image

Design & Creativity

“ออกแบบประสบการณ์” กับ “อู้-นพปฎล พหลโยธิน” ผู้กุมหัวใจของการขับเคลื่อนความสุขให้ลูกบ้านแสนสิริ

Published Date : 30 Aug 2019

Resource : Creative Thailand

2,018

ความสุขในชีวิตคืออะไร…

คำถามสำคัญที่ต่างคนต่างก็มีคำตอบเฉพาะตัว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกถึง “บ้าน” สถานที่ซึ่งมอบความรู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย และเป็นสุข หลังจากการใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน คือสิ่งที่เราต่างถวิลหาในท้ายที่สุดของวัน

“อู้-นพปฎล พหลโยธิน” ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์คนแรกของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย คือผู้ที่มีบทบาทเป็นหัวเรือใหญ่รับผิดชอบการควบคุมภาพลักษณ์และสร้างประสบการณ์ให้กับลูกบ้านแสนสิริ ผ่านการดูแลทุกรายละเอียดที่เกี่ยวกับการสร้างภาพลักษณ์โดยรวม ตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงการตลาด การสร้างแบรนด์ และโครงการพิเศษต่าง ๆ ของแบรนด์แสนสิริ

หรือเรียกได้ว่า อู้ พหลโยธิน คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสุขของลูกบ้านแสนสิริในวันนี้ และเคล็ดลับการสร้างความสุขให้ลูกบ้านอย่างยั่งยืนที่เขาได้เผยไว้ในการบรรยาย “การสร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์เหนือระดับ” ในเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ CEA Forum 2019 ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่า “การเอาใจไปใส่อยู่ในทุกรายละเอียด”

จับเทรนด์ที่อยู่เหนือกาลเวลา
ในวันที่เทรนด์เปลี่ยนไปมาจนไล่จับแทบไม่ทัน อู้ พหลโยธินได้ย้ำเตือนเราว่า สิ่งที่อยู่เหนือกระแสอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องมองหามันจากองค์กรผู้นำเทรนด์ที่ไหน แค่ต้องกลับมามองที่ภายใน ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง และสิ่งเหล่านั้นเองจะเป็นบ่อเกิดไอเดียการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการให้มีค่าอยู่เหนือกาลเวลา

“ดีไซน์เทรนด์ของอสังหาฯ มันไม่ใช่เทรนด์ที่เราจะบอกได้ว่าคอลเล็กชั่นหน้าหรือซีซั่นหน้าจะเป็นอะไร เพราะเราดีไซน์ให้ชีวิตคน เราต้องสร้างสิ่งที่จะอยู่กับเขาอีกเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะมาดีไซน์ต้องขึ้นอยู่กับคน เราวางตัวเป็น People Brand คือการสร้างเรื่องราวที่จำเป็นต้องใส่ใจในวิถีชีวิตของลูกบ้าน ดังนั้นหากถามว่าทำไมคนถึงสำคัญ เพราะเทรนด์เปลี่ยนไปทุกวัน แต่มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานซึ่งแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจาก 2 แสนปีที่แล้ว เรายังคงต้องการความปลอดภัย ต้องการที่อยู่อาศัย ต้องการอยู่กับครอบครัว และมีคอมมูนิตี้ที่ดี พวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ซึ่งผมก็คิดว่าเจเนอเรชันต่อจากนี้ไปก็จะยังคงต้องการ basic needs เหล่านี้อยู่ดี” 

...แต่ตั้งแต่ช่วงที่มีโซเชียลมีเดียเกิดขึ้น พฤติกรรมของคนเราก็เริ่มเปลี่ยนไป เราพยายามสร้างชีวิตให้ดูดีขึ้นเพื่อให้คนมากดไลก์ ให้เรามีเพื่อนมากขึ้น เพื่อทำให้เรามีความสุขขึ้น เราให้ความสำคัญกับการสร้างชีวิตที่ดู extraordinary (พิเศษ) หลายคนให้ความเห็นว่ามิลเลนเนียลให้ความสำคัญกับ experience มากกว่า material ทุกคนอยากจะให้ชีวิตดูดีในโลกโซเชียล ไม่ว่าชีวิตจริงจะลำบากยังไงก็ตาม แต่ที่แสนสิริ เราคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ basic needs เมื่อก่อนเราอาจจะทำอะไรให้มันดูตื่นเต้น ฉาบฉวย ต้องกระตุ้นยอดขายด้วยการทำอะไรให้ดูหรูหรา ฟู่ฟ่า อลังการ แต่ตั้งแต่ผมอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าความสำคัญมันจะต้องอยู่ในคน เป็นประสบการณ์ของคนที่ว่าเขาต้องการอะไรจริง ๆ โปรดักส์ของเราจึงเริ่มเปลี่ยนไป จะเห็นว่ามันเริ่มมีความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่มีทางตกเทรนด์ มันคือความใส่ใจว่าลูกบ้านต้องการอะไร ไม่เน้นที่ความฉาบฉวยเหมือนเทรนด์ที่เปลี่ยนไปมา เพราะเราคำนึงถึงความต้องการของลูกบ้านในระยะยาว”

