image

Business & Industrial

กลุ่มสาธารณะ : เมื่องานสาธารณะคือหน้าที่ส่วนบุคคล

Published Date : 4 ก.ค. 2561

Resource : Creative Thailand

435

ลองจินตนาการถึงบ้านเมืองและสังคมที่ผู้คนใส่ใจและให้ความสำคัญกับงานสาธาณะโดยไม่เกี่ยงงอน คิดถึงการดูแลรักษาความสะอาดและความสวยงามที่กินอาณาบริเวณมากกว่าแค่ภายในรั้วบ้าน แต่คือพื้นที่หน้าบ้าน พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ออกไป หรือลองมองให้ต่างบนความจริงที่ว่า เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบใหญ่ และงานใดๆ ที่เป็นงานสาธารณะ ก็คือหน้าที่รับผิดชอบของเราทุกคน
 

“กลุ่มสาธารณะ” ที่ประกอบด้วย ศา - ศานนท์ หวังสร้างบุญ เต - เตชิต จิโรภาสโกศล ตวง - ภัทรมน สุขประเสริฐ เนย - สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล และ ฮิน - ฐากูร ลีลาวาปะ คือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ต่างแบ็กกราวน์ ต่างความคิด แต่ทุกๆ คนกลับเชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งเดียวกัน นั่นคือ งานสาธารณะต้องเป็นเรื่องของเราทุกคนที่ไม่อาจมองข้ามหรือเพิกเฉยได้ การลุกขึ้นมาตั้งใจมองให้เห็นถึงต้นตอของปัญหา ระดมสมอง เงินทุน ตลอดจนพละกำลังที่มี เพื่อค้นหาวิธีแก้ไขและคลี่คลายประเด็นปัญหาสาธารณะมากมายของกลุ่ม ไม่เพียงบอกให้เรารู้ว่าการทำความดีไม่ได้มีจุดคุ้มทุนที่ความคุ้มค่าของผลตอบแทน แต่คือการได้เห็นคนใหม่ๆ ในสังคมที่ไม่วางเฉยกับเรื่องสาธารณะว่าเป็นเพียง “เรื่องของคนอื่น” มากยิ่งขึ้น 

กลุ่มสาธารณะมีวิธีทำงานอย่างไรบ้าง
ศานนท์ : จริงๆ เรามีหลายทีมครับ แต่ที่มาวันนี้จะเป็นทีมกลางซึ่งทำงานในส่วนของคอนเทนต์สำหรับสื่อและกระบวนการมีส่วนร่วมกับ Stakeholder (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ)  ซึ่งจริงๆ แล้วงานของทุกทีมก็จะผลิตคอนเทนต์และทำเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมเหมือนกัน แต่เจาะประเด็นเฉพาะ เช่น Mayday* จะทำเรื่องระบบขนส่ง ก็ต้องไปทำงานกระบวนการมีส่วนร่วมกับเขา กับประชาชน หรือว่าถ้าทำงานท่องเที่ยว ก็ต้องไปทำงานกับชุมชน 

แปลว่าทุกคนทำงานเพื่อซัพพอร์ทกลุ่มงานต่างๆ อีกทีหนึ่ง
ศานนท์ : คุณเนยกับคุณตวงจะทำคอนเทนต์ อย่างคุณฮิน ผม และคุณเต ก็จะทำเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมกับคน กับชุมชน กับ Stakeholder ซึ่งก็แล้วแต่ว่า Stakeholder จะเป็นประเด็นไหน แล้วก็จะมีทีมโปรดักชันที่จะทำงานด้วย สมมติว่าต้องผลิตงานกราฟิก ถ่ายภาพ หรือวิดีโอ ส่วนนี้ก็จะอยู่ในทีมแต่ละทีมเป็นเฉพาะด้านไปเลย เช่น ทีม Trawell* ทีม Mayday ทีม CROSSs** หรือทีม Once Again Hostel**** ก็จะมีทีมโปรดักชันของตัวเอง

*Mayday กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางในเมืองกรุงด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้เข้าใจง่าย และใช้งานได้จริง

