image

Business & Industrial

ศิลปินควรปกป้องสิทธิ์งานดนตรีของตัวเองอย่างไร?

Published Date : 23 Sep 2020

Resource : TCDC CONNECT

1,854

ลิขสิทธิ์ เป็นคำที่หลายคนเห็นแล้วรู้สึกว่า เข้าใจยาก ซับซ้อน ไกลตัว แต่ความจริงแล้วลิขสิทธิ์เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด

ในแวดวงที่ผลิตผลงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมดนตรี สมัยก่อนเรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า เทปผี ซีดีเถื่อน การดาวน์โหลดไฟล์ MP3 มาแบบฟรี ๆ หรือหากเกิดการตั้งคำถามว่า ‘วงนี้ไปก็อปเพลงของวงนั้นมาหรือไม่’  ‘เพลงโฆษณาอันนี้ทำไมฟังดูคุ้นจัง ไปบิดโน้ตจากเพลงไหนมาหรือเปล่า’ เกิดขึ้น จะต้องมีเรื่องของลิขสิทธิ์ตามมาแน่นอน เพราะการกระทำเหล่านี้มีฝ่ายที่เป็นผู้เสียประโยชน์ ซึ่งก็คือฝ่ายผู้ริเริ่มสร้างผลงาน การทำเพลงออกมาแต่ละเพลงล้วนมีต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการประพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์ เครื่องดนตรี อุปกรณ์อัดเพลง ค่าไฟ ค่าเช่าห้องซ้อมจิปาถะ ทั้งหมดนี้ถือเป็นมูลค่า ไม่สมควรถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลอื่น

 
 
ดังนั้น ลิขสิทธิ์ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้สร้างงานดังกล่าวในหลายกรณี อย่างบางครั้งศิลปินไม่รู้ว่าการถูกทำซ้ำ อย่างการคัฟเวอร์ลง YouTube การนำไปเล่นสดตามร้านอาหาร หรือแม้แต่บันทึกการแสดงสด ที่พวกเขาคิดว่าเป็นช่องทางที่เพลงจะเข้าถึงคนทั่วไปและเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ลืมนึกไปว่า นั่นเป็นการกระทำที่ ‘ไม่ได้รับการยินยอมหรือขออนุญาต’ จากเจ้าตัว หรือต้นสังกัดที่มีข้อตกลงกับตัวศิลปินอยู่ จริง ๆ แล้วก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของพวกเขาเอง หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มักจะมีคลิปที่เป็นพวก THAI SUB แปลเนื้อเพลงจากภาษาต่าง ๆ ให้เป็นภาษาไทยถือว่าเข้าข่ายในกรณีนี้ ซึ่งไม่แปลกที่จะมีบทกฎหมาย และข้อกำหนดยิบย่อยออกมาทำให้เกิดความสับสน สร้างความไม่เข้าใจให้กับทั้งตัวผู้ฟัง หรือแม้แต่ตัวศิลปินเอง
 
ขออธิบายคร่าว ๆ ก่อนว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ในที่นี้ ครอบคลุมไปถึงเรื่องอะไรบ้าง โดยถ้าผู้อื่นนำเพลงของเจ้าของลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่นอกเหนือจากนี้จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
 
1. สิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลงผลงานของตัวเอง
2. สิทธิในการเผยแพร่ผลงานของตัวเองสู่สาธารณชน
3. สิทธิในการให้คนอื่นเช่าต้นฉบับหรือสำเนาของผลงานของตัวเอง
4. สิทธิในการยกผลประโยชน์ที่เกิดจากผลงานของตัวเองให้กับผู้อื่น
5. สิทธิในการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในข้อ 1, 2 และ 3 แทนตนเองได้
 
