image

Design & Creativity

The Coordination Language of Switzerland สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่พูดภาษาของความปรองดอง

Published Date : 1 Aug 2019

Resource : Creative Thailand

6,500

 “สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่อยู่ตรงกลางของทุกสิ่งแต่ก็เป็นชายขอบของทุกอย่าง” 

ลอเรนท์ ฟลุตช์ (Laurent Flutsch) นักโบราณคดีและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Lausanne-Vidy Roman ได้ให้คำอธิบายที่เห็นภาพชัดว่าเหตุใดประเทศเล็กๆ ใจกลางยุโรปแห่งนี้ถึงได้รวมเอาความหลากหลายด้านภาษาเข้าไว้ด้วยกัน นั่นเป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ไม่มีทางออกทางทะเล มีทิศเหนือติดกับเยอรมนี ทิศใต้ติดกับอิตาลี ทิศตะวันออกติดกับออสเตรีย และทิศตะวันตกติดกับฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์เลือกที่จะไม่มีภาษาเป็นของตัวเอง แต่ใช้ภาษาถึง 4 ภาษาได้แก่ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาเลียน และภาษาโรมานซ์ เป็นทั้งภาษาราชการและใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน

คำถามคือ เหตุใดความแตกต่างด้านภาษา (แน่นอนว่ารวมถึงวัฒนธรรม) ของผู้คนในสวิตเซอร์แลนด์ถึงไม่นำพามาซึ่งความแตกแยก คำตอบอาจจะอยู่ที่ระบบประชาธิปไตยอันเข้มแข็งที่ทำให้ทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย จนเกิดเป็นนิยามของคำว่า “Willensnation” (Nation by Will) ซึ่งมีความหมายพิเศษในสวิตเซอร์แลนด์ที่หมายถึงการเป็นชาติที่เกิดขึ้นจากความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกัน (A nation born with the desire to live together) และนั่นอาจหมายถึงการมองข้ามอุปสรรคในการสื่อสาร แต่เลือกฟังความต้องการของประชาชนในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

เรื่องราวเริ่มต้นที่หุบเขา
เทือกเขาอาจเป็นเสมือนกำแพงใหญ่ที่กั้นผู้คนให้แยกออกจากกัน แต่สำหรับเทือกเขาที่สวิตเซอร์แลนด์อาจเป็นดั่งแหล่งรวมเรื่องราวของประวัติศาสตร์ชาติที่เป็นกลาง ธุรกิจแบรนด์ชั้นนำของโลก และความสร้างสรรค์ของผู้คนที่ขยายขีดจำกัดของประเทศออกไปได้อย่างไม่สิ้นสุด

ชัยชนะของการไม่เลือกข้าง
คงต้องขอบคุณขุนเขาที่ทำให้การรุกรานของชาติต่างๆ ยามเกิดสงครามโลกเป็นไปได้ยากในประเทศที่โอบล้อมด้วยเขาสูงชันอย่างสวิตเซอร์แลนด์ การเลือกที่จะไม่อยู่ฝ่ายใดจึงเป็นไปได้กับประเทศแห่งนี้ และสงครามที่ย้อนไปได้ตั้งแต่สมัยยุคกลางยังเป็นโอกาสของการเกิดธุรกิจ “ทหารรับจ้าง” ในประเทศที่ซึ่งการค้าขายกับดินแดนอื่นทำได้ยากเพราะไม่มีทางออกสู่ทะเล

“สวิตเซอร์แลนด์ในอดีตเป็นประเทศที่ยากจนมาก เพราะไม่มีพื้นที่ที่เหมาะกับการทำฟาร์มขนาดใหญ่ ไม่มีทรัพยากรที่เหมาะสมในยุคล่าอาณานิคม และยังไม่มีทางออกสู่ทะเล ดังนั้นการเกิดธุรกิจทหารรับจ้างจึงเป็นแหล่งของรายได้ที่ดีสำหรับสวิตเซอร์แลนด์ในยุคนั้น” ลอว์เรนต์ โกเอตเชล (Laurent Goetschel) ผู้อำนวยการประจำสถาบัน Swisspeace อธิบาย โดยเขายังเสริมอีกว่า สำหรับธุรกิจทหารรับจ้างในยามศึกสงครามที่ไม่สามารถเลือกข้างมิตรหรือศัตรูได้ รวมทั้งเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของประเทศที่เป็นเสมือนการ์ดป้องกันให้เทือกเขาแอลป์พ้นจากการรุกรานของประเทศอื่นๆ ที่หวังจะยึดครองดินแดนนี้เป็นของตน การรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลางคือทางเลือกที่ทำได้และเหมาะสมที่สุด

