย์กลาง แม้การพัฒนาที่อยู่อาศัยไปพร้อมกับย่านจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ในบริบทของสังคมไทย ทั้งยังดูจะเป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนความคิดของผู้คน แต่การเริ่มต้นจากการคิดให้ครบบนความจริงใจ ก็นับเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ดีที่สุดนั่นเอง
 
เรื่อง: ชาคร ชะม้าย