ส่วนนึงที่ศิลปินไม่ได้ฉุกคิดว่าตัวเองจะเสียผลประโยชน์ หรือคนที่ละเมิดอยู่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองทำผิดอะไร อาจเกิดจากวัฒนธรรม ‘ถ้อยทีถ้อยอาศัย’ ง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่เป็นไรเขาไม่รู้หรอก แต่มันเป็นเพราะเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกอย่างเข้าถึงง่ายขึ้น และในหลาย ๆ ครั้งก็เป็นการได้มาฟรี ๆ แบบที่เราไม่รู้ตัวว่ามันได้กระทบอุตสาหกรรมดนตรีในวงกว้างอย่างไรบ้าง
 
ในยุคก่อนที่ดนตรียังมีแต่การบรรเลงสด ต้องเดินทางเพื่อไปดูการแสดงถึงที่ ต่อมาก็มีเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการบันทึกเสียง เพื่อโปรโมตไปยังคลื่นวิทยุให้ศิลปินเป็นที่รู้จัก จนมีคนมาดูคอนเสิร์ตมากขึ้น แล้วคนก็เริ่มเล็งเห็นว่า ถ้าเรามีแผ่นเสียง เราก็สามารถฟังเพลงที่บ้านตัวเอง แถมจะฟังวนซ้ำหลาย ๆ รอบก็ได้ แต่บางทีเราก็ไม่ได้อยู่บ้านตลอดเวลา อยากพกเพลงไปเล่นได้ในทุกที่ ก็เกิดเป็นเทปคาสเซ็ตต์
 
เราเริ่มอัดเทปรวมเพลงที่ชอบแบ่งให้เพื่อนฟัง แต่ฟังไปฟังมาเทปก็ยืดยาน เลยเกิดมาเป็นซีดี ที่ก็มาพร้อมกับเครื่องเล่นพกพาสะดวก แต่สามารถไรต์เพลงแจกให้เพื่อนได้มากกว่าและเร็วกว่า จนเราเอาแผ่นไปเล่นในคอมพิวเตอร์ที่เราสามารถดึงไฟล์จากแผ่นมาฟังในเครื่องได้ แล้วเราก็โหลดไฟล์ลง thumb drive เอาไปให้เพื่อน แต่พอมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาเราแค่อัพโหลดไฟล์ขึ้นอีเมลส่งหากัน ไม่ก็แชร์ลงเว็บฝากไฟล์ โหลดบิต ลง YouTube แค่นี้เราก็ได้ฟังเพลงที่เราอยากจะฟังแล้ว แต่พอดีว่า YouTube เป็น video streaming ซึ่งถ้าคนที่อยากฟังเพลงอย่างเดียวก็ไม่อยากเสียเวลามานั่งสคิปโฆษณาหรือคลิปอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง music streaming เลยถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนรักเสียงเพลงโดยเฉพาะ
 

ผู้อ่านได้สังเกตเห็นตรงไหนใน timeline นี้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดหรือเปล่า?

