image

Design & Creativity

ปลูกการเรียนรู้คนรุ่นใหม่ ในเนื้อดินของสุนทรียะและความหลากหลาย

Published Date : 2 ส.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

2,033

 “...การเร่งเร้าให้นักเรียนรีบๆ เรียนเพื่อเตรียมตัวสอบไล่หรือทดสอบนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่วิชาการ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ต้องพยายามท่องจำเพียงแต่จะให้สอบได้คะแนนดี ไม่ได้วางเป้าหมายในการแสวงหาวิชาอย่างแท้จริง...” 
ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (1)

คำกล่าวของอาจารย์ป๋วยแม้จะนานเกือบห้าสิบปีมาแล้ว แต่ก็ดูจะยังเป็นสิ่งสะท้อนสถานการณ์ความโกลาหลของการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อย แม้จะปรับเปลี่ยนระบบไปมาหลายรอบ จนถึงระบบบัดนี้ที่ชื่อว่า TCAS ก็ตาม

ผมคงโชคดีกว่านักเรียนในสมัยนี้มากที่ไม่ต้องวิ่งรอกสอบตรง ไม่ต้องตระเวนสอบสัมภาษณ์ เมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว ผมเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วยระบบเอ็นทรานซ์สองครั้ง นำคะแนนที่ดีที่สุดมาใช้ ผมมีเวลาเหลือสำหรับการอ่านนอกตำราเรียน ได้สนทนากับครูวิชาสังคมฯ หลังเลิกเรียน ซึ่งเปิดโลกทัศน์และสร้างความคิดวิพากษ์ พอได้เข้ามหาวิทยาลัยเราได้เห็นคนที่ผ่านเอ็นทรานซ์มาด้วยการท่องจำคะแนนร่วงกราว ผมใช้ชีวิตปีท้ายๆ ในมหาวิทยาลัยแถวสามย่าน ด้วยการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มอิสระ ไม่ขึ้นกับชมรม จัดวงเสวนา ออกนิตยสารทำมือเล่มเล็ก (สิ่งจำเป็นในยุคที่ยังไม่มีสื่อโซเชียล) วางแผนทำหนังสือเล่ม วิพากษ์ประเพณีของมหาวิทยาลัย แถมยังไปถึงขั้นก่อหวอดประท้วงรองอธิการบดีด้วย จากนั้นก็ไปศึกษาต่อแบบสหสาขาวิชา เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับสังคมที่สวีเดน ประเทศที่เด็กจะไม่มีการสอบจนกระทั่งอายุ 12 ปี

วันนี้ผมกลับมาอยู่ในบทบาทที่ต้องมอบอะไรให้แก่ “คนรุ่นใหม่” บ้าง ผมพบตั้งแต่คนที่ตั้งใจเก็บเกรดทุกเม็ด คนที่เรียนในสิ่งที่ตนอยากเรียนโดยไม่เกี่ยงผลคะแนน คนที่มีความคิดเพี้ยนๆ แปลกๆ คนหัวขบถพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ คนมีปัญหาทางจิตใจ คนอารมณ์หว่องๆ ติสต์แตก หรือแม้แต่คนธรรมะธัมโม ผมได้แต่ถามว่ามีบ้างไหม อะไรที่เป็นลักษณะร่วมของการเรียนรู้เพื่อเติบโตเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าหนึ่งในนั้นก็คือ “ศิลปะ”

ครูแม่ส้มผู้ให้ชีวิตส่งต่อชีวิต สร้างผู้ประกอบการด้วยศิลปะ 
เย็นวันหนึ่ง ผมนัด “ครูแม่ส้ม” ไว้ เพื่อขอพูดคุยกับเธอ ว่าพ่อแม่มีส่วนเกื้อหนุนให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ได้อย่างไร เราเจอกันที่ลานใบไม้ ลานกิจกรรมของบริษัทยิบอินซอย ซึ่งอยู่ห่างจาก TCDC ไม่ไกลนัก 

