image

Business & Industrial

สวยเลือกได้...สบายจริงหรือ

Published Date : 13 ก.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

880

คนธรรมดาๆ หลายคนคงมีประสบการณ์ร่วมกันอย่างหนึ่งในชีวิต คือมักจะเห็น ‘คนสวยคนหล่อ’ ได้ผลประโยชน์ในบางสถานการณ์มากกว่าที่คนหน้าตาธรรมดา หรือหน้าตาแย่ ที่จะไม่ได้รับผลอย่างเดียวกัน

“คนสวยได้เปรียบมหาศาล” บทความ Beauty Is Found to Attract Some Unfair Advantages ที่ตีพิมพ์ใน New York Times ปี 1978 กล่าวไว้เช่นนั้น

41 ปีผ่านไป ประโยคนี้ยังคงเป็นจริง และยังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลง

©Unsplash/You X Ventures

ใครเห็นใครรัก สมัครงานได้งาน...ข้อได้เปรียบที่คนหน้าตาดีเท่านั้นถึงจะได้
เลสลี เบนเนตต์ (Leslie Bennett) ผู้เขียนบทความระบุว่า สิ่งที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักจิตวิทยาและนักวิจัยทางสังคมวิทยาในปัจจุบัน (หมายถึงช่วงปี 1978) คือการศึกษาเพื่อตอบคำถามว่า การมีรูปร่างหน้าตาดีส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตคน

นักจิตวิทยาระดับแนวหน้าในสาขานี้คนหนึ่งคือ ดร.เอลเลน เบอร์ไชด์ (Dr.Ellen Berscheid) แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา และทีมวิจัย ค้นพบสิ่งที่เธอเรียกว่า “การเหมารวม (Stereotype) ที่มีต่อคนรูปร่างหน้าตาดี” เพราะเมื่อเทียบกับคนอื่นที่รูปร่างหน้าตา ‘ด้อย’ กว่า คนสวยคนหล่อ รูปร่างดี มักถูกเข้าใจว่า เป็นคนใจดี จริงใจ อบอุ่นอ่อนโยน ตอบสนองทางเพศได้ดีกว่า สง่างาม ถ่อมตัว เข้ากับคนอื่นได้ดี เข้าอกเข้าใจ แข็งแกร่ง เป็นคนน่าคบหา ฯลฯ 

ปรากฎการณ์ ‘ลำเอียง’ นี้เกิดขึ้นในทุกช่วงอายุคน นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินพบว่า บรรดาครูที่เข้ารับการทดสอบ มีความรู้สึกลำเอียงต่อเด็กหน้าตาดี เพราะครูจะอนุมานว่าเด็กนั้น ‘ฉลาด’ กว่า มีคุณสมบัติที่ดีข้ออื่นๆ มากกว่า และมีพ่อแม่ที่ใส่ใจเรื่องการศึกษาของลูกมากกว่า

ไม่เฉพาะครูเท่านั้น แต่ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตาระบุว่า แม้แต่เด็กเล็กขนาดเข้าเนิร์สเซอรีก็ยังถูกเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ‘ประเมิน’ จากลักษณะทางกายภาพแล้ว เพราะเด็กที่ ‘ป๊อป’ หรือได้รับความนิยมชมชอบจากเพื่อนๆ มักมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ดร.เบอร์ไชด์ กล่าวว่า “เด็กที่รูปร่างหน้าตาดี ทั้งชายและหญิง มักถูกมองจากคนอื่นๆ ว่าเป็นคนมั่นใจและพึ่งพาตนเองได้ ไม่กลัวอะไร และไม่ต้องการให้ใครช่วยเหลือ”