การมาถึงของดิจิทัล ทำให้คนซื้อ physical platform กันน้อยลง เพราะด้วยระยะเวลาและวิธีการ ความสะดวกรวดเร็วกว่าหลายเท่าตัว เมื่อก่อนศิลปินสามารถวางแผนการตลาดได้จากยอดขายแผ่นเสียง เทป ซีดี ปัจจุบันต้องเปลี่ยนกลวิธีมาทำ online marketing ปล่อยเพลงเป็นซิงเกิ้ลแทนที่จะเป็นอัลบั้ม หรือเลือกดูยอดวิว และสถิติหลังบ้านว่าคนฟังที่เมืองไหนเยอะที่สุด จะได้วางแผนจัดคอนเสิร์ตเพื่อสร้างรายได้เพิ่มอีกทาง ซึ่งการมีอยู่ของสตรีมมิง และเทคโนโลยีการผลิตเพลงที่ไม่ต้องเข้าสตูดิโอจริงจัง แค่มีเครื่องดนตรี มีอุปกรณ์อัดที่บ้าน อยากรู้เทคนิคตรงไหนก็เข้าไปดูวิดิโอ tutorial ใน YouTube แค่นี้ก็ทำให้ในตลาดมีคนสามารถปล่อยเพลงขึ้นระบบได้มากมาย โดยไม่ต้องลงทุนเยอะ ทำให้การออกซิงเกิ้ลของศิลปินบางคน โปรดิวเซอร์ก็จะคำนึงแค่ว่า ทำยังไงก็ได้ให้เพลงนั้น ๆ น่าสนใจ หรือโดดเด่นพอที่จะจับความสนใจจากผู้ฟังในยุคที่โลกเรามีข้อมูลมากมายเกินกว่าจะรับรู้ได้หมดในคราวเดียว ซึ่งการที่เพลงนั้นได้รับความนิยมขึ้นมา ก็จะมีคนเอาไปคัฟเวอร์เป็นเวอร์ชันใหม่ ๆ เอาไปเล่นสดตามร้าน จากเดิมที่เจ้าของเพลงแทบจะไม่ได้รายได้จากการขาย physical แล้ว ยังต้องมาแย่งยอดวิวกับคนคัฟเวอร์ที่เผลอ ๆ ทำแล้วดังกว่าต้นฉบับอีก! และก็จะวนเป็นวงจรเช่นนี้ไม่จบสิ้น
 
ดังนั้นแล้วในหลาย ๆ ที่บนโลกเลือกจะปลูกฝังค่านิยมให้ช่วยกันสนับสนุนศิลปิน ด้วยการจ่ายเงินดาวน์โหลดไฟล์เพลงลิขสิทธิ์แท้ การระดมทุน (fundraising) ให้ลองฟังเดโม่ก่อน ถ้าชอบก็จ่ายเงินสนับสนุนให้เขาออกซิงเกิ้ลหรือทำอัลบั้ม ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเป็นที่ยอมรับกัน จนเมื่อมีผู้ให้บริการระบบสตรีมมิงเกิดขึ้น ก็ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของคอเพลงเปลี่ยนไปอีกครั้ง ผู้บริโภคมีความรู้สึกคุ้มค่ากับค่าบริการ streaming รายเดือน เพราะราคาที่ไม่สูงมาก ได้ฟังหลากหลายแนว หลากหลายศิลปิน โดยเป็นเพลงที่คมชัด ถูกลิขสิทธิ์ทั้งหมด คงจะดีกว่าการต้องเสียพื้นที่ในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ในการดาวน์โหลดไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่คุณภาพไฟล์อาจจะไม่ได้ดีมากนักมาเก็บไว้ 
 
เขียนมาถึงตรงนี้เราอาจสงสัยว่า streaming service เกี่ยวกับเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เรื่องอื่น ๆ ยังไง? อย่างเช่นการนำไปเผยแพร่ใน YouTube หรือ Facebook video หรือ social media platform อื่น ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต
 
ในช่วงล็อกดาวน์ COVID-19 ที่ผ่านมา เราอาจจะเคยเห็นดีเจมา live stream เปิดเพลงให้เราฟังกันสด ๆ แต่พอฟังไปได้สักพักก็ถูกตัดจบไปแบบดื้อ ๆ นี่คือส่วนหนึ่งในกระบวนการที่ช่วยรักษาสิทธิ์ให้กับเจ้าของเพลงที่อาจถูกนำไปเผยแพร่ หรือสร้าง engagement ในเชิงที่การทำกำไรได้อนาคต เพราะช่วงนี้ Facebook มีนโยบาย monetize เช่นเดียวกับสตรีมมิงอย่าง YouTube หรือ Twitch ที่เปลี่ยนยอดวิวมาเป็นเงินได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นระบบที่แจ้งให้ทราบว่า คุณกำลังใช้ลิขสิทธิ์เพลงของคนอื่นอยู่ในการเปิดเพลง โดยปกติถ้ามีปัญหานี้เกิดขึ้น เจ้าของลิขสิทธิ์เองสามารถแจ้ง distributor ให้เอาออกให้ได้
 
