image

Business & Industrial

เซินเจิ้น : การเดินทางของ ‘นักลอกเลียนแบบ’ สู่การเป็น ‘ผู้นำแห่งการออกแบบ’

Published Date : 4 Sep 2019

Resource : Creative Thailand

1,823

เมื่อเอ่ยถึง ‘เซินเจิ้น’ เมืองทางตอนใต้ของประเทศจีน ภาพที่นักท่องเที่ยวหลายคนนึกถึงมักเป็นภาพของสินค้าก๊อปปี้หลากหลายแบรนด์ที่มีให้เลือกซื้อชนิดที่ว่าเป็นของขึ้นชื่อประจำเมืองเลยก็ว่าได้ แต่ภายในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาภาพลักษณ์เหล่านั้นแทบจะหายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเซินเจิ้นได้ก้าวขึ้นมาเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและศูนย์กลางแห่งการออกแบบของจีนไปเป็นที่เรียบร้อย

เซินเจิ้นพัฒนาเมืองอย่างไรภายในระยะเวลาไม่กี่อึดใจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด คุณดีนี หวัง ผู้จัดการการสื่อสาร จากสมาคมส่งเสริมการออกแบบเมืองเชินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ให้เกียรติมาร่วมไขข้อคำตอบและแบ่งปันความรู้ ในงาน CEA Forum 2019 ถึงที่มาที่ไปของกระบวนการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงเซินเจิ้นในครั้งนี้ 

‘ปาฏิหาริย์’ แห่งเซินเจิ้น
ในอดีตเซินเจิ้นเป็นหมู่บ้านชาวประมง ผู้คนพึ่งพาทรัพยากรจากท้องทะเล หาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาเกลือ และผลิตผงปรุงอาหาร แต่ในปีค.ศ. 1978 รัฐบาลจีนได้ประกาศนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศ ซึ่งได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศจีนและเซินเจิ้นในเวลาต่อมา ในปีค.ศ. 1980 จากทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบด้วยการเป็นเมืองท่าและอยู่ติดกับเกาะฮ่องกง เซินเจิ้นจึงได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของจีน 

“เวลาคือเงิน ประสิทธิภาพคือชีวิต” 

คือคำขวัญประจำเมืองตั้งแต่ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา เซินเจิ้นได้พัฒนาตัวเองจากหมู่บ้านชาวประมงมาเป็นมหานครแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่มีประชากรกว่า 15 ล้านคน เป็นเมืองเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ผสมผสานกับศาสตร์แห่งการออกแบบได้อย่างลงตัว จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “บ้านเกิดของงานออกแบบจีนสมัยใหม่” ซึ่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดนี้ก็ได้ปรากฏอยู่ในตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ อย่างมูลค่าจีดีพีที่โตขึ้นกว่า 12,000 เท่า ภายในระยะเวลาไม่ถึง 40 ปี (จากปี 1979 ที่มูลค่าจีดีพีของเซินเจิ้นอยู่ที่ 0.2 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นเป็น 2,422 ล้านล้านหยวน ในปี 2018) เซินเจิ้นได้เปิดประตูสู่ยุคใหม่ของเศรษฐกิจจีน และกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลและพัฒนาได้รวดเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนผู้คนขนานนามการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ว่าเป็น ‘ปาฏิหาริย์แห่งเซินเจิ้น’ (The Shenzhen Miracle)

From ‘Made in China’ to ‘Created in China’: จากโรงงานสู่ฮับแห่งการดีไซน์
ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลง เซินเจิ้นเริ่มต้นจากการเป็นโรงงานรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า OEM (Original Equipment Manufacturer) ทำให้เซินเจิ้นกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กว่า 20 ปีในการสั่งสมประสบการณ์และเรียนรู้ผ่านการทำหน้าที่เป็น “ผู้ผลิต” ทำให้เซินเจิ้นเรียนรู้วิธีที่จะพัฒนาและผลักดันการผลิตสู่การสร้างแบรนด์ได้ด้วยตัวเอง มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง และด้วยความสามารถทางการผลิตที่มีอยู่แล้ว ทำให้เซินเจิ้นก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง OBM (Original Brand Manufacturer) อย่างเต็มตัว

เซินเจิ้นเลือกใช้ ‘การออกแบบ’ เพื่อเปลี่ยนแปลงเมืองจากศูนย์กลางการผลิตให้เป็นศูนย์กลางแห่งการออกแบบ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มมากมายสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการแข่งขันงานออกแบบ หรือนิทรรศการที่ส่งเสริมการออกแบบในด้านต่าง ๆ   เช่น
 