©Unsplash/Johannes Hofmann

“คุณสามารถไปเมืองไหนของสวิสก็ได้ แล้วคุณจะพบว่าสถานที่นั้นๆ ถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะไม่มีที่ไหนเคยโดนบุกรุก อดีตทั้งหมดอยู่ที่เดิมอย่างสมบูรณ์ และนี่คือประโยชน์จากความเป็นกลางที่สวิตเซอร์แลนด์ได้รับ” คีเว เชิร์ช (Clive Church) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยุโรปกล่าว

 
เส้นทางที่เป็นจุดหมายและจุดขาย
แม้สวิตเซอร์แลนด์จะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรที่ส่งออกได้ แต่ภูมิทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงามตระการตาได้ทำหน้าที่ดึดดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนที่สวิตเซอร์แลนด์เสียเอง โดยมีเส้นทางรถไฟที่ขึ้นไปยังเทือกเขาแอลป์ที่มีระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตรเป็นหมุดหมายและจุดขายสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสวิส และนอกจากระบบการเดินทางโดยรถไฟในเส้นทางการท่องเที่ยวที่ดีเยี่ยมแล้ว การสัญจรโดยรถไฟในชีวิตประจำวันของผู้คนในสวิสก็ลื่นไหลและทั่วถึงไม่แพ้กัน เพราะแทบจะไม่มีหมู่บ้านไหนเลยที่ถูกทิ้งร้างให้ห่างไกลจากเส้นทางรถไฟ ระบบรถไฟของสวิสจึงเป็นอีกที่ที่ถูกยกย่องว่าเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ดีและน่าเอาเป็นแบบอย่าง
 

นมสด จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
เพราะเทือกเขาแอลป์และเทือกเขาจูรา กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์จนไม่สามารถเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวพืชผลเพื่อส่งขายได้เหมือนกับประเทศอื่นๆ การเลี้ยงปศุสัตว์จึงเป็นทางออกของชาวสวิสในอดีต และผลผลิตอย่าง “นม” ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จด้านอุตสาหกรรมอาหารรายใหญ่ของโลกในเวลาต่อมา

©houseofswitzerland.org

การแปลงนมให้เป็นเนยและชีสคือภูมิปัญญาแรกที่ทำให้เกิดการค้าขายระดับท้องถิ่นภายในสวิตเซอร์แลนด์ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาได้นานกว่าและเหมาะกับสภาพอากาศหนาวที่ยาวนานและโหดร้าย นี่ยังเป็นสะพานด่านแรกของการขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปได้ในระดับนานาชาติ และเมื่อเฮนรี เนสท์เล่ (Henri Nestlé) ชาวเยอรมันที่อพยพมาอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยเภสัชกรตั้งแต่ปี 1839 เขาก็ได้เริ่มสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการอาหารในสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่นั้นมา โดยเริ่มแรกเนสท์เล่ได้บุกเบิกการทำธุรกิจประเภทเครื่องดื่ม โดยใช้ความรู้ด้านเคมีทดลองทำน้ำอัดลมให้มีรสชาติและออกขายจนติดตลาด ก่อนที่เขาจะเริ่มก่อตั้งบริษัทผลิตอาหารประเภทนม จากการสังเกตเห็นว่า คนเป็นแม่บางคนที่ทำงานในโรงงานของเขาไม่สามารถให้นมแก่ลูกๆ ได้ เขาจึงคิดค้นนมผงเด็กและอาหารสำหรับเด็กซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียงให้บริษัทของเนสท์เล่ในเวลาต่อมา

