image

Product Design

Stu.Dio Ke.Th สร้างประสบการณ์ในทุกสัมผัสผ่านพื้นที่สาธารณะ

Published Date : 8 Jul 2019

Resource : TCDC CONNECT

3,081

เมื่อคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ 3 เดือนในวัยมัธยม ได้กลายเป็นแผนอันแยบยลของคุณแม่ในการส่งลูกชายทั้ง 3 ไปศึกษาต่อในโรงเรียนประจำ ประเทศอินเดีย จาก 3 เดือนกลาย 5 ปี ที่หล่อหลอมให้ ธัชนนท์ กฤตณัฐ และอดิรุจ ตระกูล “กีรติภราดร” เห็นมุมมองที่แตกต่างทั้งในเรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรม สิทธิที่เท่าเทียมกันของสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สามพี่น้องร่วมก่อตั้ง Stu.Dio Ke.Th สตูดิโอออกแบบที่มีแนวคิดในการทำงานด้านการออกแบบพื้นที่สาธารณะ (Public Space) และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

สานฝันพร้อมต่อยอดธุรกิจครอบครัว

ครอบครัวกีรติภราดรอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กภายใต้ชื่อบริษัท ต.พัฒนะชัยโลหะกิจ ที่ก่อตั้งโดยรุ่นคุณปู่ในปี ค.ศ. 1979 ให้บริการจัดจำหน่ายเหล็กแผ่น เหล็กรูปพรรณ รวมไปถึงการแปรรูปเหล็ก เช่น การตัด การพับ การปั๊มขึ้นรูป ฯลฯ และเป็นตัวกลางในการส่งชิ้นงานให้กับโรงงานอะไหล่ยานยนต์ การเติบโตท่ามกลางธุรกิจแบบครบวงจรเช่นนี้ทำให้เขาทั้ง 3 รู้ว่า นี่คือธุรกิจที่เขาจะต้องทำแน่นอนหลังจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แต่แทนที่จะเดินตามรอยที่ครอบครัวสร้างไว้เพียงอย่างเดียว ทั้งสามพี่น้องได้นำความตั้งใจของอากงบวกกับทักษะด้านงานสถาปัตยกรรม และการบริหารธุรกิจมาต่อยอดสร้างสตูดิโอออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยนำธุรกิจครอบครัวที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเหล็กมากว่า 40 ปี มาเป็นพลังสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ จากธุรกิจครอบครัวที่เคยรับจ้างผลิตชิ้นส่วนตามคำสั่งซื้อจากผู้ผลิตเพียงอย่างเดียวสู่การใช้ทักษะด้านงานออกแบบสร้างสรรค์ การบริหารจัดการ พร้อมงานบริการ ก่อตั้งเป็น Stu.Dio Ke.Th สตูดิโอออกแบบที่ผสมผสานกันระหว่างธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบ (ครอบครัว) กับธุรกิจที่ชอบ (ความฝัน) เข้าไว้ด้วยกัน
 

รูปแบบงานให้บริการ

Stu.Dio Ke.Th แบ่งงานบริการออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ 1) Art Installation งานศิลปะจัดวางตามเทศกาลงานอีเวนท์ งานคอนเสิร์ต รวมไปถึง Space บริเวณพื้นที่สาธารณะ และอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ เป็นต้น 2) Contemporary Architecture งานสถาปัตยกรรมชั่วคราว เป็นการสร้าง Public Space เช่น Pavilion เพื่อให้ผู้คนเข้ามาใช้งานในพื้นที่อย่างเท่าเทียมกัน 3) Product Design งานออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยนำเศษวัสดุที่หลงเหลือจากกระบวนการผลิต หรือวัสดุที่ใช้แล้วมาสร้างสรรค์ผลงาน เช่น การนำถุงพลาสติกอย่างหนาที่มีความเหนียว และแข็งแรงมารีดเป็นแผ่น จากนั้นนำมาขึ้นรูปแบบกระเป๋า เป็นต้น