ครูแม่ส้มมีลูก 3 คน แต่ละคนเติบโตมีเส้นทางของตนเองและเป็นผู้ประกอบการแล้วทั้งนั้น คนแรกเป็นลูกชาย ชื่อ “ฟ้าใส” เขาเป็นเจ้าฟิตเนส Fit Junctions และเป็นเทรนเนอร์สายสุขภาพที่มีผู้คนติดตามหลายแสนคน คนรองเป็นผู้ชายชื่อ “สายเมฆ” เป็นซีอีโอของบริษัทอาหารคลีน TREEMEALS ส่วนคนท้ายสุดนั้นเป็นผู้หญิง ชื่อ “ใบคา” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันจากเพจเฟซบุ๊ก “ชะนีมีกล้าม” และเป็นเจ้าของสถาบันสอนทำเบเกอรี่สุขภาพชื่อ Fit Bakery เพจที่พูดถึงการดูแลสุขภาพ และอาหารที่เหมาะสมกับการพัฒนาร่างกาย ทั้งสามคนนี้ยังเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์หรือคนที่ใช้ความเป็นตัวของตัวเองเพื่อสร้างอิทธิพลทางความคิดต่อแบรนด์สินค้าต่างๆ ได้ด้วย 

ขณะที่ผมเข้าไปพบครูแม่ส้มนั้น ครูแม่ส้มเพิ่งเสร็จสิ้นการไลฟ์เฟซบุ๊กพอดี ว่าด้วยเรื่องของพ่อแม่ ครั้นเมื่อผมเข้าไปร่วมสนทนา ประโยคที่ส่งต่อมาถึงผมคือ “พ่อแม่อย่าทิ้งความฝันตนเอง” 

ครูแม่ส้มอธิบายต่อไปด้วยการยกตัวอย่างเรื่องนี้โดยเฉพาะคุณแม่ คุณแม่หลายคนที่ต้องการเลี้ยงลูกเองก็มักจะเปลี่ยนตนเองเป็นแม่บ้าน แล้วละทิ้งความฝัน ทิ้งบุคลิกภาพ ทิ้งไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกิน การแต่งเนื้อแต่งตัว หรือเรียกว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวก็ได้ นี่เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์เบื้องต้นก่อนที่จะปล่อยอย่างอื่นที่ตนเองเคยเป็น แม้วิธีการนี้จะเป็นการเลี้ยงลูกที่มุ่งหวังความสำเร็จ แต่ก็เป็นวิธีการที่แยกขาดจากชีวิต ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ลูกเขาเฝ้าดูและเรียนรู้จากความเป็นตัวเอง (being) ของเรา มนุษย์รุ่นพี่ต้องใช้ชีวิตให้รุ่นน้องเห็น และการแยกขาดเช่นนี้ทำให้ไม่มีการส่งต่อชีวิต

ครูแม่ส้มเล่าต่อว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นเกิดจากการเรียนรู้สิ่งที่ได้ฟังจากคนอื่น ไม่ได้มาจากทฤษฎีอย่างเดียว แล้วย้อนมาถึงพื้นฐานชีวิตของเธอที่ว่าเธอเป็นคนที่ทำงานด้านศิลปะและการออกแบบ ทำให้ต้องฟังความต้องการของลูกค้าให้เยอะ ฟังให้มาก งานถึงออกมาดี ครั้นเมื่อมีลูก ก็ต้องเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเด็ก การศึกษาทางเลือก และแม่ส้มยังเลี้ยงลูกทั้ง 3 คนด้วยระบบโฮมสคูล จึงเห็นว่าทฤษฎีไม่ใช่เรื่องตายตัว แต่ต้องนำมาประยุกต์กับเด็กให้ได้ ให้เกิดการด้น (improvise) และเต้นเข้าจังหวะ (dance) ไปกับเขาอย่างเหมาะสมเป็นรายๆ ไป 