บริษัทเนสท์เล่รุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อได้จับมือกับอดีตคู่แข่งทางการตลาดอย่าง Anglo-Swiss Milk บริษัทผลิตนมข้นของพี่น้องชาวอเมริกันที่อพยพมาอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน โดยเมื่อทั้งสองบริษัทจับมือกัน การขยายอาณาจักรธุรกิจประเภทนมจึงเติบโตขึ้นแบบหยุดไม่อยู่ โดยเฉพาะในช่วงการเกิดสงครามที่ขาดแคลนอาหาร นมข้นจึงถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยากลำบากในเวลานั้นได้ดี เนสท์เล่ตัดสินใจขยายธุรกิจและเข้าซื้อโรงงานอีกหลายแห่งในสหรัฐฯ เพื่อผลิตนมข้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จนสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนสท์เล่กลับต้องพบกับความถดถอย เพราะโรงงานหลายแห่งได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมสงครามจนทำให้ธุรกิจตกต่ำลง เวลานั้นเองที่เนสท์เล่เริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเครื่องดื่มชนิดผงและช็อกโกแลต บริษัทฟื้นตัวได้อีกครั้งเมื่อสหรัฐฯ ให้เนสท์เล่เป็นผู้ผลิตเสบียงสำหรับทหารในช่วงสงคราม และต่อมาเนสท์เล่ได้เปิดตัว Nescafé ซึ่งกลายเป็นกาแฟยอดฮิตที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

©nestle.com

สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ว่า เหตุใดเนสท์เล่ บริษัทเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดยผู้อพยพคนหนึ่งถึงรอดพ้นวิกฤต ทั้งยังคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในช่วงเวลาคับขันได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เคล็ดลับน่าจะอยู่ที่การรับฟังพนักงานทุกระดับเพื่อฟังเสียงคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด เหมือนกับที่เฮลมุท เมาเคอร์ (Helmut Maucher) ซีอีโอของเนสท์เล่ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 1990 - 1997 ไม่เชื่อในระบบการรวมอำนาจให้อยู่แค่ที่สำนักงานใหญ่ แต่เขาเชื่อในระบบการกระจายอำนาจให้อยู่ในมือของพนักงานทุกคนแทน โดยเขาเคยบอกเอาไว้ว่า “ผมอยากจะซื้อนวัตกรรมที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากพนักงานที่ใกล้ชิดกับลูกค้า มากกว่าลงทุนกับความพยายามของนักวิจัยที่ไม่รู้จักลูกค้าเลย” 

ระบบความคิดนี้คล้ายกับระบบประชาธิปไตยทางตรงของสวิตเซอร์แลนด์ (Direct Democracy) ที่ให้สิทธิ์พลเมืองแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายท้องถิ่นได้โดยตรงว่าต้องการสิ่งใด และนี่เองอาจเป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบความคิดและความเชื่อของธุรกิจยักษ์ใหญ่สัญชาติสวิสอย่างเนสท์เล่ก็เป็นได้

 
การเมือง = ความสุข
ระบบประชาธิปไตยทางตรงผ่านการทำประชามติตามแบบฉบับของสวิตเซอร์แลนด์ สามารถสร้างความสุขให้พลเมืองได้มากขึ้น โดยสองนักวิจัยชาวสวิส อโลวิส สตุตเซอร์ (Alois Stutzer) และบรูโน เฟรย์ (Bruno Frey) พบว่า เมื่อรัฐบาลรับฟังและทำตามเสียงโหวตของประชาชน ระดับความสุขของพลเมืองก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยนอกจากการทำประชามติที่คอยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอยู่เสมอแล้ว การไม่ให้อำนาจกับนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่เลือกแต่งตั้งสมาชิกสภาที่มาจากการเลือกของประชาชน ให้สลับกันขึ้นมาเป็นตัวแทนผู้นำในเวทีนานาชาติ ยังเป็นการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันได้เป็นอย่างดี อันที่จริงแล้วระบบการแต่งตั้งผู้นำก็ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่ากับความจริงที่ว่าระบบการเมืองของสวิตเซอร์แลนด์ทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งมีเสียงของประชาชนเป็นกติกาที่สำคัญที่สุด และการกระจายอำนาจก็ไม่ได้มีให้เห็นแค่ในระบบการเมืองเท่านั้น เพราะการกำหนดให้มีภาษาราชการใช้ถึง 4 ภาษา ก็เป็นการสะท้อนแนวคิดของการกระจายอำนาจให้ทั่วถึงพลเมืองที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ทั้งหมดได้เป็นอย่างดีเช่นกัน 
 