ด้วยธรรมชาติของเทคโนโลยีปัจจุบันที่เอื้อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง หรือสร้างเนื้อหาข้อมูลต่าง ๆ ได้เอง ผู้ให้บริการ  สตรีมมิงหลายเจ้าจำเป็นต้องมีการจำกัดสิทธิในการเอาเพลงขึ้นระบบ โดยต้องทำผ่าน ‘ตัวกลาง’ ที่ช่วยรวบรวมข้อมูล จัดการทำสัญญากับศิลปิน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายกับทุกฝ่าย และเพื่อให้การจัดการเรื่องลิขสิทธิ์และการจ่ายเงินส่วนแบ่งให้ศิลปินง่ายขึ้น
 
 
“ถ้าเป็นค่ายใหญ่อย่าง Universal, Warner, Sony Music เขามีระบบของเขาเองอยู่แล้ว แต่สำหรับค่ายเพลงเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีระบบเป็นของตัวเอง ไม่ได้มีแคตาล็อกมากพอที่จะดีลกับแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ก็ต้องผ่านตัวกลางอย่าง distributor เพราะระบบรองรับการเชื่อมต่อมีค่าใช้จ่ายสูง” 
 

ตัวแทนจาก Believe Digital อธิบายให้เราได้เห็นภาพ

ในที่นี้ Believe รับหน้าที่เป็นตัวกลางดังกล่าว คือ digital distributor ที่ช่วยศิลปิน หรือค่ายเพลงอิสระ นำเพลงขึ้นไปวางขายในช่องทางที่เป็นร้านค้าออนไลน์ หรือ streaming platform ทั้ง iTune , Apple Music,  Spotify, Joox, Tiktok, YouTube Music เรียกง่าย ๆ ว่าช่องทางใดก็ตามที่เพลงสามารถเผยแพร่ได้ ล้วนต้องมีค่าตอบแทนทั้งสิ้น
 
แต่ในกรณีของ distribution services จะทำหน้าที่คล้ายกับผู้จัดจำหน่ายเพลงในยุคก่อน คือนำเสนอเพลงให้กับร้านขายเทปซีดีเพื่อติดอันดับ ‘new release’ หรือทำโปรโมชันซึ่งช่วยในการเพิ่มยอดขายให้ศิลปินที่ตนดูแล แต่กับยุคดิจิทัล ผู้จัดจำหน่ายก็จะเสนอขายเพลงให้ไปอยู่ในแบนเนอร์โฆษณา playlist หรือ feature พิเศษที่แต่ละ streaming platforms มีไม่เหมือนกัน เพื่อให้คนฟังมองเห็น ทำให้มีโอกาสเข้าไปฟังเพลงเหล่านั้นได้มากที่สุด แม้ว่าทั้งสตรีมมิง หรือ digital distributor จะเป็นเรื่องใหม่ในไทย แต่ศิลปินอิสระและค่ายเพลงอิสระที่ไม่มีคนมาดูแลในเรื่องการโปรโมตให้ ก็ค่อย ๆ มีความเข้าใจมากขึ้น และค่อย ๆ ปรับตัวตามกลไกของตลาด
 
นอกจากนี้ distributor ก็มีบทบาทสำคัญในการเปิดโอกาสให้เพลงไทยอิสระได้มีพื้นที่ในตลาดดนตรีโลกมากขึ้น เพราะลำพังแนวเพลงที่ศิลปินบางกลุ่มเลือกทำ อาจไม่ได้ตอบโจทย์กับกลุ่มคนฟังในประเทศ แต่อาจเป็นที่สนใจกับคนฟังต่างประเทศมากกว่า
 
ภาพจาก : www.facebook.com/believemusic
 
 
 