**Trawell บริษัทแนะนำและพัฒนาการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจากแนวคิดการนำศักยภาพของการท่องเที่ยวมาผสมกับโอกาสในการพัฒนาเมือง เพื่อปรับเปลี่ยนชุมชนที่กำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต่อยอดจากของดีในชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีขึ้น

***CROSSs กลุ่มสถาปนิกรุ่นใหม่ มุ่งหวังที่จะผลักดันงานพัฒนา ผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทางกายภาพและสังคม

****Once Again Hostel โฮสเทลกลางย่านเก่าของกรุงเทพฯ ที่มีคอนเซ็ปต์ Where your stays better a city ด้วยการดึงชุมชนมามีส่วนร่วมในการจ้างงานและช่วยพัฒนาชุมชนไปพร้อมกับเมือง

ดูเหมือนว่าทางกลุ่มจะให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมค่อนข้างมาก
เต : จริงๆ บางทีภาครัฐหรือว่านายทุนที่เขามาสนับสนุนก็ไม่ได้มีโจทย์ตายตัวว่าอยากจะได้ออกมาเป็นอะไร เพราะสุดท้ายเวลาไปลงมือทำกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ มันก็จะรู้ได้เองว่าควรจะออกมาเป็นอะไร หรือเป็นโปรเจ็กต์แบบไหน สิ่งที่เราทำจึงเป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ลงไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจปัญหา แล้วเอาก้อนปัญหานั้นมาผ่านกระบวนการออกแบบ จากนั้นค่อยเอาไปนำเสนอกับนายทุนอีกที เพราะสุดท้ายหนทางจัดการมันมักจะไม่ได้มีแบบเดียว

ศานนท์ : คือเหมือนทุกคนที่มาจะมีเป้าใหญ่เหมือนกัน คือเรื่องของการพัฒนาเมืองที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของคน เห็นคนเป็นที่ตั้ง คือหลวมๆ แล้ว เราเห็นเหมือนกัน แต่พอลงมือทำจริงๆ แต่ละคนก็จะมีความชำนาญต่างกัน อย่างคุณฮินก็จะเป็นสถาปนิก คุณเนยกับคุณตวงทำงานเกี่ยวกับสื่อมาก่อน คุณเตก็จะทำเรื่องออกแบบ นอกจากนี้ยังมีทีมอื่นๆ ที่มีแบ็กกราวด์ไม่เหมือนกัน มีน้องที่ชอบเรื่องขนส่งมาก รู้จักรถเมล์ทุกสาย เราก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขามีกับสิ่งที่ทีมมีมันสามารถสร้างอะไรได้ แล้วค่อยมาแตกไป อย่างตอนผมมาเริ่มทำโฮสเทลที่นี่ (Once Again Hostel) มันก็เกี่ยวกับการท่องเที่ยว แล้วพอได้ทีมเพิ่มอีก ก็เลยตั้งเป็นบริษัทเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนและร้านค้าต่างๆ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จากนั้นก็ขยายตั้งอีกบริษัทขึ้นมา แล้วก็เริ่มทำ เริ่มโปรโมตของดีในชุมชน แถวนี้มีร้านค้าอะไรที่เป็นตำนาน มีอะไรอร่อย ก็เริ่มขยายขึ้น แล้วก็จะมีงานที่ลึกกว่านั้น เป็นงานเชิงโครงสร้างเลย เช่น ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องสุขภาพ ทำให้เราไม่สามารถทำแค่ปัญหาผิวๆ ในระดับท่องเที่ยวได้แล้ว แต่ต้องกระจายไปในมิติอื่นๆ ซึ่งตรงนี้ เราอาจจะทำเอง หรืออาจจะชวนคนรู้จักอื่นๆ ที่เก่งอยู่แล้วมาช่วยก็ได้

