image

Design & Creativity

เชื่อหรือไม่

Published Date : 1 Sep 2019

Resource : Creative Thailand

1,721

แค่พูดว่า “พลังของความเชื่อ” ท่ามกลางสังคมไทย หลายคนอาจสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับที่จะนำทั้งโชคลาภหรือหายนะมาสู่ตัวเองได้ไม่ยาก สังคมไทยผูกพันกับความเชื่อมายาวนาน ตั้งแต่ความเชื่อเรื่องภูตผี ไปจนถึงความเชื่อที่ผสมผสานกับหลักคำสอนทางศาสนา จารีต และประเพณีที่สืบต่อกันมา

แต่ความเชื่อคืออะไร ความเชื่อเกิดขึ้นได้อย่างไร และความเชื่อมีคุณค่าขนาดไหน แล้วทำไมใคร ๆ ต้องเชื่อ

ลองมาทำความเข้าใจต่อกระบวนการของความเชื่อที่เราจะนำไปใช้ประโยชน์ มองให้เห็นและรู้ให้เท่าทันผู้อื่น เพื่อช่วยให้เรามีภูมิต้านทานทางความเชื่อ และใช้เหตุผลความเป็นจริงเป็นหลักของการดำเนินชีวิตประจำวันได้มากที่สุด

©Unsplash/Ryoji Iwata

ความเชื่อ VS ความจริง
แต่ละคนคงจะมีความเข้าใจต่อความหมายของคำว่า ‘ความเชื่อ’ แตกต่างกัน มีกรอบความคิดของคำว่า ‘ความเชื่อ’ ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน แต่อย่างน้อยที่สุด ความเชื่อก็ไม่ได้หมายถึง การงมงายไร้เหตุผล 

มนุษย์เราสร้างความเชื่อจากข้อมูลแวดล้อมที่มี เทียบกับประสบการณ์และตรรกะ เพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป อาทิ เชื่อว่าฝนจะตก เพราะมีเมฆดำลอยเข้ามา ได้ยินเสียงฟ้าร้อง ลมรอบ ๆ ตัวพัดแรง แต่สุดท้ายฝนอาจจะตกหรือไม่ได้ตกก็ได้ หรือหลายคนคิดว่าตัวเองพบเจอคนที่คิดว่า ‘ใช่’ คำว่าใช่นี้ ก็มาจากความเชื่อส่วนตัวของบุคคลนั้น ที่มาจากการพิจารณาพฤติกรรมของคนรัก อารมณ์ ความรู้สึกที่เป็นแต่ละบุคคล ซึ่งอาจไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใดมารองรับ

พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2548 ได้ให้นิยามคำว่า ‘ความเชื่อ’ ไว้ว่า “การยอมรับว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นความจริง หรือมีการดำรงอยู่จริง (Exist) โดยอาศัยประสบการณ์ตรง การไตร่ตรอง หรือการอนุมาน”  ตรงกับภาษาอังกฤษที่ว่า ‘Belief’ ซึ่งการยอมรับว่าสิ่งใดมีอยู่จริงหรือไม่จริง ในแง่นี้ ความเชื่อก็มีความหมายของการคาดการณ์ต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น (Prediction) ดังเช่นกรณีคาดการณ์ว่าฝนจะตก ดังนั้น ความเชื่อทั้งสองความหมายจึงเป็นอัตวิสัยหรือมุมมองหรือความคิดเห็นของบุคคล อาศัยการพิจารณา วิเคราะห์ และตรรกะของแต่ละบุคคล การถกกันในเรื่องความมีอยู่จริงของความเชื่อนั้น ย่อมไม่เกิดประโยชน์เป็นแน่ แต่อะไรที่เราควรคิดและตั้งคำถามกับผลที่เกิดจากความเชื่อรอบ  ๆ ตัว

ความเชื่อก่อให้เกิดผลที่ตามมาอย่างมากมาย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์ได้สร้างสรรค์ผลงานทั้งศาสตร์และศิลป์โดยมีความเชื่อเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ อารยธรรมอียิปต์โบราณสร้างปิระมิดและสุสานของฟาโรห์ทั้งหลาย ก็เพราะความเชื่อในชีวิตหลังความตายในลักษณะหนึ่ง และก็เป็นความเชื่อในชีวิตหลังความตายอีกเช่นกัน แต่เกิดขึ้นในอีกพื้นที่ของโลกและในอีกลักษณะที่ทำให้เกิดสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ที่เมืองซีอาน หรือความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมเละศาสนสถานอย่างที่เราทราบกันดี

