image

Business & Industrial

ความรับผิดชอบต่อสาธารณะของ 4 Plastic Polluters

Published Date : 24 Sep 2020

Resource : TCDC CONNECT

2,645

บทความคอลัมน์ “ธุรกิจสีเขียว” ในรอบนี้อาจจะแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่นำเสนอธุรกิจที่เป็นผู้นำความยั่งยืนในแง่มุมต่างๆ ในตอนนี้จะมาเล่าถึงความท้าทายของยักษ์ใหญ่ 4 บริษัท ผู้สร้างขยะพลาสติกรายสำคัญที่ตกเป็นเป้าการวิจารณ์ของสาธารณะและภาคประชาสังคมถึงบทบาทและความจริงจังในการจัดการกับบรรจุภัณฑ์พลาสติก

 

4 แบรนด์ใหญ่กับการสำรวจขยะพลาสติกทั่วโลก 

องค์กรภาคประชาชน Break Free from Plastic ได้จัดการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกหรือ Brand Audit โดยในปี 2019 มีอาสาสมัคร 72,541 คน ทำการเก็บขยะใน 484 พื้นที่ ใน 51 ประเทศ 6 ทวีป ทั่วโลก กลุ่มอาสาสมัครเก็บขยะพลาสติกได้ทั้งสิ้น 475,000 ชิ้น โดยแบ่งเป็นขยะที่สามารถระบุแบรนด์ได้ 43% ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า Coca Cola เป็นแบรนด์ที่พบขยะพลาสติกมากที่สุดเป็นจำนวน 11,732 ชิ้น (ทั้งนี้ Coca Cola มีสินค้าในเครือกว่า 500 แบรนด์) โดยมี  Nestlé (ตัวอย่างแบรนด์ลูก เช่น KitKat และ Haagen Dazs)  Pepsico (ตัวอย่างแบรนด์ลูก เช่น Lay’s, Mountain Dew, and Aquafina) และ Unilever ตามมาในลำดับที่ 2, 3 และ 4 เมื่อพิจารณาจากจำนวนขยะที่ระบุเจ้าของสินค้าได้ 
 
 
ที่มา: https://www.breakfreefromplastic.org/globalbrandauditreport2019/
 
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือนอกจาก Coca Cola จะเป็นแชมป์ถึง 2 ปีติดต่อกันแล้ว ยังมีปริมาณขยะพลาสติกที่พบมากกว่าอันดับ 2, 3 และ 4 รวมกันเสียอีก ขณะที่ผู้นำ 3 อันดับแรกในปี 2018 และ 2019 ยังคงเป็น Coca Cola, Pepsico และ Nestlé
 
 
ที่มา: https://www.breakfreefromplastic.org/globalbrandauditreport2019/
 
สำหรับ Break Free From Plastic นั้น ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดยมีเป้าหมายผลักดันการลดปัญหาขยะพลาสติกจากจุดกำเนิด นั่นคือลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งจากฝั่งของผู้ผลิต รวมถึงเรียกร้องให้ภาคธุรกิจยกระดับบทบาทและความรับผิดชอบให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ภาคประชาสังคมเชื่อว่าข้อค้นพบจากการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกจะเป็นเครื่องมือที่ท้าทายสิ่งที่ภาคธุรกิจนำเสนอตลอดหลายปีที่ผ่านมา นั่นคือการทำให้ความรับผิดชอบเรื่องขยะเป็นของผู้บริโภค หลายค้นอาจจะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า ‘พลาสติกไม่ใช้ผู้ร้าย แต่เป็นผู้บริโภคที่ทิ้งไม่เป็นที่ต่างหาก’ หรือแม้แต่การสร้างการรับรู้ว่าการรีไซเคิลจะช่วยแก้ปัญหามลภาวะจากขยะพลาสติกได้ ทั้งที่ภาคธุรกิจทราบดีว่าในทางปฏิบัติขยะพลาสติกที่ถูกนำกลับไปรีไซเคิลมีเพียง 9% เท่านั้นเอง นอกจากนี้ ในบางประเทศภาคประชาสังคมและเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมมีความเคลือบแคลงต่อการใช้อิทธิพลของภาคธุรกิจในการชะลอ ขัดขวาง หรือสร้างอุปสรรคต่อกฎระเบียบในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกที่จะกระทบกับธุรกิจของตน  
 