©facebook.com/onceagainhostel
 

ถ้าย้อนไปตั้งแต่โจทย์ตั้งต้น อะไรคือโจทย์แรกที่ทางกลุ่มคิดว่าต้องแก้ไขก่อน 
เต : ผมรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของ Ignorance (การเพิกเฉย) คือมันต้องมีการสร้าง Awareness (การรับรู้) ฉะนั้นสิ่งที่มันต้องเริ่มสำหรับผมก็คือ ก่อนที่จะลงมือทำอะไร คุณต้องรู้ก่อนว่า มันมีปัญหานี้อยู่ในเมือง มันมีเรื่องแบบนี้อยู่ แค่หลายปัญหามันไม่ถูกค้นพบหรือไม่ถูกพูดถึง แล้วเขาก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ เขาสามารถทำอะไรได้ สามารถมีส่วนร่วมอะไรได้ หรือว่าเมืองมันมีมิติอื่นๆ ที่ต้องเคลื่อนไหวไปพร้อมๆกัน ผมเลยคิดว่าเรื่อง Awareness เป็นเรื่องสำคัญ ข้อดีของการทำงานเมืองก็คือ ไม่ว่าคุณจะจับใครมาโยน ไม่ว่าจะมีทักษะอะไร คุณจะเป็นนักบัญชี นักกฎหมาย สถาปนิก ผู้ประกอบการ หรือหมอ ทุกทักษะมีประโยชน์หมดเลย เพราะว่าพื้นที่ในการแก้ปัญหามันกว้างมาก แต่สำคัญคือคุณต้องรู้ว่าปัญหามันมีอยู่

หมายถึงการสร้าง Awareness เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของคนใช่ไหม
เต : ใช่ครับ ในเชิงนักออกแบบการสื่อสาร ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ทำได้ พอเขารับรู้ เราก็จะสื่อสารในส่วนอื่นๆ ต่อ เช่น มีกิจกรรมอะไร เข้าหาได้อย่างไร อย่างตรงนี้มันมีพื้นที่ เราก็ต้องการให้คนรับรู้ว่าประเด็นปัญหาคืออะไร ที่นี่มีอะไรบ้าง แล้วจะเข้าหาอย่างไร

ศานนท์ : จริงๆ วิสัยของกลุ่มเราไม่ได้เป็นคนแก้ปัญหาโดยตรง แต่เราอยากจะให้คนทั้งเมืองรู้สึกเป็นเจ้าของอะไรที่เป็นสาธารณะด้วย บางทีเขาก็จะคิดว่าประเด็นนี้มีคนทำอยู่แล้ว หรือเป็นหน้าที่รัฐ แต่ในมุมเรา ถ้าเราทำอะไรได้ก่อน เราอยากจะกระตุ้นให้ทุกคน “ไปทำสิ” เพราะจริงๆ แล้วคนกับเมืองมันสัมพันธ์กัน แต่ว่าเราดันมีภาพว่ามันมีอำนาจบางอย่างที่มากั้น แล้วทำให้สิ่งที่เป็นสาธารณะ หรือสิ่งที่มากกว่าตัวเองกลายเป็นเรื่องของคนอื่น แต่สิ่งที่เราทำ หรือเวลาที่เราชวนคิด เราคิดอะไรที่เริ่มจากเล็กๆ ก่อน แล้วมันก็จะเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่น คิดถึงบ้านตัวเองก่อน บ้านพี่น้องล่ะ ชุมชนล่ะ ย่านนี้ล่ะ แล้วเมืองล่ะ มันก็จะเริ่มใหญ่ขึ้นไป ไม่ใช่ว่าพออะไรที่มันมากกว่าตัวเรา กลายเป็นว่าเราไม่สนใจเลย

แล้วเราต้องทำอย่างไรให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองเชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็นสาธารณะ
ศานนท์ : อย่างโครงการแรกที่เราได้เจอคนเยอะมากๆ คือตอนป้อมมหากาฬ ที่น่าจะสะท้อนทัศนคติของคนได้ชัดว่า เขาไม่ได้รู้สึกเกี่ยวข้องกับชุมชนที่อยู่หลังกำแพงนี้เท่าไหร่ เพราะดูเป็นเรื่องของสาธารณะที่มันมี authority บางอย่าง ทำให้เขารู้สึกตัดขาดกับสิ่งอื่นๆ แล้วถูกทับด้วยกฎหมายอีกชั้นหนึ่งว่าชุมชนนี้เป็นชุมชนผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่เราเข้าไปแล้วเรารู้สึกคือ หนึ่งเขาไม่ได้ผิดกฎหมายมาตั้งแต่วันแรก เขามาก่อน สองคือถ้าเราคิดถึงความเชื่อมโยงของชุมชนป้อมฯ กับชุมชนพระนคร เราจะรู้ได้ว่าชุมชนมีประวัติศาสตร์ มีการก่อร่างสร้างบ้าน คือเราจะรู้สึกเชื่อมโยง และเราก็อยากจะเชื่อมโยงให้กับทุกๆ คนด้วย อันนี้น่าจะเป็นโปรเจ็กต์แรกที่เราทำ