วิธีการที่เปิดกว้างเช่นนี้สอดคล้องกับความเป็นตัวเองของครูแม่ส้ม เธอเป็นศิลปินที่ทำงานศิลปะในแนวแสดงอารมณ์ความรู้สึกภายใน (expressionism) ที่รูปแบบเป็นนามธรรม (abstract) การได้ใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับศิลปะ ทำให้ครูแม่ส้มตระหนักว่าประสบการณ์นั่นเองคือส่วนสำคัญที่สร้างชีวิตแห่งการเรียนรู้ให้เด็กๆ วัยเด็กเป็นวัยที่ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตมากนักและไม่ควรมีเงื่อนไขการสอบเข้ามากดดันเด็ก วัยนี้เองที่เราต้องเกื้อหนุนให้เขามีความซาบซึ้งในศิลปะ (art appreciation) ครูแม่ส้มย้ำว่า “สมัยนี้ความงามของชีวิตหายไปจากวัฒนธรรมชีวิต และการสอบเข้าได้ฆ่าโอกาสชีวิตของคนทั้งประเทศ ทั้งที่สมัยก่อนนั้น การเดินเตะก้อนหินไปโรงเรียนคือสุนทรียภาพ” 

การขับเคลื่อนโลกนี้ต้องใช้พลังงานของมนุษย์ การมีพื้นที่ที่ให้คนต่างรุ่นต่างวัยได้มาแบ่งปันความสนใจร่วมกัน และเราสามารถเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาได้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ ที่จริงครูแม่ส้มบอกว่าไม่ควรแบ่งเป็นคนสมัยนี้หรือคนยุคก่อนด้วยซ้ำ เพราะการเรียนรู้ร่วมกันมาจากการเผยตัวตนที่เราเป็นออกมา ไม่ว่ามันจะเฟอะๆ บ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่เราต้องกล้าแซวตนเองเล่น ซึ่งเป็นสุนทรียะอย่างหนึ่ง เราทุกคนมีความสงสัยในตนเอง ไม่มีใครจะมีความมั่นใจในตนเองได้ตลอดเวลา แต่เราต้องการพื้นที่สำหรับการคุยร่วมกัน ต่อเรื่องความสงสัยและไม่มั่นคง พื้นที่สำหรับประกาศความเปราะบาง แค่เด็กได้พูดความกลัวของเขาก็ถือว่าได้เรื่องแล้ว เด็กคิดเรื่องนามธรรมเองได้ และไม่ได้ต้องการคำสอนใด

ครูแม่ส้มปิดท้ายว่าเมื่อย้อนมองตนเอง คิดว่าประสบความสำเร็จ เพราะเป็น “bad girl” ได้แหกกรอบบ้าง มีความมันส์ในอารมณ์บ้าง ได้โดดเรียนบ้าง เธออนุญาตให้ลูกเป็น bad boy, bad girl ได้ในมุมที่น่ารัก แม้พวกเขาจะกระฟัดกระเฟียดบ้าง แต่ก็มีประโยชน์ เพราะเด็กไม่ได้ต้องการจะเป็นเด็กดีไปทุกคน ซึ่งหมายถึงเด็กที่ดำเนินชีวิตแบบสร้างกลเม็ดให้สอดคล้องกับทัศนะผู้ใหญ่ แต่เด็กต้องการได้ผล อาทิ ได้เล่นสนุก ได้เหรียญรางวัล และเด็กไม่มีความสามารถที่จะอธิบายความรู้สึกแย่ที่เกิดกับตนเอง ดังนี้เอง ครูแม่ส้มจึงไม่ได้สอนความรู้ แต่บอกว่าลูกต้องสามารถเป็น “นักเขียน” ที่ไม่ได้หมายความว่าเขียนหนังสือเป็นเล่ม แต่มีความหมายเฉพาะว่ามี “คลังคำ” ที่สามารถบอกเล่าความรู้สึกภายในได้นั่นเอง

©facebook.com/PGVIMLC

แววเล่าและอ่านในสถาบันดนตรี: “ศิลปะส่องทางให้แก่กัน” (2)
อีกหนึ่งกรณีของการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่คือเรื่องของชมรมวรรณกรรมในสถาบันดนตรี ผู้ร่วมก่อตั้งชมรม “แวว” สรัลดา เซียศิริวัฒนา นักอ่าน นักเปียโน บัณฑิตจบใหม่จากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา (Princess Galyani Vadhana Institute of Music: PGVIM) และเป็นนักศึกษารุ่นแรกของสถาบันนี้ เล่าให้ฟังว่า 

