image

Business & Industrial

กรุงโรม...เมืองทำกินได้ไม่มีวันหมด

Published Date : 2 Jul 2019

Resource : Creative Thailand

9,245

ท่ามกลางสงครามเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลที่มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว หลายประเทศต้องปรับนโยบายรับมือกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น อันเนื่องจากระยะทางหรือเวลามิใช่อุปสรรคในการค้าขายอีกต่อไป สินค้าที่เหมือนกัน แต่ราคาถูกกว่า สามารถเข้ายึดครองส่วนแบ่งทางการตลาดในอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ผู้บริโภคกดคลิกสั่งของจากมุมไหนของโลกก็ได้ รูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิมต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ หากไม่ยกระดับตัวเองสู่องค์กรดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียม หรือเหนือกว่าคู่ต่อสู้ที่มาคุกคามใหม่ได้

ขณะที่ทุกคนพยายามวิ่งไล่ตามกระแสไอทีอย่างบ้าคลั่งเพื่อความอยู่รอด สถานที่บางมุมของโลกกลับแลดูไม่เดือดร้อนต่อความเร่งรีบนั้นเสียเท่าไร อันเนื่องมาจากมี ‘บุญเก่า’ ที่บรรพบุรุษสะสมไว้ให้ ซึ่งศักดิ์สิทธิ์ราวกับได้รับพรจากพระเจ้าให้ถือครองคุณสมบัติที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ได้ในทุกยุคทุกสมัย ดังเช่น ‘กรุงโรม’ เมืองหลวงของประเทศอิตาลี ที่กินบุญเก่าอย่างไรก็ไม่มีวันหมด 

ความศิวิไลซ์ของโรมคงความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมานานนับพันๆ ปี จนถึงปัจจุบัน และเป็นสาเหตุให้ผู้คนเรียกขนานนาม ‘กรุงโรม’ ด้วยสมญานามต่างๆ บ้างว่าเป็น Eternal City (อมตะนคร) บ้างว่าเป็น Urbs Sacra (เมืองอันศักดิ์สิทธิ์) บ้างว่าเป็น Caput Mundi (เมืองหลวงของโลก) 

แม้แต่สำนวน  “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” ที่แฝงปรัชญาสอนให้มนุษย์มีความอดทน คิดทำการสิ่งใดให้บรรลุผล อย่าเพิ่งรีบร้อนหวังผลโดยเร็ว ยังสะท้อนภาพความยิ่งใหญ่ของโรม ที่กว่าจะเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งอำนาจทางการเมืองและวิทยาการต่างๆ ได้นั้น ต้องใช้เวลาสะสมบารมีอยู่หลายชั่วอายุคน ซึ่งยาวนานมากจนเกือบเกินจะนับ

©Unsplash/Alexandre Micheloud

เมืองที่เก่าแก่กว่าตำนานใด ๆ
จุดเริ่มต้นของโรม อาจเริ่มนับตั้งแต่ตำนานเล่าขานเรื่องราวการตั้งเมืองโรมของสองพี่น้องโรมุลุสและเรมุส บุตรของเทพเจ้าแห่งสงครามที่ถูกลุงใจร้ายนำมาทิ้งไว้ข้างแม่น้ำไทเบอร์ หมายจะให้จมน้ำตาย แต่เคราะห์ดีที่แม่หมาป่าใจดีช่วยไว้ ให้นมเด็กน้อย และนำฝาแฝดไปฝากให้คนเลี้ยงแกะชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ เมื่อทั้งสองอายุย่างเข้า 18 ปี ได้ออกเดินทางไปแสวงหาดินแดนของตนเอง แต่เกิดขัดแย้งกันจนโรมุลุสพลั้งมือฆ่าเรมุสเสียชีวิต โรมุลุสตั้งตนเองเป็นกษัตริย์เหนือดินแดนที่เรียกขานตามชื่อของตนว่า “โรม” และบันทึกวันก่อตั้งโรมไว้ว่าตรงกับวันที่ 21 เมษายน 753 ปีก่อนคริสตกาล