©Unsplash/vaun0815

สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนของกำแพงภาษาที่ไม่มีจริง
นอกจากความเป็นกลาง การเปลี่ยนความเสียเปรียบทางภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นธุรกิจทางด้านอาหารชั้นนำของโลกแล้ว ดูเหมือนว่าความหลากหลายของภาษายังเป็นข้อได้เปรียบของชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่ยากจะหาประเทศไหนในโลกเปรียบได้ด้วยเช่นกัน และข้อได้เปรียบที่ว่านี้ก็สามารถตีค่าเป็นเม็ดเงินได้มหาศาลเสียด้วย

ฟร็องซัว กริน (François Grin) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยเจนีวา (University of Geneva) เผยว่าความหลากหลายทางภาษาซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับนานาชาติที่สามารถตีค่าได้มากถึง 42 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็น 1 ใน 10 ของจีดีพีสำคัญของประเทศ หรือพูดอีกอย่างได้ว่าการสื่อสารได้หลายภาษาคือสินทรัพย์ที่มีค่าประจำชาติสวิตเซอร์แลนด์

และแม้สวิตเซอร์แลนด์จะไม่มีภาษาสวิส แต่ภาษาประจำชาติจริงๆ ที่คนสวิสรู้กันดีก็คือภาษาของความประนีประนอม และระบบระเบียบทางการเมืองที่มอบเสียงโหวตให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันก็คือสะพานที่เชื่อมให้พลเมืองที่ใช้ภาษาต่างกันถึง 4 ภาษาหันมาฟังเสียงกันและกันอย่างเข้าใจ มองข้ามกำแพงแห่งอุปสรรคทางภาษาที่แตกต่าง และหันมาใช้เจตจำนงที่ต้องการจะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขในดินแดนที่ชื่อว่าสวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง

 
- พลเมืองสวิสใช้ภาษาเยอรมันประมาณ 63% ซึ่งถือว่าเป็นภาษาหลักที่พบได้มากที่สุด รองลงมาเป็นภาษาฝรั่งเศส 23% ภาษาอิตาเลียน 8% และอีกไม่ถึง 1% ใช้ภาษาโรมานซ์
- นอกจาก 4 ภาษาที่กล่าวมาแล้ว ชาวสวิสมองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างชาติที่มีประโยชน์ที่สุด โดยการศึกษาจาก University of Teacher Education พบว่าการสอนภาษาอังกฤษจะช่วยให้นักเรียนที่พูดภาษาเยอรมันเรียนภาษาฝรั่งเศสได้ดีขึ้น ในขณะที่นักกฎหมายในสวิสก็พยายามผลักดันให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากึ่งทางการ เพื่อดึงดูดนักธุรกิจและผู้มีความสามารถจากต่างประเทศให้เข้ามาทำธุรกิจและประกอบอาชีพในสวิตเซอร์แลนด์มากขึ้น
- ว่ากันว่าแค่มาสวิตเซอร์แลนด์ประเทศเดียวก็เหมือนได้มาเที่ยวถึง 4 ประเทศ หากชอบเยอรมนีควรลองไปที่ซูริค ชอบฝรั่งเศสให้ไปทีเจนีวา ชอบอิตาลีให้ไปทิชิโน และหากชอบประวัติศาสตร์สมัยโรมันให้ไปที่รัฐเกราบึนเดิน
 

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/Martin Sattler

ที่มา:
บทความ “Why Switzerland never takes sides” (กรกฎาคม 2017) จาก bbc.com
บทความ “Switzerlands invisible linguistic borders” (มีนาคม 2018) จาก bbc.com
บทความ "25 ข้อนี้จะทำให้คุณเชื่อว่า “เนสท์เล่” คือสุดยอดนักลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารของโลก" (สิงหาคม 2016) จาก marketingoops.com
บทความ "Switzerland เป็นประเทศที่ไม่มีประธานาธิบดี ไม่มีนายกรัฐมนตรี แต่ทำไมมีการปกครองที่มั่นคง และร่ำรวยที่สุดในโลก" จาก pattanieconomy.com
บทความ "ประชาธิปไตยเเละความสุขของประชาชน: บทเรียนจากประเทศสวิตเซอร์เเลนด์" โดย ณัฐวุฒิ เผ่าทวี (พฤษภาคม 2016) จาก thaipublica.org
หนังสือ "Swiss Made: The Untold Story Behind Switzerland's Success" โดย R. James Breiding

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