เต: คือเราอาจจะเคยผ่านพื้นที่หนึ่งๆ แต่คุณรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ที่ของเรา ทั้งๆ ที่มันเป็นเมืองของคุณ หรือเราอาจจะเป็นเจ้าของย่านนี้ แต่รู้สึกมันวุ่นวาย ก็อาจจะถอยออกมา ขอเป็นแค่เจ้าของหมู่บ้านนี้แล้วกัน จากนั้นก็รู้สึกวุ่นวายอีก งั้นก็เป็นแค่เจ้าของบ้านตัวเองแล้วกัน และคุณก็รู้สึกอีกว่าทำไมแม่วุ่นวายจัง งั้นเป็นเจ้าของแค่ห้องตัวเองแล้วกัน ไม่สื่อสารกับใคร ติดต่อเอาแค่ในอินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่โลกจริงๆ มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด สุดท้ายผมก็ยังรู้สึกว่ามนุษย์ต้องติดต่อสื่อสารกันด้วยการพบปะ พูดคุย และเจอกันมากกว่า นั่นคือสิ่งที่เราอยากสร้างให้ทุกคนออกมามีส่วนร่วม

หลังจากเหตุการณ์ป้อมมหากาฬ เราต่อยอดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างไร
ฮิน : ตอนที่เราไปร่วมทำ ไปร่วมใช้ชีวิต ไปร่วมรับรู้ ไปร่วมรู้สึกกับเขา ไปร่วมทานอาหาร ไปร่วมส่งสายตาให้กำลังใจกัน ผมว่าตอนนั้นสิ่งที่เราได้คือชุดความรู้ที่เราจะพยายามไม่ให้เกิดแบบนี้ซ้ำอีก และนำไปต่อยอดกับพื้นที่อื่นๆ ได้ เหมือนเราได้แสดงกับสังคมว่ามันมีกลุ่มคนแบบนี้ ที่มีการรวมตัวกันเพื่อทำอะไรบางสิ่งให้ชุมชนของเขาดีขึ้น 

เต : ประเด็นป้อมมหากาฬมันค่อนข้างจะเป็นประเด็นร้อน แล้วมีคนที่อยากจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเยอะ แต่เราเป็นเหมือนแค่อาสาของภาควิชาชีพ แล้วก็เป็นคนรุ่นใหม่ เราก็จะมีวิธีที่จะทำในแบบของเรา พยายามจะหาสิ่งที่เราพอทำได้ หรือสิ่งที่เราทำได้ดี

ศานนท์ : เวลาเราลงไปเจอกับอะไรแบบนี้ เราก็ค่อนข้างหมดหวังนะ คือเราเห็นปัญหาอะไรเยอะ แต่ในขณะนั้นเราก็มองมันเป็นความท้าทายด้วย เราก็มาดูว่า คนแบบเราทำส่วนไหนได้บ้าง ก็เลยออกมาเป็นเหมือนที่เล่าให้ฟัง คือจะมีงานที่เราอยากจะทำสื่อ เพื่อเชื่อมโยงคนอื่นให้เขาเข้าไปถึงที่นั่นได้ด้วย เราต้องการกระบวนการที่คนกลางสามารถดึงคนมามีส่วนร่วม มาศึกษาได้ เพื่อให้เขาเข้าใจและเห็นว่าเรื่องนี้มันสำคัญอย่างไร 

