image

Design & Creativity

ขยะอาหารที่ไม่ได้มีแค่อาหาร

Published Date : 2 Dec 2019

Resource : Creative Thailand

1,610

ความท้าทายที่โลกต้องผลิตอาหารให้เพียงพอเลี้ยงประชากรกว่า 9 พันล้านคนเมื่อถึงปี 2593 นอกจากจะเป็นเป้าหมายที่เราต้องพยายามทำให้ได้แล้ว เรายังมีอีกหนึ่งเป้าหมายที่ตีคู่มากับเป้าหมายในการผลิตอาหาร นั่นก็คือ เป้าหมายในการจัดการกับเศษเหลือที่เป็นอาหารหลังจากการบริโภค

นิตยสาร Time รายงานเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า ทุกวันนี้ 30% ของอาหารที่ผลิตได้ในโลกถูก “ทิ้ง” 8% ของก๊าซเรือนกระจกเป็นผลมาจากขยะอาหาร ขยะอาหารเหล่านี้ใช้น้ำมากถึง 25% ของน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตร และใช้ที่ดินในการปลูกหรือผลิตขนาดใหญ่เท่าประเทศจีนทั้งประเทศ 

ในสหรัฐอเมริกา งานวิจัยยังพบว่า คนอเมริกันทิ้งขยะอาหาร (คืออาหารที่ยังกินได้) คนละ 400 กรัมหรือเกือบครึ่งกิโลกรัมต่อวัน ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลว่าเราทิ้งขยะอาหารกันวันละเท่าไร แต่หากลองนึกถึงพฤติกรรมการกินประจำวันของเราที่พึ่งพาอาหารนอกบ้านเป็นหลัก ข้าวเหนียวหมูปิ้งที่กินไม่หมด-ต้องทิ้ง ชานมไข่มุกที่เหลือไข่มุกไว้เพราะกลัวอ้วน-เททิ้ง ส้มตำถาดเผ็ดจัดที่สั่งตอนหิวๆ แต่สุดท้ายแล้วกินไม่ไหว-เททิ้ง ลองนึกดูว่าเมื่อวานนี้ เรากินอะไร เหลือทิ้งไว้มากน้อยแค่ไหน และแต่ละเมนูยอดฮิตมีขยะอะไรประกอบบ้าง นอกเหนือจากขยะอาหารที่เรากินเหลือ

ข้าวเหนียวหมูปิ้ง : ถุงพลาสติก ถุงหูหิ้ว ไม้เสียบหมู ถุงน้ำจิ้ม ยางวงรัดถุง
ชานมไข่มุก : แก้วพลาสติก ฝาซีลพลาสติก หลอดพลาสติก ถุงหูหิ้ว ใบเสร็จ กระดาษทิชชู่พันแก้ว
เซ็ตอาหารฟาสต์ฟู้ด : กล่องใส่เบอร์เกอร์ ถุงหรือกล่องใส่เฟรนช์ฟราย แก้วน้ำอัดลมพร้อมฝาและหลอด ซองใส่ซอสแบบแบ่งบรรจุ (เยอะหลายซองหลายซอส) กระดาษทิชชู่ ช้อนส้อมมีดพลาสติก ถุงหูหิ้ว ใบเสร็จยาวเหยียด  
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย : ถ้วยพลาสติกหรือกระดาษเคลือบพลาสติก ฝาฟรอย ส้อมพลาสติกในถ้วย ซองเครื่องปรุง 

ทีนี้ลองมาดู 6 วิธีลดขยะอาหารและช่วยประหยัดทรัพยากร ทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ทำได้ทุกวันแบบไม่ยากเกินไปนัก หากเราช่วยกันคนละไม้คนละมือ

  1. กินในปริมาณพอดีๆ - ซื้ออาหารแค่เท่าที่จะกินหมด และอย่าสั่งอาหารตอนหิวจัด ๆ ให้คิดว่า การกินไม่ยั้งก็เท่ากับการสร้าง “ขยะอาหาร” ไว้ในร่างกายตนเอง ไม่ดีต่อสุขภาพ และยังไม่ดีต่อโลก
  2. ดูวันหมดอายุให้ดีๆ – งดพฤติกรรมซื้อมาตุนไว้จนกินไม่ทัน ลองวางแผนรายการอาหารล่วงหน้าว่าจะทำอะไรบ้างจากวัตถุดิบที่ซื้อมาให้หมดจริงๆ เมนูประเภทยำ ต้มยำ ข้าวผัด เป็นเมนูที่ “ใช้อะไรทำก็อร่อย” เหมาะจะเป็นเมนูกำจัดวัตถุดิบค้างตู้เย็นที่มีเยอะจนกินไม่ทัน 
  3. รู้จักแปรรูปอาหารและใช้ช่องแช่แข็งให้เป็นประโยชน์ - ผลไม้หรือผักบางอย่างถ้ากินไม่ทัน ก็แช่แข็งไว้ได้ หรืออาจ “แปรรูป” ง่าย ๆ เช่น สตรอว์เบอร์รี ให้ปั่นเก็บไว้ทำสมูตตี้หรือซอส มะเขือเทศ ปั่นหรือต้มให้เละแล้วแช่แข็งเก็บไว้ทำซอสพาสต้า ขนมปังที่แห้งไม่น่ากินแล้ว (แต่ยังไม่เสีย) เอามาปั่นและอบแห้งทำเกล็ดขนมปังเก็บไว้ได้ 
  4. เก็บอาหารให้ถูกที่และถูกวิธีเพื่อยืดอายุ – ผลไม้ตระกูลเบอร์รีและเห็ด อย่าเพิ่งล้างจนกว่าจะกิน แค่เก็บในกล่องที่ปิดสนิทในตู้เย็นก็พอ แคนตาลูปหรือเมล่อนแม้ยังไม่ปอกก็ควรเก็บในตู้เย็น แต่หัวหอมใหญ่ มันฝรั่ง กล้วย ควรเก็บนอกตู้เย็น
  5. ตรวจดูอุณหภูมิตู้เย็นอยู่เสมอ - 0-5 องศาเซลเซียสเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสม และไม่ควรใส่ของในตู้เย็นแน่นเกินไปจนความเย็นกระจายไม่ทั่วถึง 
  6. กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง กินผักผลไม้ให้มากขึ้น – เพราะเนื้อสัตว์ใช้ทรัพยากรในการผลิตมากกว่าผักผลไม้อย่างมาก ข้อนี้นอกจากดีต่อโลกแล้ว ยังดีต่อตัวคุณด้วย

ที่มาภาพ : Kaweepat Phuycharoen

ที่มา :
บทความ “ขยะอาหาร” ปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้าม จาก ngthai.com
บทความ 11 practical ways you can reduce food waste and save money โดย Matt Petronzio จาก mashable.com
บทความ How to reduce food waste จาก bbcgoodfood.com
บทความ Keep Fruits & Vegetables Fresher Longer จาก heart.org 

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