 
ที่มา: https://www.breakfreefromplastic.org/globalbrandauditreport2019/
 
ที่มา: https://www.breakfreefromplastic.org/globalbrandauditreport2019/
 
งานวิจัยจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม Tearfund ที่สำรวจขยะพลาสติกใน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ บราซิล เม็กซิโก และไนจีเรีย ก็ได้ผลที่สอดคล้องกัน นั่นคือ 4 บริษัทใหญ่ สร้างขยะพลาสติกรวมกันกว่า 5 แสนตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่สามารถถมสนามฟุตบอลได้วันละ 83 สนามเลยทีเดียว ยังไม่รวมถึงการเผาขยะที่พบได้ทั่วไปในประเทศที่ระบบการจัดการไม่มีประสิทธิภาพได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย ผลการศึกษาที่ชี้เป้าไปที่แบรนด์ใหญ่ทั้ง 4 สะท้อนอิทธิพลของบริษัทในการผลิตและนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆให้ผู้บริโภคทั่วโลก ในขณะเดียวกันก็สร้างขยะพลาสติกในปริมาณมหาศาล โดยที่ระดับความรับผิดชอบเทียบไม่ได้กับผลประกอบการของบริษัทเลย 
 
ขณะที่ในประเทศไทยได้มีการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกที่จังหวัดเชียงใหม่และสงขลาโดยกรีนพีซประเทศไทย ผลการจากสำรวจได้นำไปรวมกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก 
 
อ่านรายงาน “ผลการตรวจสอบแบรนด์ (Brand Audit) จากขยะพลาสติกในประเทศไทย ปี 2562” พร้อมข้อเสนอแนะของกรีนพีซ ได้ที่ https://www.greenpeace.org/thailand/publication/9441/thailand-brand-audit-2019/
 

คำตอบจากแบรนด์

ไม่น่าแปลกใจที่ข้อเรียกร้องจากสาธารณชนและผลการสำรวจในหลายๆ โอกาสสร้างแรงกดดันให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ 4 แบรนด์ใหญ่ที่เป็นเจ้าของบรรจุภัณฑ์พลาสติกแสดงจุดยืนและให้คำมั่นในการปรับปรุงและหาแนวทางใหม่ๆในการจัดการกับปัญหาขยะพลาสติก ซึ่งหลักๆ แล้วมาจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง สิ่งที่ทั้ง 4 แบรนด์ได้ประกาศเมื่อปี 2019 เกี่ยวกับการลดขยะพลาสติกมีดังนี้
 
Coca-Cola: ภายในปี 2030 จะจัดเก็บและรีไซเคิลขวดพลาสติกในจำนวนเทียบเท่าปริมาณขวดที่ขายได้ และขวดจะต้องประกอบด้วยพลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อย 50%
PepsiCo: ลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ (virgin plastic) ในการผลิตขวดลง 35% ภายในปี 2025
Nestlé: ภายในปี 2025 บริษัทจะลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ (virgin plastic) ลง 1 ใน 3 ลงทุน 2 พันล้านฟรังสวิส (ประมาณ 2.08 พันล้านดอลล่าสหรัฐ) ในการเปลี่ยนจากการใช้พลาสติกผลิตใหม่ไปสู่การใช้พลาสติกรีไซเคิลที่บรรจุอาหารได้ (food-grade) และบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดต้องรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 
Unilever: ลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ (virgin plastic) ลง 50% ภายในปี 2025 และลดการใช้พลาสติกลด 100,000 ตัน และจัดเก็บและจัดการพลาสติกให้มากกว่าจำนวนที่บริษัทขายได้ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้สอดคล้องกับการนำไปใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลาย และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์ภัณฑ์เป็นอย่างน้อย 25%
 