ชมรม PGVIM Literary Club เพิ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2560 เพื่อส่งเสริมการอ่านและการเขียน ดำเนินกิจกรรมโดยนักศึกษาสถาบันดนตรีฯ ที่เปิดให้บุคคลภายนอกมีส่วนร่วมได้ กลุ่มเป้าหมายมีสองกลุ่ม คือกลุ่มของนักเรียนดนตรี/ นักดนตรี และบุคคลทั่วไป มุ่งหวังให้นักดนตรีอ่านและเขียนหนังสือมากขึ้น ได้รู้จักวรรณกรรมและเรื่องราวต่างๆ เพื่อจะได้เป็นนักดนตรีที่มีความรอบรู้และมีคุณภาพ ได้เขียนเล่าเรื่องราวของตัวเองให้บุคคลทั่วไปได้ทราบถึงมุมมองและการใช้ชีวิตของนักดนตรี ไปจนถึงการได้รู้จักดนตรีและดนตรีคลาสสิกมากขึ้น

©facebook.com/PGVIMLC

ชมรมมีธีมหนังสือคือวรรณกรรมที่เกี่ยวกับดนตรี เพื่อเป็นแนวทางให้สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะอ่านอะไร เพราะเชื่อว่าการปลูกฝังความรักในการอ่าน ควรเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวที่สนใจก่อน แล้วค่อยต่อยอดขยายความสนใจออกไป 

ชมรมยังใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ในการนำเสนอและอัพเดทความเคลื่อนไหวต่างๆ กิจกรรมของชมรมมีมากมายและคึกคักตลอดเวลา เช่น การรีวิวหนังสือตามความสนใจของแต่ละคน มีการทำคลิปเป็นตอนสั้นๆ นำเสนอกิจกรรมของชมรมและเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งขณะนี้ทำไปแล้ว 7 ตอน และยังมีสกู๊ปพิเศษสั้นๆ นอกจากนี้ยังมีงานเขียนของสมาชิกในชมรมที่โพสต์ให้อ่านกันลงในเพจ ซึ่งจะตีพิมพ์หนังสือรวมเล่มงานเขียนเป็นรายปี มีทั้งการพาเที่ยว พาชมร้านหนังสือ ห้องสมุดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือไกลถึงสหราชอาณาจักรอย่างลอนดอนและฮัดเดอร์สฟิลด์ก็ไปกันมาแล้ว หรือในโลกออฟไลน์ก็จัดกิจกรรม Blind Book Date เมื่อวันวาเลนไทน์และไวท์เดย์ในสถาบันดนตรี ฯลฯ ล่าสุดเพิ่งมีการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ โดยเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของชมรมฯ นั่นคืองาน “ดนตรีคลาสสิกในเขาวงกต” เป็นการนำดนตรีจากในนวนิยายรางวัลซีไรต์ ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต มาบรรเลงสดในร้านหนังสือก็องดิด โดยเพื่อนๆ นักดนตรีในชมรมฯ แถมยังชวนคุณโตมร ศุขปรีชา มาเล่นเปียโนเพลงของโชแปง และพี่บอนเน่จากโครงการ The Book Fairies Thailand มาเล่นดนตรีด้วยกัน หลังจากการแสดงดนตรี ก็มีการจัดเสวนาให้มานั่งคุยกันกับคุณวีรพร นิติประภา (ผู้เขียน) คุณโตมร และพี่แป๊ด เจ้าของร้านหนังสือก็องดิด เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา 