อันที่จริง ประวัติศาสตร์ของโรมน่าจะเก่าแก่กว่าตำนานของโรมุลุสและเรมุส ดังที่นักโบราณคดีขุดพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์โบราณในบริเวณนี้ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับในช่วงเวลายาวนานที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ได้เป็นที่รวบรวมขุมทรัพย์ทางอารยธรรมของโลกไว้อย่างมหาศาล ทุกยุคทุกสมัยพร้อมใจกันทิ้งมรดกกองโต สร้าง Unfair Advantage ที่ไม่มีที่ใดในโลกทัดเทียมได้ ยิ่งในยุคจักรวรรดิโรมันด้วยแล้ว บารมีของอารยธรรมโรมันได้แผ่กระจายไปทั่วทวีปยุโรปและแอฟริกา จนโรมกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีประชากรคิดเป็นร้อยละ 20 ของทั้งโลก

©wikimedia.org

ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม 
ชัยชนะแห่งสงครามของชนชาติโรมันนำมาซึ่งความมั่งคั่ง เมื่อรบได้ดินแดนใดแล้ว ก็มักสร้างถนนเชื่อมต่อ เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารและควบคุมดินแดนใต้อาณัติ จนเรียกได้ว่าถนนหนทางทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม เกิดการเกณฑ์แรงงานทาสสร้างอาคารสถาปัตยกรรม วิหาร สถานบันเทิง ทั้งโคลีเซียม วิหารแพนธีออน โรมันฟอรัม โรมันบาธ ซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬารให้สมฐานะผู้ปกครอง และกวาดต้อนของมีค่าที่ได้จากการเข้ายึดดินแดนอื่นๆ มาไว้ที่นี่ ก็คิดดูเอาเองว่าแม้กระทั่งเสาโอเบลิสก์ (Obelisk) หนักๆ ทหารโรมันยังขนมาจากประเทศอียิปต์ 

ครั้นเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลาย กาลเวลาดำเนินเข้าสู่ยุคถัดไป นั่นก็ไม่อาจทำให้คุณค่าของกรุงโรมด้อยความสำคัญลง เพียงแต่อุทิศประโยชน์จากที่มั่นของอำนาจรัฐเขยิบมาเป็นศูนย์กลางอำนาจทางจิตวิญญาณ สถาปัตยกรรมใหม่ถูกสร้างทับซ้อนครอบของเดิม หรือปรับให้ใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของศาสนจักร เช่น สุสานจักรพรรดิโรมันที่ถูกดัดแปลงให้เป็นโบสถ์ Castel Sant’ Angelo หรือศิลปะที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ที่ได้รับการสนับสนุนแทนที่เรื่องราวของเทพปกรณัมกรีกโรมัน การอุปถัมภ์ศิลปกรรมโดยพระสันตะปาปาก็ทำให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม และงานประติมากรรมอันวิจิตรล้ำค่าให้แก่โลก ดังเช่นโดมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่เปรียบดังศูนย์รวมจิตใจของคริสตศาสนิกชน หรือผลงานรูปแกะสลักของจัน ลอเรนโซ แบร์นีนี่ ที่โด่งดังถึงขีดสุดจากนิยายถอดปริศนาเทวากับซาตานของนักเขียนชื่อดังแดน บราวน์ 

มรดกจากบรรพบุรุษที่สะสมมาในแต่ละยุคตอกย้ำความครบครันของกรุงโรมในทุกมิติ ทำให้กรุงโรมเป็นที่รวบรวมมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่สำคัญ มีปริมาณนับได้เป็น 2 เท่าของปารีส 4 เท่าของลอนดอน และ 10 เท่าของนิวยอร์กเลยทีเดียว 

©Unsplash/Jeff Ackley 

สร้างโรมให้นิรันดร์
เวลาเดินผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน กรุงโรมยังมีลมหายใจอยู่เสมอ ไม่เคยถูกทอดทิ้งให้เป็นเมืองร้างผู้คน ด้วยความบริบูรณ์แห่งสมบัติล้ำค่าจากอดีตที่มอบให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้ทำมาหากินอย่างง่ายดายราวกับไม่มีที่ไหนจะสร้างขึ้นมาให้ทัดเทียมได้ การเก็บเกี่ยวรายได้หลักจาก ‘ค่าเข้าชมสมบัติเก่า’ และเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดจากธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นบาร์ ร้านอาหาร โรงแรม รถเช่า บริษัทนำเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ฯลฯ ทำให้ลูกหลานกรุงโรมไม่เคยแร้นแค้น