ในทางกลับกัน ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ความตระหนักเรื่องขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้น และการเปิดรับทางเลือกใหม่ๆ ก็ส่งเสริมให้บริษัทหันมาคิดค้นและปรับปรุงการดำเนินงานของตนเอง Coca-Cola ริเริ่มการใช้ขวดใช้ซ้ำและระบบเติม (refill) ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เม็กซิโก ไนจีเรีย แทนซาเนีย และฟิลิปปินส์ คู่แข่งอย่าง Pepsico เองก็กำลังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ SodaStream ที่ส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำ ซึ่งจะช่วยลดขวดพลาสติกลงได้ 67 ล้านขวดในเวลา 5 ปี Nestlé หันมาพัฒนาระบบจัดส่งโดยมีตัวเลือกบรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำ แบบเติม และบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่สำหรับสินค้าปริมาณมาก สินค้าเช่น เนสกาแฟ ไมโล และคอฟฟี่เมต มีให้บริการแบบเติมในหลายประเทศ รวมถึงร่วมมือกับ Loop บริษัทจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคด้วยภาชนะใช้ซ้ำ ขณะที่ Unilever ก็เป็นพันธมิตรกับ Loop เช่นกัน และอยู่ระหว่างทดลองการให้บริการด้วยบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำและระบบเติมสินค้า 
 
ที่มา:  https://www.breakfreefromplastic.org/globalbrandauditreport2019/
 


ที่มา: https://www.greenbiz.com/article/loops-launch-brings-reusable-packaging-worlds-biggest-brands
 
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่พอใจกับคำตอบของแบรนด์ใหญ่ทั้ง 4 เท่าใดนัก และคิดว่าภาคธุรกิจยังพยายามไม่มากพอ จะเห็นได้ว่าบริษัทประกาศเป้าหมายโดยปราศจากแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน มิหนำซ้ำบริษัทยังหลีกเลี่ยงการประกาศเป้าหมายและให้คำมั่นที่สำคัญที่สุด นั่นคือการลดจำนวนบรรจุภัณฑ์พลาสติกลง สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังยึดแนวทางเดิมที่ให้ความสำคัญกับการรีไซเคิล ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง
 
นอกจากนี้ แม้เราจะมีข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากขยะพลาสติกมากขึ้นแล้ว แต่ความท้าทายประการสำคัญคือการประเมินมูลค่าของความเสียหายที่เกิดต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ ข้อมูลในส่วนนี้เองที่จะนำไปสู่กลไกการจัดเก็บภาษีหรือมาตรการอื่นๆ ที่ดึงภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบกับปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะผู้บริโภค เราสามารถแสดงพลังด้วยการสนับสนุนแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมเรียกร้องให้
 
ภาคธุรกิจแสดงความรับผิดชอบและจริงจังกับการแก้ปัญหามากขึ้น ตลอดจนร่วมผลักดันให้เกิดกฎ ระเบียบ และมาตรการ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ในระยะยาว
 
อ่านรายงานการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกปี 2019 ได้ที่  https://www.breakfreefromplastic.org/globalbrandauditreport2019/
 
เรียบเรียงโดย กรณิศ ตันอังสนากุล 
 
ข้อมูลประกอบการเขียน

https://www.forbes.com/sites/trevornace/2019/10/29/coca-cola-named-the-worlds-most-polluting-brand-in-plastic-waste-audit/#757132b874e0
https://www.ecowatch.com/coca-cola-plastic-pollution-2644896488.html?rebelltitem=2#rebelltitem2
https://www.fastcompany.com/90425011/coca-cola-nestle-and-pepsico-are-the-worlds-biggest-plastic-polluters-again
https://www.pepsico.com/news/press-release/pepsico-accelerates-plastic-waste-reduction-efforts09132019
https://www.unilever.com/news/press-releases/2019/unilever-announces-ambitious-new-commitments-for-a-waste-free-world.html
https://www.coca-colacompany.com/au/news/a-world-without-waste-coca-cola-announces-ambitious-sustainable-
https://www.nestle.com/ask-nestle/environment/answers/tackling-packaging-waste-plastic-bottles
https://www.packaginginsights.com/news/the-burning-question-nestle-coca-cola-pepsico-and-unilever-respond-to-plastic-pollution-criticism.html
https://www.greenpeace.org/thailand/press/9455/brandaudit-thailand-result/