แววได้เล่าถึงความเคลื่อนไหวอื่นของคนรุ่นใหม่ในวงการดนตรีคลาสสิก ยกตัวอย่างกรณีศึกษา เช่น วง Musica per Tutti Symphony Orchestra (MPTSO) ที่ทำออร์เคสตราให้คนทั่วไปรู้จัก ด้วยการนำดนตรีไปโยงกับสำรับอาหาร ขยายฐานกลุ่มผู้ฟังออกไปไม่ให้จำกัดอยู่แค่เฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ไม่ได้สุดแค่ที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น นักศึกษาสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาได้ทดลองเชื่อมโยงดนตรีกับศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะสื่อภาพเคลื่อนไหว การเต้น วรรณกรรม/บทกวี ภาพวาด ความรู้ด้านสังคมวิทยา สตรีศึกษา ฯลฯ  ในงาน Junior และ Senior Recital (การแสดงดนตรีเดี่ยวเพื่อจบปี 3 และปี 4) 

©facebook.com/PGVIMLC
 

สุดท้ายแววกำลังจะไปศึกษาต่อทางด้านภาษา ทุกคนรอบตัวก็มักจะประหลาดใจว่าทำไมไม่เรียนต่อทางด้านดนตรีแล้ว แต่แววอยากฝากบอกทุกคนว่า “ที่จริงแล้วทุกสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน ที่เราเรียนด้านภาษา การแปล ก็เพราะว่าอยากจะมาทำเนื้อหาและเรื่องราวทางด้านดนตรีคลาสสิกให้มีเป็นภาษาไทยมากขึ้น เป็นการย้อนกลับมาทำสิ่งที่ตัวเองรักด้วยความถนัดของตัวเองจริงๆ ไม่จำเป็นว่านักดนตรีที่จบทางด้านดนตรีมา ทุกคนจะต้องเป็นนักแสดงดนตรี(performer) คนส่วนใหญ่มักจะมีวิธีคิดกันแบบนี้ ทำให้วงการดนตรีในบ้านเราขาดแคลนนักวิชาการทางด้านดนตรี นักดนตรีวิทยาที่มีคุณภาพ หรือรวมไปถึงนักดนตรีที่ทำอย่างอื่นได้”

“ปัญหาของยุคสมัยนี้คือศาสตร์สาขาต่างๆ ถูกแบ่งแยกออกจากกัน ทำให้เรามองไม่เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ บนโลก เราไม่อาจรู้ทุกเรื่อง แต่การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก็เพื่อที่จะต่อจิ๊กซอว์ของความจริงให้เห็นเป็นภาพที่กว้างขึ้น เพราะเมื่อเราเรียนดนตรี เราไม่ได้เรียนรู้เพียงแค่ดนตรี แต่เราเรียนรู้ศิลปะ เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ และทำความเข้าใจในชีวิตและโลกไปด้วยในเวลาเดียวกัน” 

หงส์-ชณิตา ผลอุดม รุ่นน้องเอกวิโอลา ปี 2 จากสถาบันเดียวกัน กล่าวเสริมว่า “ดนตรีไม่ใช่ศาสตร์เดียว เพราะเมื่อมองลึกลงไป มีศาสตร์อีกมากมายที่แฝงตัวอยู่อย่างแนบเนียน ทั้งสังคมศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญดนตรีสอนทักษะบางอย่าง มันเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ตรงเท่านั้น มันฝึกความอดทน ความมีระเบียบวินัย ทักษะการคิดวิเคราะห์ การจัดการเวลา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การฝึกที่จะอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนเป็นใหญ่ และพยายามหาความรู้ใหม่ๆ เข้ามาเสมอ”

แซนกับมหาวิทยาลัยวิศวภารตี: ให้ธรรมชาติและความหลากหลายจุดประกายศิลปะ
เมื่อกล่าวถึงการเรียนรู้ข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะพรมแดนศิลปะหลากหลายแขนง พรมแดนของเชื้อชาติ อีกคนหนึ่งที่ผมอดนึกถึงไม่ได้คือ “แซน” สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ

แซนเป็นจิตรกรรุ่นใหม่ที่ผมได้ร่วมงานด้วยเมื่อปีที่แล้ว ปีนั้นผมกำลังทำหนังสือแปล ชาตินิยม (Nationalism) ที่รวบรวมบทบรรยายของกวีเอกชาวอินเดีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลคนแรกของเอเชีย รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) เนื้อหาของการบรรยายกล่าวถึงความจำเป็นที่มนุษย์ต้องข้ามพ้นการแบ่งแยกเชื้อชาติ และหันเข้าหาธรรมชาติ ท่านกวี “คุรุเทพ” แสดงถ้อยกถาดังนี้ในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในปี ค.ศ. 1916-17 ร้อยปีถัดมา ผมตั้งใจทำฉบับแปลของเล่มนี้ให้เป็นวาระพิเศษ แต่เนื้อหาหนังสือนั้นหนักมาก ต้องการงานศิลปะเพื่อพักสายตา เป็นช่องว่างให้ได้คิด ผมจึงเริ่มค้นหาศิลปินที่น่าจะตอบโจทย์นี้ได้ แล้วก็ไปค้นพบแซน ซึ่งกำลังศึกษาต่อด้านจิตรกรรมอยู่ที่มหาวิทยาลัยวิศวภารตี (Visva-Bharati University) มหาวิทยาลัยที่ท่านรพินทรนาถ ฐากูร ก่อตั้ง แถมทุนรอนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็มาจากค่าตัวที่ท่านได้จากการบรรยายหนังสือเรื่องชาตินิยม

แซนเป็นศิลปินสาวรุ่นใหม่ที่กล้าทดลอง กล้าเรียนรู้ กล้าใช้ชีวิต ไดอารี่ของเธอบันทึกเรื่องราวของคนต่างที่ต่างถิ่นด้วยสีและลายเส้นที่อ่อนโยนสดใส สีที่เธอระบายนั้นเป็นสีธรรมชาติ ไม่ใช่สีที่มีองค์ประกอบของเคมีสมัยใหม่ นอกจากสีแล้ว เธอยังพยายามทดลองทำกระดาษเพื่อรองรับสีของเธอด้วยฝีมือเธอเอง อันเป็นความเอาใจใส่ที่หาได้ยากในโลกอุตสาหกรรมปัจจุบัน แซนยังซึมซับงานฝีมือของเบงกอลจากฝีมือชาวบ้านธรรมดาที่หัวใจใฝ่ศิลปะมาอย่างเต็มที่ ทั้งยังเคยเดินทางด้วยรถไฟไปถึงตอนใต้ของอินเดียเพื่อไปเรียนรู้กระบวนการทำหนังสือแบบงานฝีมือทั้งเล่มที่ Tara Books เธอเคยเขียนบันทึกไว้ก่อนไปเรียนที่อินเดียว่า “วันหนึ่งฉันนั่งใต้ต้นไทร ทบทวนความทรงจำของเช้าวันที่น้ำเต็มปริ่มริมคลองอัมพวาหน้าบ้าน ฉันค่อยๆ หยิบพู่กันล้างสีน้ำมัน เทน้ำล้างพู่กันสีขุ่นๆ กับน้ำมันสนสีตุ่นค่อยๆ กระจายเป็นวงกว้างออกไป ฉันมองสายน้ำที่หล่อเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เกิดอย่างสลดใจ ฉันถามตัวเองว่านี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่กับสายน้ำที่เป็นเหมือนกับแม่ของตัวเอง...ที่เป็นเหมือนกับสายเลือดของตัวเอง ฉันมองที่มือของตัวเอง มือที่แพ้ง่ายแตกทุกนิ้ว บางนิ้วมีเลือดไหลซิบๆ เหตุจากการแพ้สารเคมีในสีและน้ำมันสน...ฉันสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่’ หลายปีแล้วหลังจากเรียนจบที่ฉันหันหลังให้กับแคนวาสและสีน้ำมัน”