อยู่เป็นสุข = ความสำเร็จ
โจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกบ้านอยู่บ้านแล้วมีความสุข ยังคงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกเจ้า สำหรับแสนสิริที่มีอุดมการณ์ในการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ไม่เพียงอยู่แล้วรู้สึกสบาย ปลอดภัย และมั่นคง จึงมองหาความเป็นไปได้ในการเพิ่มความสุขให้ลูกบ้านอยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นคือการออกแบบประสบการณ์ให้ลูกบ้านได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้พวกเขารู้สึกผูกพันและมีความสุขเมื่อได้อยู่ในคอมมูนิตี้เดียวกัน

“สิ่งที่ประสบความสำเร็จของดีไซเนอร์บ้านสำหรับที่แสนสิริ ไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้อุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์หรูหรา แต่เป็นการออกแบบโครงการที่มีไฟเปิดอยู่จริง มันแสดงให้เห็นว่าพื้นที่โคเวิร์กกิ้งมีคนใช้งานอยู่จริง ๆ นี่คือโมเมนต์ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสำหรับการเป็นดีไซเนอร์ คือการออกแบบให้คนได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเมื่อมาพักที่บ้านแสนสิริ

Siri House คือตัวอย่างของพื้นที่ที่คนเมืองจะได้มาใช้ชีวิต กิน อยู่ และมีความสุขร่วมกัน ที่ Siri House จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ชาวกรุงได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมากขึ้น ภายในพื้นที่บ้านจะมีร้านค้าต่าง ๆ อย่างร้านดอกไม้ ร้านหนังสือ คาเฟ่ และกิจกรรมมากมายที่คนจะมีร่วมกันได้ เช่น กิจกรรมฉายหนัง กีฬา เป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน ทำให้เราสัมผัสความเป็นมนุษย์มากขึ้น” คุณอู้กล่าว โดยปัจจุบันโปรเจ็กต์ Siri House มีอยู่ทั้งในประเทศไทยคือในซอยสมคิด ถนนเพลินจิต และที่สิงคโปร์ ซึ่งตั้่งอยู่ในใจกลางเดมพ์ซีย์ ฮิลล์ แหล่งแฮงก์เอ้าต์สุดฮิตของคนที่นั่้นเช่นกัน

อีกตัวอย่างของการไม่หยุดค้นหาความสุขให้ลูกบ้านของแสนสิริ คือการได้เรียนรู้อินไซต์ของสุดยอดบริการจากพาร์ทเนอร์หุ้นส่วนอย่าง The Standard Hotel ที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับแขกที่เข้าพักจากทั่วโลกได้แบบปากต่อปาก “สิ่งที่เรียนรู้จาก The Standard คือเขาเป็นแบรนด์ที่เน้นให้คนต้องมาก่อน หากได้ไปพักที่โรงแรมเขา เราจะเข้าใจเลยว่าบางทีโรงแรม 5 ดาวแพง ๆ ก็สู้ไม่ได้ เพราะบางโรงแรมหรูทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ดีพอสำหรับโรงแรมเขา แม้จะพักสบาย แต่เขาไม่ได้สนใจมาพูดคุยกับเราจริง ๆ เลย เขาอาจจะนอบน้อมเพราะคุณจ่ายแพง แต่ The Standard จะทำให้คุณรู้สึกถึงความใส่ใจ จากการเข้ามาพูดคุยแบบอยากจะรู้จริง ๆ ว่าวันนี้คุณเป็นยังไงบ้าง ซึ่งโมเมนต์แบบนี้ล่ะที่ผมพยายามจะมานำเข้ามาในองค์กรของเรา มันคือสิ่งที่เรียกว่า real engagement (ความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์อย่างแท้จริง)”

ในฐานะของผู้ที่กุมบังเหียนการสร้างประสบการณ์ให้ลูกบ้านแสนสิริในวันนี้ จึงอดถามไม่ได้ว่าอู้ พหลโยธิน ได้ใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในการพัฒนาแบรนด์แสนสิริให้เดินหน้าต่อจากนี้ไปอย่างไร “ทุกอย่างที่พูดมาเป็นประสบการณ์ส่วนตัวหมดเลย ผมสังเกตว่าตั้งแต่ที่ไอโฟนมีฟังก์ชันที่บอกว่าเราใช้เวลากี่ชั่วโมงไปกับอะไรบ้าง ผมพบว่าเคยใช้เวลาไปกับโซเชียลมีิเดียวัน ๆ หนึ่งถึง 5-6 ชั่วโมง ก็ช็อกมาก เลยรู้สึกว่าต้องวางโทรศัพท์ พอเริ่มวางก็รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น นอนหลับดีขึ้น ความคิดความสร้างสรรค์สูงขึ้น ผมก็แนะนำลูกน้อง เขาบอกว่าไม่ได้ เพราะเขากำลังทำงาน ถามว่าทำอะไร คือการดู pinterest หรือ google หาข้อมูลและแรงบันดาลใจทำงาน ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความสร้างสรรค์เลย จริง ๆ เราควรวางโทรศัพท์และหันไปคุยกับเพื่อน มองสิ่งรอบ ๆ ลองออกไปเห็นธรรมชาติ ไปสัมผัสสิ่งใหม่ เพราะประสบการณ์ที่เราได้จากชีวิตจริงนี้แหละ คือสิ่งที่เราสามารถเติมและใส่เข้าไปในโปรดักส์ของเรา หรือแม้แต่ชีวิตของเราให้ดีขึ้น” คุณอู้กล่าวทิ้งท้าย

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