แสดงว่าเราทำหน้าที่เป็นคนกลางที่คอยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคมใช่ไหม
ตวง : เราไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เราทำมันคือสิ่งที่ถูกอย่างเดียว แต่เราอาจจะหยิบแง่มุมที่พวกเราเชื่อว่าคนตัวเล็กตัวน้อยก็สำคัญ และพยายามเปิดพื้นที่ให้ใครๆ ก็สามารถเข้ามาทำอะไรๆ หรือเริ่มเห็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ได้ หรือช่วยผลักดันให้มันเกิดขึ้นมาได้ด้วย

ศานนท์ : ถึงแม้เราจะเป็นเจ้าของโปรเจ็กต์ แต่เราก็จะไปชวนคนอื่นอยู่ดี คือด้วยความที่ หนึ่งเราไม่ได้มีความเชี่ยวชาญจนแบบเก่งที่สุดในประเทศนี้ ที่เรามีก็คือแรงในการลงไปในพื้นที่ต่างๆ แล้วเราเห็น เสร็จแล้วเราแค่บอกออกมา ว่าตรงนี้ต้องการอะไรแบบนี้ แล้วเราก็จะชวนคนที่น่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มามากกว่า

เต : คำว่า “ถูกต้อง” ผมว่ามันน่ากลัวนิดหนึ่ง เวลาที่เราทำงานกับปัญหาที่มันยากแล้วเราไปเชื่อว่าเราจัดการมันได้ พอเราเชื่อว่าจัดการมันได้ เราจะตั้งตัวเองเป็น Organizer เป็น Founder เป็น Head of Project เป็น Owner แต่สุดท้ายเราทำไปด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา เราจะรู้สึกเลยว่าปัญหาที่เราเห็นว่ามันง่ายๆ อาจจะเป็นแค่เรื่องฟุตบาท เรื่องถังขยะ พอเอาจริงๆ มันมีรากที่ลึกมาก สุดท้ายเราก็ต้องชวนคนอื่นมาขุดรากถอนโคนให้มันออกมา แล้วเวลาชวน เราชวนว่าทุกคนมาช่วยเราหน่อยไม่ได้หรอก เราต้องบอกว่าทุกคนมาช่วยแก้ปัญหาของทุกคนกันเถอะ

แล้วอะไรคือตัวชี้วัดความสำเร็จในการลงมือทำแต่ละโปรเจ็กต์
ศานนท์ : หนึ่งคือเราวัดจากจำนวนคนที่มีส่วนร่วมในโปรเจ็กต์ต่างๆ สองคือวัดความสำเร็จของโปรเจ็กต์เองด้วย ถึงบางงานคนมีส่วนร่วมเยอะมาก แต่มันไม่เกิดเลย มันก็คงไม่สำเร็จ แต่เราเชื่อว่า จำนวนคนมีส่วนร่วมมันจะเป็นเชื้อที่เดินต่อได้ ทุกๆ ครั้งเราจะวัดว่ามีคนมาเข้าร่วมเท่าไหร่ เช่น ตอนทำ Mayday โปรเจ็กต์นั้นมีป้ายรถเมล์ขึ้นมาจริงๆ แต่ละป้ายคนมีส่วนร่วมเยอะแค่ไหน รัฐบาลเรียนรู้อะไรจากกระบวนการมีส่วนร่วมรึเปล่า หรือว่าเขาเห็นภาพว่ากระบวนการมีส่วนร่วมนี้มันดีอย่างไร นั่นคือสิ่งชี้วัดของเรา

©facebook.com/maydaySATARANA
 

ส่วนใหญ่คนที่มามีส่วนร่วมกับเราเป็นใคร 
เนย : ถ้าที่เคยทำมาจะมีหลากหลายกลุ่ม แต่ว่าทุกคนมีจุดร่วมเดียวกัน เช่น รักเด็ก หรืออยากทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม ถ้าย้อนกลับไปที่ Mayday ก็จะพบว่าไม่ได้มีแค่ดีไซเนอร์ที่สนใจงานออกแบบป้ายเท่านั้น แต่ก็มีคนที่ไม่ได้ใช้รถเมล์ด้วยซ้ำที่เข้ามาช่วย เพราะเขาอยากทำให้มันดีขึ้น อยากให้เมืองนี้ดีขึ้น และหวังว่าถ้าวันหนึ่งมันดี เขาอาจจะขึ้นรถเมล์ง่ายขึ้น