ในปี 2561 การท่องเที่ยวสร้างรายได้เข้าประเทศอิตาลีมากกว่า 41.7 พันล้านบาท โดยมีกรุงโรมเป็นเมืองที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง เฉพาะกรุงโรม มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนไม่น้อยกว่า 15.2 ล้านคนในปีเดียว แน่นอนว่าเหตุผลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกไปเยือนกรุงโรมมีสารพัน เพราะสินทรัพย์ของโรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องในประวัติศาสตร์ แต่ด้วยความเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งเป็นผู้นำวัฒนธรรมด้านศิลปะ แฟชั่น ดนตรี ภาพยนตร์ อาหารการกิน กาแฟ เจลาโต รวมไปถึงความสำคัญของการเป็นที่ตั้งสถานที่สำคัญต่าง ๆ ระดับโลก เช่น สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โครงการอาหารโลก (World Food Program) และศูนย์กลางคริสตจักรนครรัฐวาติกัน ก็ล้วนเชิญชวนผู้คนให้หลั่งไหลเข้าไปยังประเทศอิตาลีทุกนาที

รัฐบาลอิตาลีตระหนักดีถึงความสําคัญของการท่องเที่ยวในฐานะเป็นเครื่องมือสําคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยอาศัยข้อได้เปรียบของความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการท่องเที่ยว เป็นจุดขายในการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน และเพื่อให้ประเทศมีกรอบทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน สอดคล้องกับศักยภาพและโอกาสการพัฒนาใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น จึงกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวในแผนยุทธศาสตร์ชาติ และวางจุดมุ่งหมายที่สําคัญไว้ 3 ประการ คือความยั่งยืน การสร้างนวัตกรรม และการเข้าถึง 

ยุทธศาสตร์อนุรักษ์โรมให้ทำกำไร
ไม่ต้องบอกก็รู้ดีว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นเสมือนลมหายใจและหลอดเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงความมั่งคั่งและสร้างกำไรให้กรุงโรม ดังนั้นรัฐบาลจึงได้กำหนด 3 กลยุทธ์ที่จะรักษาสินทรัพย์ของเมืองไว้ พร้อมกับสร้างผลกำไรให้งอกเงยเป็นมรดกตกทอดให้กับชาวเมืองโรมรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างยั่งยืน

  1. ความยั่งยืน รักษาความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ชุมชน และการเติบโตของการท่องเที่ยวให้สัมพันธ์กัน
     
  2. การสร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่น
     
  3. การเข้าถึง บริการสาธารณะเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เอื้อเฟื้อต่อผู้พิการ และการเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยวด้วยเครื่องมือดิจิทัล 

ความสร้างสรรค์ของรัฐบาลอิตาลีในการจัดการการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือการตั้งหน่วยงานรัฐเพื่อดูแลการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ทั้งระดับบริหารส่วนกลาง ระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด เล็กไปจนถึงระดับอำเภอ เพื่อพยายามกระจายอำนาจการบริหารสู่ประชากรในพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นอย่างใกล้ชิด และจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ทำร้ายวิถีชุมชนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน 

กรุงโรมรับเอานโยบายจากรัฐบาลกลางมาใช้ โดยนอกจากจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการท่องเที่ยวที่ขึ้นตรงกับนายกเทศมนตรีและดูแลระดับนโยบายแล้ว ยังจดทะเบียนบริษัทจำกัดชื่อ Zètema ตั้งแต่ปี 1998 ให้มีหน้าที่เสมือนเป็นออแกไนเซอร์ของเทศบาล ลงมือปฏิบัติกลยุทธ์ต่างๆ ในการประชาสัมพันธ์ และบริหารกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้แก่การท่องเที่ยวที่กรุงโรม และรักษาความเป็นอันดับหนึ่งในการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจของผู้คนทั่วโลก โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ Zètema และจัดขึ้นจนกลายเป็นงานประจำปีแล้ว ประกอบด้วย 

©museumsrome.com

Night at the Museums ที่ผู้เข้าชมสามารถชื่นชมผลงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งของโรมได้ฟรีในยามราตรี โดยเปิดให้เข้าชมได้จนถึงเที่ยงคืน 

©romeing.it

Music in Museum คอนเสิร์ตเล็กๆ หรือกิจกรรมเข้าจังหวะในพิพิธภัณฑ์ ที่กำลังเล่าเรื่องราวศิลปะให้แก่ผู้เข้าชมผ่านเสียงดนตรี 