  • Shenzhen’s Design Week งานใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็น ‘พื้นที่สำหรับทุกคน’ โดยเทศกาลจะทำให้คนในเมืองได้สัมผัสกับประสบการณ์การออกแบบอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ โอกาสใหม่ ๆ และเปิดกว้างต่อความแตกต่าง เทศกาลนี้จึงแสดงให้เห็นถึงพลวัตของเมืองและผู้คนในเมืองได้เป็นอย่างดี
  • Shenzhen Global Design Award เวทีการแข่งขันสำหรับนักออกแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ผลักดันและส่งเสริมความสามารถของนักออกแบบในท้องถิ่น และในขณะเดียวกันก็เป็นเวทีที่เปิดรับนักออกแบบจากทั่วโลกให้มาแลกเปลี่ยนและรู้จักกับวัฒนธรรมและการออกแบบของจีนอีกด้วย 
  • Shenzhen Design Award for Young Talents เป็นกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNESCO ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีการแข่งขันสำหรับนักออกแบบรุ่นเยาว์

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีส่วนช่วยให้เซินเจิ้นสามารถดึงดูดผู้คนจากที่ต่าง ๆ มาสู่เมือง เพื่อช่วยพัฒนาเมือง พร้อมทั้งสร้างเอกลักษณ์ของเมืองผ่านการออกแบบร่วมกัน

Practice makes perfect: จุดกำเนิดแห่งการออกแบบจีนสมัยใหม่ 
แทนที่จะเป็นเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ที่ต่างก็มีสถาปัตยกรรมและงานออกแบบที่ยิ่งใหญ่มากมาย ทำไมเมืองใหม่อย่างเซินเจิ้นถึงได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘บ้านเกิดของงานออกแบบจีนสมัยใหม่’ คำตอบของคำถามนี้อยู่ในความพิเศษของ ‘ตลาด’ ของเซินเจิ้น

เนื่องจากเซินเจิ้นเป็นเมืองใหม่ที่เปิดกว้างและเปิดรับคนหน้าใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามาจากที่ต่าง ๆ มีประชาชนที่ข้ามพรมแดนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไม่ขาดสาย คุณค่าของการออกแบบจึงเป็นที่ยอมรับได้เร็ว อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าที่อื่น ๆ เซินเจิ้นยังเป็นเมืองที่มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา และผู้คนที่มาเยือนเมืองแห่งนี้ก็มีส่วนช่วยให้เมืองมีการพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเซินเจิ้นเป็นที่ตั้งของบริษัทใหญ่ ๆ หลายแห่ง เช่น หัวเหว่ย (บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์โทรคมนาคม) แซดทีอี (บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่และระบบโทรคมนาคม) เทนเซ็นต์ (บริษัทผู้ก่อตั้งโปรแกรมและเว็บไซต์ คิวคิวและวีแชท) ฯลฯ ซึ่งทำให้เมืองพัฒนาอย่างรวดเร็วและยังเป็นการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองอีกด้วย เมื่อภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมเปิดกว้างมากขึ้น จึงง่ายต่อการดึงดูดคนที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาสู่เมืองได้มากขึ้นตามลำดับ

ทำไมเหล่านักออกแบบและนักธุรกิจรุ่นใหม่ถึงชอบมาอยู่เซินเจิ้น

  1. การผสมผสานระหว่างการออกแบบและอุตสาหกรรมของเซินเจิ้น : การออกแบบของเซินเจิ้นพัฒนาไปพร้อม ๆ กับอุตสาหกรรมการผลิต เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์ ทำให้เซินเจิ้นมีรากฐานที่แข่งแกร่ง ในปี 2018 เซินเจิ้นมีนักออกแบบมืออาชีพกว่า 200,000 คน มีองค์กรด้านการออกแบบกว่า 6,000 แห่ง และมีพื้นที่ด้านวัฒนธรรมและการออกแบบอีกกว่า 56 แห่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจสร้างสรรค์ในเซินเจิ้น
     
  2. อุตสาหกรรมการออกแบบในเซินเจิ้นมีความเป็นอิสระสูง : ธุรกิจการออกแบบในเซินเจิ้นได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งสมาคม เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบูรณาการทรัพยากร และการผสานความร่วมมือกับรัฐบาล ซึ่งในปัจจุบันมีสมาคมหลักกว่า 16 แห่ง ซึ่งจะคอยดูแลกลุ่มนักออกแบบในสาขาที่แตกต่างกันออกไป เช่น สมาคมส่งเสริมการออกแบบเมืองเชินเจิ้น สมาคมส่งเสริมนักออกแบบกราฟิก หรือ สมาคมส่งเสริมนักออกแบบออกแบบแฟชั่น เป็นต้น
     