ศานนท์ : อย่าง Trawell ที่จัดทัวร์ เราคิดว่าอาจจะเจอแค่คนชอบเที่ยว แต่พอเข้ามา แล้วเราพาไปเจออะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่ามีแบบนี้ด้วยเหรอ เขาลำบากแบบนั้นเลยเหรอ มันก็กลายเป็นว่าได้เรียนรู้ไปด้วย เขาก็อาจจะกลับไปด้วยทัศนคติอีกแบบหนึ่ง

เนย : นอกเหนือจากที่เราไปหาเขา บางทีก็อยากจะมีคนที่ทำอะไรดีๆ เข้ามาหาเราเหมือนกัน เช่น มีบริษัทที่อยากทำ CSR แล้วเกิดเบื่อปลูกป่า เบื่อทำฝาย เขาก็มามองว่าในชุมชน ในเมืองมีอะไรทำบ้าง แล้วก็มาดีไซน์กิจกรรมลงพื้นที่ด้วยกัน

เว็บไซต์ trawellthailand.com
 

คุณคิดว่าคนที่ทำงานเพื่อสังคมได้ จะต้องมีความเชื่อมั่นในมนุษย์ก่อนหรือเปล่า 
ศานนท์  : ผมว่าลึกๆ ทีมคงเชื่อกันแบบนั้น เราเชื่อในมนุษย์มาก ถ้าเรามองแค่ผิวเผินเราอาจจะมองเห็นแค่คนติดยา แต่ถ้าเราเชื่อว่าคนไม่ได้อยากติดยา แต่ด้วยประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้เขากลายเป็นคนไม่ดีในมุมมองคนอื่น หรือโครงสร้างทางสังคมต่างหากที่ทำให้เขาจน เรารู้สึกว่าการทำอะไรแบบนี้มันต้อง Empower (ช่วยให้ทำได้) เขา แต่ต้อง Empower เราก่อนด้วย แล้วก็ชวนกันมา Empower สังคม เปลี่ยนโครงสร้างเท่าที่ทำได้

เต : ผมว่าถ้าคนเรามีชอยส์ให้เลือกได้ เขาคงจะเลือกไปในทางที่ไปต่อได้เรื่อยๆ แต่ปัญหาคือเมื่อชอยส์มันน้อย หรือไม่มีทางไหนเลย เขาก็ต้องเลือกเท่าที่มี ผมไม่รู้หรอกว่าการที่เราชวนคนมาทำนู่นทำนี่ มันเป็นชอยส์ที่ดีรึเปล่า แต่อย่างน้อยก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เรารู้สึกว่าทำมันแล้วสนุก มีรอยยิ้ม มีพลังงานแลกเปลี่ยนกัน

ความท้าทายที่สุดในการทำงานสาธารณะคืออะไร
ฮิน : คือการที่เราบอกว่าน้ำใจของเรามีมูลค่า เพราะทุกสิ่งที่เราทำมันมีต้นทุน สิ่งที่ยากสำหรับผม ก็คือการบอกที่บ้านว่ากำลังทำอะไรอยู่ อันนี้แหละยากที่สุดแล้ว เพราะสิ่งที่ยากที่สุดในงานสาธารณะก็คือการที่จะแปลงน้ำใจให้เป็นกายภาพจับต้องได้

ตวง : มันคือการที่เราไม่รู้ว่าโซลูชันที่เราพยายามจะเสนอหรือทำไป มันจะเวิร์กจริงๆ ใช่ไหม โดยเฉพาะกับพื้นที่ที่เขามีปัญหา ก็เลยรู้สึกว่าวิธีที่มีอาจจะใช้ได้ส่วนหนึ่ง แต่เราก็ต้องใจกว้างพอที่จะเปิดรับ เวลาทำอะไร เราต้องไม่มีคำตอบถูกผิดไป เพราะเราไม่รู้ว่าคำตอบของเราถูกแน่ๆ รึเปล่า