ความก้าวหน้าในวิทยาการและการที่สังคมรับเอาวิทยาศาสตร์มาเป็นแนวคิดหลัก ทำให้เราทุกคนถูกสอนให้คิดวิเคราะห์และพิสูจน์ความจริง หรือพิจารณาหลักฐานเชิงประจักษ์ให้มากที่สุด ดังเช่น 1 + 1 เท่ากับ 2 เสมอ เพราะสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้หรือยังพิสูจน์ไม่ได้ ถูกผลักออกไปให้เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล และแม้ว่าหลาย ๆ คนเลือกที่จะใช้การพิสูจน์เพื่อทำความเข้าใจต่อสรรพสิ่งก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้มนุษย์ในสังคมละทิ้งความเชื่อแต่อย่างใด

ยกตัวอย่างเช่นความเชื่อว่าโลกแบน หรือรัฐบาลสหรัฐฯ มีฐานที่ตั้งของโครงการลับเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวจนจะต้องรวมตัวกันบุกไปยัง Area 51 หรือทุก ๆ คืนวันที่ 24 ธันวาคมของแต่ละปี พ่อแม่ก็จะต้องแอบเอาของขวัญไปไว้ให้เด็ก ๆ ได้แกะกล่องตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งที่น่าจะเป็นที่ประจักษ์กันแล้วว่า ‘ซานต้า’ ไม่ได้มีอยู่จริง เหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงถึงบทบาทและพลังของความเชื่อที่มีอยู่ในสังคม และก็จะยังอยู่ต่อไปแม้วิทยาการจะก้าวหน้าไปแค่ไหนก็ตาม ส่วนในประเทศไทยนั้น ความเชื่อทางศาสนาและชาติหน้า ทำให้หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำบุญทำทาน การสร้างวัด สร้างพระ สร้างโรงเรียน บริจาคทรัพย์หรือแรงและเวลาเพื่อตอบสนองความเชื่อของตนเอง และเพื่อผลบุญที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่นจตุคามรามเทพ...ของขลังที่หลายคนลืม

จตุคามรามเทพ...ของขลังที่หลายคนลืม
วัตถุมงคลที่ชื่อ ‘จตุคามรามเทพ’ นั้น เคยเปลี่ยนชีวิตของผู้คนแล้วมากมาย แต่วันนี้จตุคามรามเทพองค์เดิม ได้ให้อะไรกับคนที่เชื่อ หรือไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้บ้าง

อยากให้ผู้อ่านลองทบทวนความทรงจำกลับไปสักประมาณสิบถึงสิบห้าปีก่อน ช่วงที่จตุคามรามเทพนั้นเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวผู้เขียนเองนั้นได้มีประสบการณ์ตรงกับงานปลุกเสกวัตถุมงคลที่เป็นเหรียญองค์จตุคามรามเทพ ณ วัดท่าไทร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พิธีปลุกเสกที่ว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่ผู้เขียนได้ไป หรือว่าใครได้เห็นหรือดูจากข่าวก็ตาม ก็จะมีพิธีกรรมที่ดูยิ่งใหญ่ มีผู้ศรัทธาจำนวนมากมายเข้าร่วมในแต่ละครั้ง จนทำให้เราอดตั้งคำถามกับความเชื่อและผลของความเชื่อนั้นไม่ได้

องค์จตุคามรามเทพในฐานะของวัตถุมงคลและคุณค่าที่เกิดจากความเชื่อ โดยเดิมจตุคามรามเทพได้ดํารงอยู่ในความคิดของคนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะเป็นเทวดาผู้รักษาพระบรมธาตุหรือเป็นเทพยดาประจําเมือง ซึ่งมีอยู่ 2 องค์คือท้าวขัตตุคามอยู่ด้านตะวันตก และท้าวรามเทพอยู่ด้านตะวันออก ซึ่งจากงานวิจัยโดย “ณัชธัญ นพสุกใส” (2554) นั้น การผลิตวัตถุมงคลในระยะเริ่มแรกผลิตเพื่อแจกเป็นของขวัญหรือของกํานัล แต่ในช่วงปีพ.ศ. 2548-2551 วัตถุมงคลจตุคามรามเทพได้กลายมาเป็นสินค้าและสินค้าเชิงสัญญะอย่างชัดเจนพร้อมทั้งเปลี่ยนความหมายจากการเป็นเพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์สู่การเป็นสินค้าที่มีความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มมูลค่าจากการเป็นของขวัญหรือของชําร่วยสู่สินค้าที่มีราคากว่า 3.8 ล้านบาท/ชิ้นในบางรุ่น และการผลิตจตุคามรามเทพตั้งแต่ปีพ.ศ.2530-2551 ก็มีไม่น้อยกว่า 1,000 รุ่น

หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว พลังของความเชื่อที่มีต่อวัตถุมงคลก็ลดลงไปเรื่อย ๆ สะท้อนได้ถึงมูลค่าที่ลดลง และความเงียบเหงาของตลาดซื้อขาย ดังบทสัมภาษณ์ผู้ค้าวัตถุมงคลที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ปรากฏในบทความ “ย้อนรอยจตุคามรามเทพ ปรากฏการณ์ของเทพที่เลือนหาย” เมื่อปี พ.ศ. 2553 โดย จักรพันธุ์ กังวาฬ บนเว็บไซต์สารดคีที่ว่า ตั้งแต่ปลายปี 2552 ยังพอมีลูกค้า แต่จำนวนน้อยลง และราคาก็ถูกลง บางรุ่นถูกลงไปถึง 50-80 % 

นี่อาจเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับความเชื่ออย่างหนึ่งของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งและเป็นตัวแทนของคนในสังคมที่ไม่ได้หมายถึงทั้งหมด แต่ลองคิดย้อนกลับไป จะพบว่าความเชื่อต่อองค์จตุคามรามเทพนั้นได้ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีกิจกรรมทางธุรกิจ การซื้อขายเก็งกำไร การซื้อขายตัววัตถุมงคลมากมาย ไล่เรียงไปจนถึงการจัดอีเวนต์สำหรับพิธีปลุกเสก กิจกรรมการผลิตวัตถุมงคลโดยเฉพาะ ทั้งเครื่องจักรที่ทำการผลิตซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ระบบการทำต้นแบบและแม่พิมพ์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากในช่วงเวลานั้น แต่กลับถูกนำมาใช้งานกับกิจกรรมทางความเชื่อและวัฒนธรรม ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่ว่ามาเหล่านี้ล้วนแต่นำมาใช้ประกอบกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการที่มีเหตุอันมาจากความเชื่อของมนุษย์ทั้งสิ้น

เราคงไม่อาจตัดสินลงไปได้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ หรือเชื่อแล้วจะผิดหรือไม่ผิดแต่อย่างใด แต่อยากให้ได้ลองคิดทบทวนถึงสิ่งรอบตัว ดังเช่นเรื่องศาลพระภูมิ ที่เป็นภาพสะท้อนความเชื่อในสังคมเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะศาลพระภูมิขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือศาลท้าวมหาพรหม ข้างโรงแรมเอราวัณ ที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับทั้งผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา และผู้ที่มาดูผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาอีกต่อหนึ่ง จนเกิดเป็นธุรกิจประกอบเพื่อตอบสนองความเชื่อและผู้ที่ไม่ได้เชื่อแต่อยากมาดูเหล่านั้น อาทิ ดอกไม้ พวงมาลัย วัตถุมงคล รำแก้บน ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้มีที่ศาลแห่งนี้ที่เดียว แต่จะเห็นภาพในลักษณะเดียวกันในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ด้วย