  3. ผู้คนมีส่วนร่วมในการออกแบบ : เนื่องจากเซินเจิ้นมีคนวัยหนุ่มสาวอยู่มาก อายุเฉลี่ยของประชากรในเมืองอยู่ที่ 33.5 ปี และมากกว่า 70% ของประชากรก็เป็นกลุ่มคนที่ย้ายมาจากส่วนต่าง ๆ  ของประเทศ ทำให้เซินเจิ้นเป็นเมืองที่มีความหลากหลายสูง ซึ่งความหลากหลายนี้กระตุ้นให้ผู้คนเปิดรับต่อสิ่งใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว รวมไปถึงตระหนักถึงคุณค่าของงานออกแบบมากกว่าที่อื่น ๆ 
     
  4. มีนโยบายที่สนับสนุนอุตสาหกรรมการออกแบบ : รัฐบาลท้องถิ่นได้ผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการยกระดับอุตสาหกรรม เช่น นโยบายสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและเล็ก นโยบายภาษีที่เอื้ออำนวย การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา สร้างศูนย์การออกแบบ และบริการสาธารณะต่าง ๆ เป็นต้น

ยิ่งมีคนเก่งมากขึ้นและมีสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้น เซินเจิ้นได้ทำให้เราเห็นว่า “Practice makes perfect.” หรือ การฝึกฝนบ่อย ๆ จะทำให้เก่งขึ้นนั้น ไม่ได้เกินจริง นวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เราเห็นในเซินเจิ้นวันนี้ คือผลลัพธ์จากการสั่งสมประสบการณ์จากการรับผลิตสินค้า  ที่ถึงแม้ในอดีตเซินเจิ้นจะเคยถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘นักลอกเลียนแบบ’ แต่การเลียนแบบก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย จนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเมือง และเป็นพื้นฐานที่สามารถนำมาต่อยอดสู่นวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เมืองแห่งการออกแบบ
ปัจจุบันเซินเจิ้นได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน ‘เมืองแห่งการออกแบบ’ ในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก หรือ  UNESCO Creative Cities Network (UCCN) ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 2004 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีทั้งหมด 180 เมือง จาก 71 ประเทศที่เข้าร่วมอยู่ในเครือข่ายที่ครอบคลุม 7 สาขาสร้างสรรค์ เช่น ศิลปะพื้นบ้าน สื่อศิลปะ ภาพยนตร์ การออกแบบ การทำอาหาร วรรณกรรม และดนตรี ซึ่งเซินเจิ้นเป็นเมืองแรกของประเทศจีนที่ได้รับเลือกให้เป็นเมืองแห่งการออกแบบ และเป็นเมืองลำดับที่ 6 ของโลก

การออกแบบมีความสำคัญมากในกระบวนการเปลี่ยนแปลงและยกระดับอุตสาหกรรมของเซินเจิ้น เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของเมือง และยังมีส่วนสำคัญในการทำให้เซินเจิ้นเป็นเมืองก้าวข้ามจากวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมที่เน้นปริมาณ สู่เมืองแห่งการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ จนกลายเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมอย่างทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ ที่ใช้ศาสตร์แห่งการออกแบบควบคู่ไปกับนวัตกรรมโดยเชื่อมโยงเข้ากับต้นทุนทางผลิตที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอนาคตเซินเจิ้นได้วางแผนในระยะยาวของเมืองไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพิ่มโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงการศึกษา และส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2020 รายได้ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของจีนจะต้องขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1 แสนล้านหยวนต่อปี  และมีองค์กรเกี่ยวกับการออกแบบอย่างน้อย 15,000 แห่ง ภายในปี 2035 รายได้ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนล้านหยวน มีการยกระดับอุตสาหกรรมการผลิต และนำการออกแบบของเซินเจิ้นสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีอิทธิพลต่อวงการออกแบบของโลก ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเป็นเครื่องยืนยันว่าเซินเจิ้นจะไม่หยุดพัฒนาตัวเองเท่านั้น แต่เซินเจิ้นจะไม่หยุดที่จะก้าวสู่ความเป็นสากลอีกด้วย 

ที่มา : การบรรยาย “จุดกำเนิดงานออกแบบสมัยใหม่ของจีน : การปฏิรูปและความพร้อมของนโยบาย” โดย ดีนี หวัง ในงาน CEA FORUM 2019 และบทสัมภาษณ์คุณดีนี หวัง ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2562 

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