มหาวิทยาลัยมินนิโซตายังพบอีกด้วยว่า เมื่อเด็กทำผิดหรือประพฤติตัวไม่น่ารัก เด็กที่หน้าตาธรรมดาหรือไม่ดีมากมักถูกครูคิดว่า ความประพฤตินั้นเป็น ‘สัญญาณ’ ของนิสัยไม่ดีที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กและพร้อมจะเผยออกมา แต่ถ้าเด็กหน้าตาดีทำตัวไม่น่ารัก ครูกลับมีแนวโน้มจะมองว่า เป็นเพียงแค่การดื้อชั่วคราว แต่แท้จริงแล้วเด็กคนนั้นเป็นเด็ก ‘ดี’

ในวัยทำงานก็ไม่แพ้กัน ดร.ฮาโรลด์ ซีแกล (Dr.Harold Sigall) จากมหาวิทยาลัยแห่งแมรีแลนด์สรุปผลการวิจัยไว้ว่า เมื่อให้ผู้เข้ารับการทดสอบทำการ “ประเมินผลงาน” ของอีกฝ่ายโดยเห็นหน้าค่าตากัน พบว่า คนรูปร่างหน้าตาดีจะได้ผลการประเมินสูงกว่า และถูกมองว่า “มีความสามารถสูงกว่า” ไปโดยปริยาย

ดร.โธมัส แคช (Dr.Thomas Cash) จากมหาวิทยาลัยโอลด์ โดมิเนียน ในรัฐเวอร์จิเนีย ทดสอบผู้มีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจรับคนเข้าทำงานจากบริษัทรับจัดหางานและฝ่ายบุคคลจากบริษัทต่างๆ เขาสรุปไว้ว่า คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมองผู้สมัครหน้าตาดีว่า ‘น่าจะ’ ประสบความสำเร็จในงานมากกว่าคนหน้าตาด้อยกว่าที่คุณสมบัติอื่นเท่าเทียมกัน และตัดสินใจจ้างผู้สมัครหน้าตาดี

©Unsplash/Photo by Tim Gouw

ขนาดศาลก็ไม่รัก หมอก็ไม่เหลียวแล ที่สุดแห่งความซวยของคนไม่สวยไม่หล่อ
ความลำเอียงเพราะหน้าตาอาจส่งผลกระทบหนักกว่าการไม่ได้งาน เพราะ ดร.ฮาโรลด์ ซีแกล จัดการทดลองเพื่อศึกษาปฏิกิริยาของกลุ่มคณะลูกขุนที่มีต่อจำเลยหน้าตาดีและหน้าตาธรรมดา “ถ้าจำเลยมีรูปร่างหน้าตาดี คณะลูกขุนในกลุ่มทดลองจะปฏิบัติต่อเขาอย่างมีเมตตากว่าจำเลยหน้าตาธรรมดา” ดร.ซีแกลกล่าว

ดร.อเมริโก ฟารินา (Dr.Amerigo Farina) จากมหาวิทยาลัยแห่งคอนเน็กติกัต สรุปผลการทดสอบเกี่ยวกับการดูแลและรักษาคนไข้โรคจิตเวชไว้ว่า ยิ่งคนไข้มีรูปร่างหน้าตาดีเท่าไร ก็ยิ่งได้ออกจากโรงพยาบาลเร็วเท่านั้น และจะมีคนมาเยี่ยมมากกว่าด้วย ทำให้ระบุได้ว่า ปัจจัยเรื่องรูปร่างหน้าตาของคนไข้มีผลต่อการวินิจฉัยของแพทย์มากกว่าสภาวะทางจิตเสียอีก

แม้ผลการทดสอบต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะปรากฏในบทความที่ตีพิมพ์ปี 1978 แต่เมื่อเสิร์ชข้อมูลที่เป็นปัจจุบันกว่าในหัวข้อเรื่อง “ความงามทำให้เกิด Unfair Advantage หรือข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าและยากจะเอาชนะจริงหรือไม่” ก็ยังพบบทความและความคิดเห็นจำนวนมากที่ถือว่าค่อนข้างใหม่ (คือตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา) ที่สรุปไปในทิศทางเดียวกัน คือ “คนสวยคนหล่อได้เปรียบ”