©ภาพวาดการเรียนรู้ในศานตินิเกตันจากเล่มชาตินิยม

แต่กว่าแซนจะตัดสินใจไปเรียนรู้ชีวิตและศิลปะในอินเดียนั้น เธอก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างทางเลือกชีวิตด้านหนึ่งคือการใช้ชีวิตตามแบบแผน อันเริ่มจากการสอบบรรจุรับราชการ ทำงาน เก็บเงิน ซื้อรถ ซื้อบ้าน ไปเรื่อยๆ แซนคิดว่าจะดำเนินไปแบบนี้ได้จนถึงวัยเกษียณหรือไม่ อีกด้านใจเธอก็ครุ่นคิดถึงมหาวิทยาลัยวิศวภารตี โรงเรียนใต้ร่มไม้ในเมืองศานตินิเกตัน เธอหยิบหนังสือกวีนิพนธ์ คีตาญชลี ของท่านรพินทรนาถมาพลิกไปมา อ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แล้วทันใดก็ตัดสินใจเก็บกระเป๋าเดินทางไปศานตินิเกตันทันที

มหาวิทยาลัยวิศวภารตีนั้น มีลักษณะที่สอดคล้องกับทัศนะของท่านรพินทรนาถ ที่ไม่เชื่อเรื่องกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของโรงเรียนแบบตะวันตก ในวัยเยาว์ท่านถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนที่อังกฤษ การเรียนในระบบเป็นประสบการณ์ที่ขมขื่นสำหรับท่าน เมื่อท่านเรียนต่อใน University College London ท่านก็ต้องเลิกเรียนกลางคันอีก แต่ท่านจดจำการเรียนรู้ตามอัธยาศัยในครอบครัวท่านท่ามกลางธรรมชาติและศิลปะได้เสมอ ท่านจึงเชื่อในเรื่องอิสรภาพทางการศึกษาว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเลือกที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถได้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนต้องมีอิสรภาพแม้อยู่ภายในโรงเรียน

©มหาวิทยาลัยวิศวภารตี​

ปัจจุบันภายในมหาวิทยาลัยวิศวภารตีร่มรื่นด้วยต้นไม้ โดยมีสภาพแวดล้อมเป็นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิด เช่น สุนัข ลิง กระรอก ลักษณะอาคารและการตกแต่งลวดลายบนผนังอาคารกลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบอาคาร อาคารเรียนวาดลายบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ภาควิชาของแต่ละอาคาร บริเวณด้านหน้าอาคารเรียนตกแต่งด้วยผลงานชิ้นใหญ่ตามชนิดภาควิชาที่อาคารนั้นจัดการสอน ส่วนอาคารที่พักนักศึกษาตกแต่งพื้นผนังด้วยสีดำ วาดลายต้นไม้ให้กลมกลืนไปกับบรรดาต้นไม้รายรอบ การเรียนระดับก่อนมหาวิทยาลัยจะเป็นการนั่งล้อมวงใต้ต้นไม้ นั่งได้ไม่เกิน 30 คน ระดับมหาวิทยาลัยจะเรียนในห้องที่มีจิตรกรรมฝาผนัง ผู้เรียนผู้สอนประชุมกันใต้ต้นไม้เป็นปกติ พบเห็นได้ตลอด แต่ละภาควิชามีจำนวนนักศึกษาน้อยมาก เช่น ภาควิชาสิ่งทอมีนักศึกษาเพียง 6 คน ภาควิชาจิตรกรรมมีนักศึกษา 14 คน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2561) นักศึกษาในที่นี้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศิษย์เก่าคนไทยที่สำคัญมากของที่นี่คือเฟื้อ หริพิทักษ์ ศิลปินแห่งชาติ นักศึกษาที่นี่ส่วนใหญ่เดินทางด้วยการปั่นจักรยาน รองลงมาคือจักรยานยนต์ และเดิน ส่วนพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ชุมชน มีร้านขายของชำเล็กๆ ของชาวบ้านที่มีบ้านอยู่แถวนี้ มีซอยร้านขายของที่ระลึกสำหรับแขกที่มาเยือนมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ข้างถนนก่อนเลี้ยวเข้าสู่มหาวิทยาลัย และมีตลาดนัดยามเย็นสำหรับขายสินค้าทำมือโดยชาวบ้านศานตินิเกตัน ถือเป็นนโยบายช่วยเหลือเศรษฐกิจภายในชุมชน ในตลาดยังมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองและการเต้นพื้นเมือง