นอกจากงานออกแบบสร้างสรรค์ทั้ง 3 กลุ่มแล้ว Stu.Dio Ke.Th ยังมีทีมงานฝ่ายผลิตที่ช่วยให้บริการคำปรึกษาด้านการประกอบ ติดตั้ง เพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์แบบ One Stop Service โดยนำความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างเหล็กมาเป็นจุดแข็งของธุรกิจ เช่น งาน SPECTRUM Pavilion ที่ทีมงาน Stu.Dio Ke.Th ได้ร่วมงานกับ International Program in Design and Architecture (INDA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านโครงสร้าง รูปแบบข้อต่อ รวมไปถึงการผลิตโครงสร้างของ Pavilion ที่มีส่วนประกอบของโครงเหล็กดัดโค้ง 26 ชิ้นต่อกันจนเป็นอุโมงค์ที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบที่ทำจากถุงพลาสติกใช้แล้ว และเชือกที่สานกันจนเกิดเป็นเก้าอี้ระหว่างโครงเหล็ก ผลงานชิ้นนี้ถูกออกแบบบนความคิดของการนำของเก่ากลับมาใช้ใหม่ให้มีคุณค่า โดยนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

อยากออกแบบอะไรให้กับเมือง

จากพื้นฐานที่มีความสนใจเรื่อง Public Space และความเท่าเทียมกันของสังคม Stu.Dio Ke.Th จึงมีแนวคิดที่อยากจะออกแบบสวนสาธารณะสำหรับคนในกรุงเทพมหานคร โดยนำความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่มาเป็นหัวใจหลักในการออกแบบ พร้อมกระตุ้นให้คนที่มาใช้บริการเกิดปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับฟังก์ชั่นต่างๆภายในพื้นที่ รวมไปถึงการ Interact กับผู้คนที่เข้ามาใช้บริการด้วย ดังนั้นสวนสาธารณะแห่งนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่สถานที่ออกกำลังกาย พักผ่อนนอนเล่นเท่านั้น แต่ยังเป็น Edutainment เพื่อให้เด็ก และผู้ใหญ่เข้ามาเรียนรู้ เป็น Entertainment ที่เปิดให้คนทั่วไปได้เข้ามาจัดกิจกรรม เช่น การจัดงานแสดงเพื่อให้เด็กๆ เข้ามาเล่นในสวนสาธารณะ คอนเสิร์ตขนาดเล็ก ละครใบ้ ฉายหนังกลางแปลง ฯลฯ และ เป็น Resident พื้นที่พักผ่อนขนาดย่อมเพื่อให้คนเร่ร่อน หรือคนทั่วไปได้เข้ามาใช้บริการได้ด้วย Stu.Dio Ke.Th อยากให้สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นพื้นที่กลางที่ทุกคนเข้าถึงได้ ใช้งานได้จริง เป็นศูนย์กลางของความรู้ ความบันเทิง ที่ทุกคนจะได้รับความสุข ความประทับใจกลับไป
 

ทดลองจนได้เรื่อง(ดีๆ)

หนึ่งในแนวคิดของการทำงานที่เป็นหัวใจหลักคือ ความมุ่งมั่นในการทดลองเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ (When our experiments become your experiences) ทีมงานเชื่อว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม ถ้าเราไม่ได้รับประสบการณ์ เราก็จะขาดการพัฒนาด้านความคิด ประสบการณ์เป็นตัวบ่งบอกความรู้ที่เรามี และเป็นสิ่งที่นอกเหนือไปจากหลักทฤษฎีที่เราเรียนจากหนังสือ แต่การให้ได้มาซึ่งประสบกาณ์ที่ดี เราจำเป็นต้องทดลอง ยิ่งเราปฏิบัติมากเท่าไหร่ ประสบการณ์ก็จะเยอะมากด้วย และจากประสบการณ์แรกที่ได้สัมผัสก็สามารถต่อยอดไปอีกหลากหลายประสบการณ์ใหม่ๆได้


นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ทีมงานสนุกกับการทดลองเพราะมันทำให้เกิดการเรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ และไม่ได้มองว่าความล้มเหลวจากการทดลองที่เกิดขึ้นหลายครั้งคือปัญหา แต่มันคือการตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป ทีมงานจะมีความยินดีอย่างยิ่งถ้ามีคนอื่นนำผลลัพธ์ที่ดีไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกคน โดยไม่กังวลว่าใครจะมาลอกเลียนแบบแนวคิดไปใช้ ในทางตรงกันข้าม ทีมงานกลับเปิดกว้างให้คนนำแนวคิดไปต่อยอดเพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆ ถ้ามีคนเอาไปใช้เยอะๆ ก็เท่ากับว่า เราจะมี Public Space ที่ดีเกิดขึ้นมากมาย ปัจจุบันทีมงานกำลังทดลองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ Space กับเสียง เพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่แบบไหน ความสูงระดับใดที่ทำให้คลื่นเสียงสามารถกระจายเสียงได้อย่างมีประสทธิภาพสูงสุดตามโจทย์ที่ได้รับ การทดลอง ทดสอบที่หลากหลายทำให้เราสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับใช้ในงานออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับผู้คนในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
 

ผลงานที่ประทับใจ

ถ้าถามถึงความประทับใจกับผลงานที่สร้างสรรค์มากว่าขวบปี ทีมงานกลับชื่นชอบโครงการที่ไม่ได้ทำตาม Brief ลูกค้า แต่เป็นงานที่ใช้ Budget ตัวเองล้วน ๆ ผลงานชิ้นแรกคือ Light Room จุดเริ่มต้นของผลงานชิ้นนี้เกิดจากการหาพื้นที่ทำงานให้กับเด็กฝึกงานในโรงงานที่ค่อนข้างแออัด ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก No-Stop City โดย Archizoom, Meme Meadows Experimental House โดย Kengo Kuma and Associates และ Light House โดย allzone ทีมงานนำวัสดุที่หาได้ทั่วไป เช่น ผ้าใบสแลนท์ลายทางสีน้ำเงิน แผ่นพลาสติกสำหรับปูพื้นบ่อปลา และเหล็กแป๊บมาต่อเข้ากับแคมป์ข้อเสือ สร้างเป็นพื้นที่อยู่อาศัยชั่วคราว โดยใช้แสงเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้สึกปลอดภัย (Sense of Awareness) ให้กับผู้ใช้งานในตอนกลางคืน และใช้แสงธรรมชาติในตอนเช้าเพื่อลดการใช้พลังงานจากแสงไฟในตอนกลางวัน เราสามารถนำแนวคิดนี้ไปทำเป็นที่พักพนักงานบริเวณไซท์งานก่อสร้างแทนวัสดุสังกะสีแบบบ้านพักที่ดูค่อนข้างทึบ และไม่ปลอดภัยได้

ผลงานชิ้นที่สอง เป็นโครงการ Chaaa Tiam Pavillion จัดแสดงในงาน Bangkok Design Week 2019 บริเวณท่าน้ำหลังตึก CAT โดยนำประตูเหล็กยืดที่พบเห็นตามอาคารบ้านเรือนในย่านตลาดน้อย มาออกแบบร่วมกับเทคนิคแสง และเสียง พร้อมโต๊ะ เก้าอี้ ตั้งไว้ภายใน เป็นการจำลองบรรยากาศโรงน้ำชา สถานที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้บริการดื่มน้ำชาเพื่อผ่อนคลาย และพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างอิสระ ภายในพื้นที่มีการจัดแสดงภาพถ่าย ภาพวาดของศิลปินรุ่นใหม่ที่นำเสนอเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวัน สังคม การเมือง เพื่อกระตุ้นให้เกิดบทสนทนาภายในพื้นที่ เช่น ภาพ City of Loneliness โดย Patsam ที่สื่อให้เห็นถึงเมืองกรุง แหล่งรวมตัวของคนเหงา ความรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางแสงไฟของเมือง ภาพราคะ (Karma) โดย G E N J I สื่อให้เห็นถึงโรงน้ำชา ย่านเยาวราชในอดีตที่เป็นพื้นที่รวมตัวของโสเภณีในย่านชาวจีน เป็นต้น