ความเชื่อที่เป็นความเคารพนั้นมีอยู่คู่สังคมมาเสมอ หลักการของฮวงจุ้ยที่มีมาแต่โบราณ ก็ยังมีอิทธิพลต่องานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ทั้งที่ส่วนหนึ่งจากการศึกษาโดย ดร. ชูพงษ์ ทองคำสมุทร จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พบว่า หลักการของฮวงจุ้ยก็เป็นข้อกำหนดให้บ้านเรือนหรืออาคารให้เป็นไปด้วยดี สอดคล้องกับเหตุปัจจัยทางสภาพแวดล้อมของประเทศจีนในอดีต ที่เป็นแหล่งกำเนิดความเชื่อนี้ หรือความเชื่อของไทยที่ว่า ห้ามนอนตรงกับขื่อหรือนอนใต้ขื่อจะถูกผีอำ เพราะขื่อบ้านต้องแบกรับน้ำหนักไว้ค่อนข้างมาก หากชำรุดขึ้นมา อาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตกับคนที่นอนใต้ขื่อนั่นเอง ซึ่งเมื่อพิจารณาด้วยความคิดแบบสังคมสมัยใหม่ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ความเชื่อเหล่านั้นล้วนมีเหตุผล แต่ก็ด้วยยากจะอธิบายให้เข้าใจ หรือเพราะด้วยระบบการสอนในสมัยนั้น เมื่อเวลาผ่านมา คนก็ลืมที่มาหรือเหตุผลอย่างแท้จริงของความเชื่อนั้น แล้วกลับไปสนใจหรือมีความเชื่ออย่างไร้เหตุผลไปเสีย

©wikipedia.org

เมื่อความเชื่อไม่ได้แค่หมุนรอบตัวเรา
แต่ก็ใช่ว่าสังคมสมัยใหม่ที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นจะหมดไปซึ่งความเชื่อในรูปแบบที่ดูไม่มีเหตุผล หากลองค้นในอินเทอร์เน็ต เราจะยังคงสามารถพบกลุ่มสังคมต่าง ๆ ที่รวมกลุ่มกันด้วยความเชื่ออย่างเดียวกัน เช่น ‘สมาคมโลกแบน (The Flat Earth Society)’ ที่เว็บไซต์ www.tfes.org ซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้คนที่มีความเชื่อในสัณฐานที่แบนของโลก ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสนับสนุนความเชื่อของตนเองระหว่างกัน ถึงแม้ในปัจจุบันหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะชี้ไปว่าโลกมีรูปทรงกลมแล้วก็ตาม หรือกรณีของ ‘กลุ่มต่อต้านวัคซีน (Anti-vaccine)’ ที่เป็นกลุ่มคนที่มีความเชื่อว่าการให้วัคซีนกับเด็ก ๆ จะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นออทิสซึม พิการ หรือเสียชีวิต หรือจะเรียกว่าความไม่เชื่อในวัคซีนนั้น ได้สร้างให้เกิดผลร้ายแก่สังคมอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เกิดการระบาดของโรคบางชนิดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบันได้แล้ว อาทิ โรคหัด (measles) และความไม่เชื่อในการรับวัคซีนนี้ ก็ยังอาจจะนำมาซึ่งการระบาดของโรคชนิดอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่านี้อีกก็เป็นได้ในอนาคต

ความเชื่อยังเป็นกลจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบของเศรษฐกิจให้คงอยู่และเติบโตได้ ประชาชนมีความเชื่อในเงินที่ตนเองถืออยู่ เชื่อว่าฝากเงินกับคนที่ไว้ใจและเชื่อมั่นจะช่วยรักษาสินทรัพย์ให้ปบอดภัยและเพิ่มพูน ในวันที่เรานำเงินเข้าไปฝากกับธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ นั้น เราต่างศึกษาข้อมูลของสถาบันนั้น ๆ กันอย่างเข้มข้น อาทิ ความมั่นคงของธนาคาร สินทรัพย์ ผลประกอบการ ฯลฯ ตรงกันข้าม ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 กลับมีประชาชนจำนวนมากที่ขาดความเชื่อในสถาบันการเงินหลาย ๆ แห่ง จึงได้ทำการถอนเงินออกไปฝากยังสถาบันการเงินที่ตนเองมีความเชื่อใจ และยิ่งทำให้ปัญหาที่มีอยู่ขยายวงกว้างและรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ความเชื่อกับการเติบโตของธุรกิจยุคใหม่
ความเชื่อยังทำให้เกิดคุณค่าทางการตลาด ทำให้ผู้บริโภคยึดโยงอยู่กับแบรนด์ของสินค้าหรือบริการหรือกิจการแห่งใดแห่งหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนไปใช้งานแบรนด์อื่น ๆ เป็นสิ่งที่นักการตลาดสร้างให้ลูกค้ามีความเชื่อในตราสินค้า จนเกิดเป็นความภักดีต่อแบรนด์ (Brand  Loyalty) ซึ่งก็คือการที่ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์นั้น ๆ จนไม่เคยคิดจะซื้อยี่ห้ออื่น แต่มีพฤติกรรมการซื้ออย่างสม่ำเสมอ มีทัศนคติที่ดีต่อตราสินค้า หรือมีความเชื่อที่สามารถเถียงกับคนที่มีความเชื่อในตราสินค้าอื่น ๆ หรือปกป้องตราสินค้าที่ตนเชื่อมั่นได้ 