เนย : เพราะว่าการทำงานสาธารณะคือเรื่องของทุกคน ไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว อย่างตอนที่ทำ Mayday มันมีข้อจำกัดเยอะมาก โดนคนด่าว่าทำไมไม่เปลี่ยนเป็นป้ายดิจิทัล ทำแบบนู้นได้แล้ว หรือว่าทำไมเกะกะ ใหญ่ ขวางทางเท้า ซึ่งเราก็จะถือเป็นโอกาสดีที่เราได้ไปเรียนรู้ว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง แต่ละหน่วยงานมีข้อจำกัดอะไรบ้าง และมันยากมากที่จะต้องตอบโจทย์ทุกคน ตอนนี้ก็ทำได้แค่ทำไปทีละนิดๆ ซึ่งก็คิดเหมือนกันว่าถ้ามันเปลี่ยนได้เลยแบบที่ใจเราอยากให้เป็น มันก็อาจจะไม่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดก็ได้ ก็ควรจะต้องยากแบบนี้แหละ ถึงจะแฟร์กับทุกๆ ฝ่าย ให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นกันไป

ศานนท์ : ผมคิดว่าการทำงานสาธารณะ คือการยอมรับว่ากำลังทำอะไรเพื่อตัวเองด้วย อันนี้ยากที่สุด เพราะคนไทยมักจะคิดว่าการทำเพื่อสาธารณะคือการทำบุญ คือการให้โดยปราศจากการตอบแทน ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะการทำเพื่อสาธารณะ มันก็คือการทำเพื่อเราเองด้วย เพราะว่าเราเองก็อยู่ที่นี่ คือพอเราเริ่มรู้สึกเชื่อมโยงกับอะไรที่มันมากกว่าเรา มันแปลว่าเรากับสิ่งนั้นมันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ว่าในบริบทไทยมันยาก สมมติว่าเราทำเพื่อสังคม แล้วเรามาบอกว่าเรามีค่าตัวนะ มันจะเป็นอะไรที่คุยยากเลย พอพูดไปมันจะกลายเป็นว่าทำธุรกิจหรือเปล่า ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้ามองเหมือนสิงคโปร์ ค่าครองชีพของคนที่เป็นรัฐบาลหรือคนที่ทำเพื่อคนอื่น เขาได้มากกว่าคนที่ทำงานเอกชนด้วยซ้ำ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่า ผมเลยคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นชาเลนจ์ที่ยากที่สุด

คิดอย่างไรกับคนที่มองว่างานสาธารณะคืองานของภาครัฐ ไม่ใช่งานของตัวเอง
เต : อย่างที่บอกคือถ้าทุกคนมี Awareness เมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ ทุกคนต้องเป็นเจ้าของดูแล สังคมปัจจุบัน ระบบทุกอย่างมันถูกติดตั้งไว้ครบแล้วและขนาดเมืองมันใหญ่ขึ้นมาก ทำให้เราไปกำหนดตัวเองทันทีเลยว่าฉันจะเป็นอย่างนี้ ฉันจะทำแค่นี้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีพื้นที่ที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมและช่วยกันได้ ถ้าพูดตามตรงโครงสร้างเมืองตอนนี้มันใหญ่มาก การจะรอภาครัฐให้ลงดีเทลได้ทุกอย่างมันยาก

เนย : บางทีสิ่งที่รัฐทำก็อาจไม่ได้ตอบโจทย์กับสิ่งที่ประชาชนต้องการเสมอไป ถ้าเราอยากให้เมืองของตัวเองเป็นอย่างไร เราอาจไม่ต้องรอให้ภาครัฐทำอะไรให้ แต่เราสามารถสร้างนวัตกรรมบางอย่างเอาไปให้ภาครัฐลองใช้หรือว่านำเสนอกลับเข้าไปได้เหมือนกัน เรามองว่าเป็นอีกหนึ่งข้อเสนอที่อยากให้ทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันออกความคิดเห็นว่าอยากได้ด้วยรึเปล่า 

ศานนท์ : ผมคิดว่าต้องคิดกันแบบนี้ก่อน คือมันไม่มีสังคมอุดมคติที่มีผู้นำเดี่ยว แต่มันจะมีสังคมอุดมคติที่คนมาช่วยกัน พอเราลองทำอะไรที่มันมากกว่าตัวเองแล้วมันดีต่อสังคมจริงๆ ผมว่าหลายๆ คนก็เสพติดเหมือนกันนะ มันจะรู้สึกว่าเราทำได้ เราเปลี่ยนได้ แล้วมันเปลี่ยนมุมมอง มันจะฮึกเหิม ผมว่าเซนส์นี้แหละที่มันขาด