ตั้งแต่วัยเรียน เราคงจำกันได้ว่า เพื่อนที่ป๊อปที่สุดมักมีคุณสมบัติเด่นบางอย่าง เช่น เรียนเก่ง เล่นกีฬาเก่ง แต่คนคนนั้นมักมีหน้าตาดีด้วยเสมอ พอเข้าสู่วัยทำงาน น้องใหม่ที่รูปร่างหน้าตาดีมักได้รับความเอ็นดูจากรุ่นพี่ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว ก็มีแนวโน้มจะมีรุ่นพี่ผู้ชายแย่งกันสอนงาน ไม่ว่าจะเป็นคนเรียนรู้เร็วหรือช้าเพียงใด หากน้องใหม่ทำอะไรผิดก็มีแนวโน้มจะได้รับการให้อภัย ถึงกับมีประโยคว่า “คนสวยทำอะไรก็ไม่ผิด”

©Unsplash/Hunters Race

คิดบวกสร้างจุดแข็งแข่งความสวย
แม้เราอาจจะไม่ได้เกิดมามีรูปร่างหน้าตาสวยงามสมบูรณ์แบบ แต่เราก็สร้าง ‘ข้อได้เปรียบ’ ที่อาจทรงพลังกว่าความสวยความหล่อได้เหมือนกัน เช่น เป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง รู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ มีสัมมาคารวะ และเฉลียวฉลาด เพราะไม่มีใครชอบคนสวยที่หยาบคายและงี่เง่าแน่ๆ

อีกข้อที่ทุกคนควรทำคือดูแลร่างกายให้แข็งแรง แต่งกายให้สะอาดสะอ้าน ดูมีรสนิยมสมวัย เพราะความสวยกับความดูดีมีสง่า นั้นเป็นคนละเรื่องกัน และเรื่องแบบนี้สร้างกันได้

ฝรั่งมีคำพูดว่า ‘คนสวยมักโง่’ (Pretty people are pretty dumb.) และถึงกับมีคำว่า Dumb Blonde เพราะในยุคหนึ่งผมบลอนด์หรือผมสีฟางข้าวเป็นสัญลักษณ์ของคน ‘สวย’ แต่ในหลายวงการ คนผมบลอนด์อาจทำผลงานได้แย่กว่าคนผมสีอื่นอย่างมีนัยสำคัญ จนฝรั่งถึงกับเรียกว่า Dumb (โง่ เซ่อ) คนไทยเราเองก็มีสำนวนว่า ‘คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า’ คนสวยที่แท้จริงต้องดูกันให้ลึกถึงจิตใจ เป็นต้น

แม้คนหน้าตาดีจะได้เปรียบในหลายๆ สถานการณ์ แต่อย่าลืมว่า หน้าตาไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้ประสบความสำเร็จใน ‘การแข่งขัน’ ครั้งต่างๆ ของชีวิต ทั้งการเรียน การทำงาน การคบเพื่อน การหาคู่ครอง และการมีชีวิตที่สงบสุข

และอย่างน้อยที่สุด การ “คิดบวก” ก็จะเป็นพลังพื้นฐานที่ส่งให้เราพยายามค้นหาจุดแข็งด้านอื่นๆ ของตัวเอง ที่อาจจะพัฒนาไปได้มากกว่าและรวดเร็วกว่าความสวยความงามที่มีแนวโน้มจะเสื่อมลงทุกวันอีกด้วย

ที่มาภาพเปิด : Alexandru Zdrobau

ที่มา
บทความ Beauty Is Found to Attract Some Unfair Advantages โดย Leslie Bennetts จาก nytimes.com
บทความ Here’s More Evidence That Good-Looking People Can Get Away With Anything โดย Carolyn Gregoire จาก huffpost.com

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