©wantedinrome.com

Journey in Ancient Rome การแสดงแสงสีเสียง มัลติมีเดีย เพื่อจำลองภาพวิถีชีวิตของคนโรมันในโบราณสถานจริง

©arapacis.it

L’Ara com’era การเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคโรมัน ผนวกกับการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อเปิดประสบการณ์เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory) 

นอกจากการจัดกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ แล้ว ยังเป็นการให้ความรู้แก่เยาวชนของชาติ พร้อมปลูกฝังความภูมิใจในชาติบ้านเมือง และเสริมสร้างกิจกรรมสานความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของคนในชุมชนอีกด้วย

โรมของทุกคน
ในปีนี้ เทศบาลโรมมีความคิดริเริ่มที่จะกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาดูแลโรมมากขึ้น โดยจัดแคมเปญฟังเสียงประชาชน เช่น แคมเปญด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อว่า FUTOUROMA โดยขั้นแรกได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นแบบ 360 องศา จากภาคีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยวให้มาร่วมวงสนทนาในวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ Aquarium of Rome เพื่อให้ได้เครื่องมือนำไปสู่การต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ดีที่สุด ทั้งรับฟังและถกหาหนทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ภายในงานมีผู้เข้าร่วมราว 150 คน โดยมาจากสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน นักวิชาการ ตัวแทนจากหน่วยงานคมนาคม อนามัย สถาบันการเงิน พาณิชย์ และหน่วยงานการให้บริการอื่นๆ โต๊ะสนทนาถูกจัดออกเป็น 3 หัวข้อ ว่าด้วยเรื่องการสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นโรม (Rome Branding) การให้การต้อนรับ และการปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี ซึ่งผลจากการประชุมจะนำไปเรียบเรียงเสนอเป็นแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของกรุงโรมปี 2019-2025

©Unsplash/Claudio Hirschberger

นอกจากนี้ เพื่อให้โรมเป็นเมืองของทุกคนอย่างแท้จริง แคมเปญการบูรณะเมือง #RomaDecide จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไป ทั้งเป็นคนโรมโดยกำเนิด หรือใช้ชีวิตอยู่ในกรุงโรม ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่โรมด้วยเหตุผลทางการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ ได้มีโอกาสร่วมเสนอไอเดียหรือโหวตไอเดียที่ชอบ ในการใช้งบประมาณด้านโยธา 20 ล้านยูโร ปรับปรุงทัศนียภาพย่านที่อยู่อาศัย สร้างเลนจักรยาน ปรับผิวถนน ซ่อมแซมฟุตปาธ วางโปรเจ็กต์สวนสาธารณะ หรือไอเดียอะไรก็ได้ที่เป็นการส่งเสริมหน้าบ้านให้น่ามอง ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงโรม โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปลงทะเบียนออนไลน์ ตั้งกระทู้ หรือสนับสนุนไอเดียผู้อื่นได้ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน–15 กรกฎาคมนี้ ที่เว็บไซต์ทางการของเทศบาลกรุงโรม www.comune.roma.it และทำการปิดโหวตวันที่ 21 กรกฎาคม 2562 กระทู้ใดได้รับยอดไลค์เกินร้อยละ 5 ของโปรเจ็กต์ที่เสนอมาทั้งหมด จะถูกนำเข้าไปพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง และจัดสรรงบประมาณในที่ประชุมนายกเทศมนตรีต่อไป เพื่อเสนอเป็นแผนการเปิดให้ประชาชนทุกคนโหวตรอบตัดสินในเดือนตุลาคมนี้

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการ ‘สมบัติเก่า’ ให้กินได้ไม่มีวันหมดของชาวโรม ด้วยวิธีการรับฟังเสียงประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเล็กน้อยต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่มาอาศัยอยู่ ได้หล่อหลอมจิตสำนึกให้ทุกคนรักและหวงแหนที่จะรักษาสมบัตินี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป เพราะไม่ว่าจะเดินทางผ่านมาชั่วคราวหรือเกิดเป็นคนโรม คุณก็มีสิทธิ์ที่จะช่วยคิดช่วยทำให้โรมสวยงามยิ่งขึ้น และความคิดนั้น ๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเสียงโหวตสนับสนุนให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะ...กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว และไม่ได้ใช้คน ๆ เดียวสร้างอย่างแน่นอน

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/Caleb Miller

เรื่อง: ฤทัยรัตน์ พยุงกิจขจร