คิดว่าในอนาคตข้างหน้า งานของกลุ่มสาธารณะจะเป็นอย่างไรบ้าง
ฮิน : ผมอยากให้คนมี Awareness มากขึ้น เกิดการรวมตัวกันเอง สนใจในประเด็นถิ่นที่อยู่ของตัวเองมากขึ้น ลุกขึ้นมาส่งสัญญาณกันเองว่าเราเห็นเรื่องนี้อยู่นะ คือผมอยากเห็นทีมอเวนเจอร์สในโลกมากขึ้น อยากให้มองว่าใครทำอะไรอยู่ แล้วเราควรจะลุกขึ้นมาต่อสู้หรือโต้ตอบกับประเด็นเหล่านั้นยังไง

ศานนท์ : ถ้ามองเชิงกายภาพผมว่ามันคงมีไม่รู้จบ ผมเลยไม่ได้มีเป้าที่ชัด แต่ว่าถ้ามองในเชิงของการมามีส่วนร่วม อันนี้น่าจะเป็นเป้าที่สำคัญที่สุด อย่างผมเองเวลาขึ้นรถเมล์จะรู้สึกขอบคุณคนที่อยู่บนรถเมล์มากว่านี่คือคนที่ไม่เพิ่มปริมาณรถให้ถนน รู้สึกว่านี่คือคนที่มีจิตสาธารณะมากๆ ทั้งที่จริงๆ แล้ว การขึ้นรถเมล์คือสิ่งที่ทั่วไปมาก หรือคนที่เดือดร้อนกับการตัดต้นไม้ ผมว่ามันสุดยอดแล้ว ถ้าเรามีคนแบบนี้มากขึ้น ก็ยิ่งจะทำให้สังคมดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงไม่ใช่แค่ติอย่างเดียว ก็ต้องมาคิดสร้างสรรค์ด้วยว่าจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้นได้CT

Creative Ingredients:

ได้อะไรจากการทำงานสาธารณะ
เนย : ได้เรียนรู้ว่าทุกๆ คนมีปัญหา และมีข้อจำกัดของตัวเอง อยู่ที่ว่าเราจะหาโอกาสในการทำงานด้วยกันได้หรือเปล่านั่นเอง
ฮิน : ได้รู้ว่าการที่เราไม่ตัดสิน มันทำให้เราเห็นโอกาสมากขึ้น ให้เรามีโอกาสในการถาม หรือให้เขามีโอกาสในการเล่า แล้วก็ทำให้รู้จักเปิดใจยอมรับความล้มเหลว ว่าคือข้อดีที่เรานำไปต่อยอดกับที่อื่นๆ ได้ และเป็นข้อเรียนรู้สำหรับคนอื่นๆ ได้
ศานนท์ : การทำแบบนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้ว่าอย่าด่วนตัดสิน ได้รู้ว่าความง่าย บางครั้งมันก็ไม่ง่ายเหมือนกัน ได้เรียนรู้การเข้าถึงคนที่ลึกมากๆ ผมว่ามันเป็นเหมือนปริญญาเลยนะ ดีกว่าเรียนป.โทอีก 
เต : ทำงานตรงนี้มันทำให้ผมเกลียดตัวเองน้อยลง รู้สึกมีความหวัง ทั้งกับตัวเอง มีความหวังกับคนอื่น แล้วพอเราเริ่มเกลียดตัวเองน้อยลง เราก็มีความสามารถในการรักคนอื่นกลับคืนมา
ตวง : น่าจะเป็นความหลากหลาย พอเราได้เข้าใกล้สิ่งๆ นั้น เราก็ได้เห็นอะไรมากขึ้น แล้วก็มักจะพบว่าไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก ทำให้เรายอมรับอะไรได้กว้างขึ้น คิดอะไรรอบๆ ขึ้น

เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์  และ พฤฒ มิ่งศุภกุล ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์