ความเชื่อเป็นเหตุที่ทำให้มีธุรกิจใหม่ เกิดธุรกิจสตาร์ตอัพ หรือการลงทุนต่าง ๆ มากมาย โดยแม้ว่าบุคคลที่เข้ามาประกอบการเหล่านี้จะอาศัยข้อมูล การวิจัยพัฒนา และการวิเคราะห์ดัวยหลักวิชาการอย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อต้องตัดสินใจ ความเชื่อก็จะเป็นสิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องมี เชื่อในตัวเองว่าทำได้ เชื่อในตลาดว่าจะตอบรับต่อธุรกิจใหม่ เชื่อในวันพรุ่งนี้ว่าจะมีผลตอบแทนเข้ามา มีความเชื่อมากพอที่จะกล้าเผชิญกับความเสี่ยงของการประกอบการที่จะเกิดขึ้นได้

ด้วยโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก็เป็นผลให้ระบบความเชื่อของคนรุ่นหนึ่งนั้นอาจจะใช้ไม่ได้ผล ระบบความเชื่อนี้ก็คือความเชื่อในประสบการณ์ของตนเอง หรือเรียกว่า Heuristic ที่ตัดสินใจโดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัวหรือจากความทรงจำโดยที่ไม่คำนึงถึงสถิติของความน่าจะเป็น หรือแนวโน้ม หรือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะเห็นได้จากการล่มสลายของธุรกิจบางประเภทที่ปรับตัวหรือตัดสินใจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ต้องล้มครืนหรือปิดตัวไป แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าคนรุ่นถัดมาหรือคนรุ่นใหม่ จะมีสถิติการประกอบธุรกิจหรือทำสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จมากกว่าคนรุ่นก่อนแต่อย่างใด

©Unsplash/Fikri Rasyid

เทคโนโลยีกับความเชื่อ
หากพิจารณารอบๆ ตัวดู ชีวิตประจำวันของเราทุกคนต่างต้องพบกับความเชื่อในเรื่องใดบ้าง ทำไมเราถึงกล้าเรียกใช้บริการมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ที่เราไม่รู้จัก ไม่ได้ลงทะเบียนกับกรมขนส่งอย่างถูกกฎหมายให้ไปส่งยังสถานที่หนึ่ง ทำไมถึงกล้าซื้อของที่โฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งที่เพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรก กล้าที่จะโอนเงินไปให้คนรู้จักผ่านระบบที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ากลไกการทำงานของมันเป็นอย่างไร

และเพราะความไม่แน่นอนความไม่น่าเชื่อต่าง ๆ ที่ได้ผลักดันคนให้คิดค้นเครื่องมือเพื่อช่วยย้ำให้สิ่งของหรือระบบที่ผู้ใช้ไม่เข้าใจนั้น ถูกเสริมความเชื่อให้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ระบบการต้องลงนามในเอกสารต่าง ๆ หรือหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ตัวตนในระบบการทำงานของธนาคาร จนมาถึงบริการโมบายล์แบงก์กิง (Mobile Banking) ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถทำธุรกรรมทางการเงอนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนเอง ซึ่งจากปัญหาที่ยังคงมีผู้ที่ไม่เชื่อในการให้บริการรูปแบบนี้ หรือการพัฒนาระบบสกุลเงินออนไลน์อย่างบิตคอยน์ จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดเทคโนโลยี อาทิ บล็อกเชน (Blockchain) ที่เป็นเทคโนโลยีเพื่อดูแลอย่างการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล บันทึกฐานข้อมูลของการติดต่อแลกเปลี่ยนและธุรกรรมระหว่างบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ยืนยันได้และถาวร ซึ่งน่าจะเสริมความน่าเชื่อถือในระบบธนาคารได้อย่างมาก แต่บนข้อแม้ว่าต้องสื่อสารไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ให้เข้าใจความปลอดภัยจากเทคโนโลยีใหม่นี้ เพราะหากผู้ใช้ขาดความเชื่อถือไปแล้ว ก็จะเป็นผลลบต่อการนำมาใช้ทันที