ในมหาวิทยาลัยที่มีบรรยากาศแห่งธรรมชาติและความหลากหลายนี้เอง แซนได้วาดและลงสีภาพประกอบหนังสือชาตินิยม ที่ข้ามพ้นการแบ่งด้วยชาติมาให้ และยังออกแบบปกที่แสดงถึงความผสานสอดคล้องของสิ่งที่แตกต่าง ผ้าป่านซึ่งแสดงถึงตะวันออกและผ้ายีนส์ซึ่งแสดงถึงตะวันตก ถูกนำมาเย็บไว้ด้วยกันให้กลายเป็นทัศนียภาพเดียวกัน บัดนี้แซนกลับมาที่เมืองไทยแล้ว พร้อมกับผลงานหนังสือ A Journey of Natural Colours from Thailand to India ที่บ่งบอกการเรียนรู้และแรงบันดาลใจของเธอเอง และพร้อมสำหรับงานสร้างสรรค์ รวมถึงจัดเวิร์คช็อปสำหรับการเรียนรู้ศิลปะต่อไป

©Akson

 “ฟังเขาให้มาก”
กรณีที่ได้นำเสนอไปนั้น คงยากที่จะสรุปเป็นสูตรสำเร็จหรือเป็นโมเดลให้ไปใช้ต่อ แต่ลักษณะที่เราสัมผัสได้คือความมีชีวิตและชีวิตที่งอกเงยอย่างเป็นมนุษย์ ที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นและไม่มีที่สิ้นสุด พลังแห่งมนุษย์นี้เป็นอย่างที่ปราชญ์ชาวญี่ปุ่นโอคะคุระ คะคุโซ (Okakura Kakuzo) กล่าวว่า “เขาเป็นมนุษย์เมื่อยกระดับขึ้นเหนือความจำเป็นขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติ เขาเข้าสู่อาณาจักรแห่งศิลปะเมื่อสามารถรับรู้คุณค่าอันละเมียดละไมในสิ่งที่ดูไร้ค่า” (3)

แล้วในบรรยากาศของการศึกษาที่การขับเคี่ยวแข่งขันรุนแรงมากขึ้น เราจะทำสิ่งใดให้คนรุ่นต่อไปได้เล่า บางทีการที่เราคิดเป็นระบบแทนเขา อาจจะทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้นไปอีก ไม่ต่างจากระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ผมนึกถึงครั้งเมื่อนักการศึกษาปาสิ ซาห์ลเบิร์ก (Pasi Sahlberg) จากประเทศฟินแลนด์ที่เป็นต้นแบบการปฏิรูปการศึกษามาบรรยายที่จุฬาฯ (4) เมื่อถูกถามว่าถ้าท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ท่านจะทำอะไร เขาตอบว่าเขาจะเริ่มต้นจากการลงไปคุยกับทุกคน เช่นเดียวกัน เมื่อต้องพูดถึงคนรุ่นใหม่ ปัญญาชนสยามและครูของผม สุลักษณ์ ศิวรักษ์ บอกว่า “เราต้องฟังเขาให้มาก”CT

©Unsplash/Ian Schneider

1 ตัดตอนจากบทความชื่อ “ข้อคิดเรื่องอุดมศึกษา” ตีพิมพ์ในหนังสือ อุโฆษสาร พ.ศ. 2514-2515 อภิปรายเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 ที่ A.U.A. Language Center เผยแพร่อีกครั้งใน FB: ASSUMPTION ARCHIVE
2 คำกล่าวของ ศ.ดร. เจตนา นาควัชระ
3 จากหนังสือ The Book of Tea ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1906
4 openworlds book talk เรื่อง "Finnish Lessons 2.0 บทเรียนการปฏิรูปการศึกษาจากฟินแลนด์" บ่ายวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
6 ร่วมเขียนและค้นข้อมูลโดยสรัลดา เซียศิริวัฒนา บัณฑิตสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และมารวย มนตรี นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เรื่อง : ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย (5,6)