VDO โดย Believe - #BePartOfIt
 
 “Believe มีทีมอยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นบางทีหลาย ๆ เคสที่ผ่านมา เราสามารถเอาเพลงของศิลปินไทยไปนำเสนอกับทีม Believe ที่อยู่ต่างประเทศได้ เช่น ญี่ปุ่น ถ้าเป็นปกติเขาอาจจะไปไม่ถึง อันนี้ก็ช่วยให้เขาไปได้ไกลกว่าเดิม”
 
หากศิลปินอิสระ หรือค่ายเพลงอิสระ สนใจจะนำเพลงขึ้น streaming platform สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ Believe Digital หรือผู้จัดจำหน่ายรายอื่น ๆ เพื่อช่วยจัดการเรื่องการจัดจำหน่ายช่องทางออนไลน์ได้ โดยศิลปินควรตรวจสอบเงื่อนไขของสัญญา ส่วนแบ่งในแต่ละบริษัทจะมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCT (www.mct.in.th) ทาง info@mct.in.th หรือโทรไปที่ 02-105-3705
 
อย่างไรก็ดี การพึ่งพา digital distributor ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถขยับขยายตลาดดนตรีไทยให้มีโอกาสในอุตสาหกรรมดนตรีโลกมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันศิลปินต้องเรียนรู้เรื่อง music marketing เพิ่มเติม เพราะปัจจุบันตลาดดนตรีไม่สามารถนำเสนอได้เพียงดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองกลุ่มเป้าหมายของตัวเองให้ออกเช่นกัน
 
 
“บางทีศิลปินอาจจะต้องมองตลาดของตัวเองให้ออก ว่าจะไปอยู่ที่ไหน บนแพลตฟอร์มอะไร อย่าง YOUNGOHM มีตลาดในไทย ก็จะเลือกจับที่ YouTube เพราะผู้ใช้หลักเป็นคนไทยเยอะ รายได้มันพุ่งกระฉูด แต่ก็มีศิลปินที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น อย่าง Valentina Ploy ยอดใน YouTube เขาไม่ได้เยอะ แต่ยอดในสตรีมมิงต่างประเทศเขาเยอะ ก็ต้องพาเขาไปให้ถูกที่ หรือเราเห็นทิศทางว่าศิลปินคนนี้โดดเด่นน่าสนใจ ถ้าอยู่บนสตรีมมิงไหนแล้วเขากำลังมา ก็สามารถคุยกับ Music Editor ของแพลตฟอร์มให้ช่วยผลักดันเขาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้”
 
Digital distributor อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยจัดการระบบ จัดเก็บรายได้ คุ้มครองลิขสิทธิ์ให้ศิลปิน และผลักดันให้เป็นที่รู้จักได้ส่วนนึง แต่ตัวศิลปินก็ต้องมีความกระตือรือร้น และมีวินัยในตนเองด้วยเช่นกัน
 
“สิ่งที่ศิลปินขาด ไม่ใช่ความสร้างสรรค์หรือความสามารถแน่ ๆ เพราะศิลปินหลาย ๆ คนมีตรงนั้นเยอะ แต่อย่างที่บอกคือเขาอาจจะไม่รู้การจัดการ ไม่เข้าใจ music business เลยอาจจะไม่รู้ว่าจะเข้ามาในตลาดนี้ได้ยังไง ตัวศิลปินเองจะต้องมีภาพที่ชัดเจนว่าจุดมุ่งหมายของเขาคืออะไร ต้องมีแพลนว่าจะปล่อยซิงเกิ้ลเมื่อไหร่ ๆ บ้าง พอมีเรื่องการโปรโมตเข้ามาร่วมด้วย ก็ต้องมีการวางแผนในระยะยาว เพื่อจะให้ทุกฝ่ายที่ร่วมงานกันทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยความที่พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนไปแล้ว เราไปบังคับมันไม่ได้ สู้เราปรับตัวและรู้เท่าทันกลไกดีกว่า”
 
 
เรียบเรียงโดย มนต์ทิพา วิโรจน์พันธุ์ 
ภาพโดย มนตรี โสภา