อย่าบอกว่าคุณไม่เชื่อ!
เราใช้ความเชื่อในการใช้ชีวิตตลอดเวลาไม่มากก็น้อย การไม่ใส่ใจกับความเชื่อหรือพาลจะเย้ยความเชื่อต่าง ๆ นั้นอาจไม่ได้เป็นประโยชน์ แต่หากมองกลับกัน เราจะใช้ความเข้าใจเกี่ยวความเชื่อนี้ ให้เป็นประโยชน์แก่เราได้อย่างไร น่าจะเป็นคำถามที่น่าคิดต่อไปมากที่สุด ก่อนอื่นเราจำเป็นจะต้องเข้าใจเรื่องของความเชื่อใน 3 ประเด็น อันได้แก่ 1.) เข้าใจการเกิดของความเชื่อของบุคคลในแต่ละสิ่ง 2.) เข้าใจในกระบวนการสร้างความเชื่อ  และ 3.) ประยุกต์ความเข้าใจในความเชื่อมาเป็นประโยชน์

ซึ่งการมีความเชื่อหรือไม่มี ทั้งในความหมายถึงความเชื่อว่าสิ่งนั้นมีอยู่ (Existence) กับความเชื่อที่เกิดจากการคาดการณ์คาดคะเน (Prediction) สามารถจำแนกออกมาได้ 2 ทางคือ 1.) สิ่งที่คาดการณ์ได้กับไม่ได้ และ 2.) สิ่งที่พิสูจน์ความมีอยู่ได้กับไมได้

ในการทำธุรกิจ หน้าที่อย่างหนึ่งของนักธุรกิจคือการทำให้ความเสี่ยงต่ำลง เพื่อให้การรับรู้ต่อความเสี่ยงของลูกค้าหรือผู้บริโภคนั้นลดลง และทำให้เกิดมีความเชื่อในสินค้า บริการ หรือการประกอบการต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นร้านหมอฟัน เป็นการยากที่จะเข้าใจว่าทันตแพทย์ท่านนี้หรือท่านนั้น ใครจะให้บริการอุดฟัน รักษาฟัน ฯลฯ ได้ดีที่สุด การสร้างความเชื่อมั่นจึงถูกถ่ายทอดไปที่กายภาพ อันได้แก่ การจัดห้องพักคนใช้ การจัดเคาน์เตอร์ต้อนรับให้น่ามองที่สุด หรือการใส่เครื่องแบบของพนักงานในกิจการเปิดใหม่ ที่น่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการได้มาก

แต่การสร้างความเชื่อเป็นสิ่งที่ไม่ง่าย และเมื่อสร้างขึ้นแล้ว ต้องทำอย่างต่อเนื่องและทำให้สังคมเชื่อว่าเราเป็นอย่างนั้นจริง หากองค์กรต้องการสร้างความเชื่อให้แก่สังคมว่าจะเป็นคนดีต่อสังคม บริษัทนั้นก็ย่อมจะต้องใส่ใจในพฤติกรรมของพนักงาน ของผู้บริหาร ต้องทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ซึ่งหากสร้างความเชื่อได้แล้ว จะผูกยึดโยงผู้ที่มีความเชื่อเข้ากับแบรนด์ได้โดยผู้ที่มีความเชื่อนั้นจะก้าวข้ามเหตุผลและข้อเท็จจริงไปได้ หรืออย่างที่กล่าวไปแล้วว่าลูกค้าจะช่วยปกป้องสินค้าและบริการของเราได้

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/Hakan Nural

ที่มา : tfes.org และ บทความ “ย้อนรอยจตุคามรามเทพ ปรากฏการณ์ของเทพที่เลือนหาย” (7 เมษายน 2553) โดย จักรพันธุ์ กังวาฬ จาก sarakadee.com
ชูพงษ์ ทองคำสมุทร (2558) สาระสำคัญเชิงวิทยาศาสตร์ในคติ ความเชื่อฮวงจุ้ย, วารสารวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ปีที่ 10 เล่มที่ 1

เรื่อง : อรช กระแสอินทร์