image

Design & Creativity

สัตว์...ประหลาด ?

Published Date : 13 Jul 2020

Resource : Creative Thailand

3,154

กาลครั้งหนึ่งในทุกผืนแผ่นดินที่ต้องเผชิญกับความมืดมิดและลึกลับ สิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในทุกซอกหลืบ คอยจ้องคลืบคลานเข้ามากระซิบข้างหูเราทุกลมหายใจ บางคนกล่าวขานว่า พวกมันมีรูปร่างผิดแปลก บ้างก็บอกว่าสิ่งที่พวกมันปรารถนาก็คือชีวิตของมนุษย์ ใช่แล้ว ! ใคร ๆ ต่างก็เรียกพวกมันว่า “สัตว์ประหลาด” … แต่จริงหรือที่มันประหลาด ? แล้วอะไรคือปกติกันล่ะ

ไม่มีใครรู้ได้ชัดเจนว่า สัตว์ประหลาดตัวแรกนั้นออกจากเงามืดมาเป็นเรื่องเล่าของชาวมนุษย์ตั้งแต่เมื่อใด แต่มีการค้นพบภาพของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาถูกจารึกอยู่ที่ผนังถ้ำมาตั้งแต่ 25,000 ปีที่แล้ว แม้จะเรียกรวม ๆ กันไปอย่างนั้น แต่สัตว์ประหลาดล้วนมีความแตกต่าง แบ่งได้เป็นพวกใหญ่ ๆ อีก 4 กลุ่มคือ สัตว์ประหลาดจากธรรมชาติ (เช่น สฟิงซ์) สัตว์ประหลาดที่ถูกสร้างขึ้น (เช่น แฟรงเกนสไตน์ ) สัตว์ประหลาดจากภายใน (เช่น Strange Case of Dr. Jekyll and Mr. Hyde ผู้มี 2 บุคลิกสุดขั้วในตนเอง) และ สัตว์ประหลาดจากอดีตหรือตำนานเรื่องเล่า (เช่น แดรกคูลา) คำว่าสัตว์ประหลาดเคยใช้จำกัดความสัตว์ที่ดู ‘ประหลาด’ ต่างไปจากปกติที่ผู้คนเคยพบเห็น 

ที่เรารู้สึก ‘ประหลาด’ นั่นเพราะมนุษย์มีภาพจำต่อสิ่งต่าง ๆ ในหัวซึ่งกำหนดความเป็นปกติ ดังเช่น คำจำกัดความอย่างง่ายของ ‘นก’ เดิมเป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ขา 2 ปีก สามารถเดินและบินได้ แต่แล้วความคิดนี้กลับถูกสั่นคลอนเมื่อนักเดินเรือชาวดัตช์ค้นพบ ‘นกโดโด้’ ที่ไม่สามารถบินได้ในปลายศตวรรษที่ 16 และแม้ผู้คนอาจไม่ได้พบเห็นตัวจริงของมัน แต่คำบอกกล่าวและชิ้นส่วนที่นักธรรมชาติวิทยาได้ศึกษา ก็ทำให้เรื่องราวของนกชนิดนี้ถูกถ่ายทอดออกไปมากขึ้น จนเกิดการยอมรับ เช่นเดียวกับสัตว์อีกหลายชนิดที่เข้ามาสู่การรับรู้ของคนยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 และถูกเรียกขานเป็นสัตว์ประหลาดจากรูปร่างของมัน เช่น ‘วอลรัส’ ที่เป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งปลาครึ่งวัวในสายตาของผู้คน แน่นอนว่าความประหลาดของพวกมันสร้างความต้องการให้กับตลาด ความหายาก และความอยากรู้อยากเห็นของคนส่งผลให้พวกมันมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ และนั่นก็ทำให้เกิดการสร้างสัตว์ประหลาดเข้าสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น ดังเช่น ‘นางเงือก’ ที่สร้างขึ้นมาจากชิ้นส่วนของปลา ลิง และอื่น ๆ ขณะที่ภาพสัตว์ประหลาดยิ่งช่วยกระตุ้นยอดขายหนังสือ และตัวสัตว์ประหลาดเองก็เป็นที่นิยมในหมู่นักสะสม

นอกจากความผิดปกติไปจากการรับรู้ที่เราคุ้นเคยแล้ว สัตว์ประหลาดยังเกิดขึ้นจาก ‘ความหวั่นวิตก’ ของมนุษย์ ‘แฟรงเกนสไตน์’ เกิดขึ้นในช่วงที่วิทยาการด้านวิทยาศาสตร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมอย่างมหาศาล จนมนุษย์เริ่มวิตกว่าขอบเขตของวิทยาการเหล่านี้ควรอยู่ตรงไหน ตัวละครแฟรงเกนสไตน์ผู้ตื่นจากความตาย จึงเป็นสิ่งสะท้อนความกังวล การตั้งคำถาม และการคาดคะเนถึงอนาคตของผู้คนสมัยนั้น เช่นเดียวกับในรอบ 10 ปีมานี้ที่ ‘ซอมบี้’ กลายมาเป็นสัตว์ประหลาดที่ได้รับความสนใจ แม้เริ่มมาจากการความวิตกเกี่ยวกับโรคระบาด แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวที่ต่อเนื่องยาวนานก็สะท้อนความหวาดกลัวของคนสมัยนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ศาสตราจารย์เดวิด แซนด์เนอร์ (David Sandner) ให้ความเห็นเกี่ยวกับความวิตกกังวลนี้ว่า ปัจจุบันนี้คนไม่ได้กลัวสัตว์ประหลาดหรือเรื่องเหนือธรรมชาติใดมากไปกว่าเหล่าเพื่อนมนุษย์และระบบที่เราอยู่ร่วมกัน ระบบที่จะทำให้เรากลายเป็นซอมบี้ และควบคุมเราอย่างอยู่หมัด

หากแต่การเกิดขึ้นของสัตว์ประหลาดมีผลต่อสังคมอย่างไรอีก มีผู้กล่าวไว้ว่าการกำเนิดของสัตว์ประหลาดนั้นสร้างเสริมอารยธรรมให้งอกงามบนโลกใบนี้ และเรื่องราวของสัตว์ประหลาดช่วยปกป้องเด็กเล็กให้อยู่รอด ตั้งแต่สมัยโบราณกาลที่ผู้คนยังไม่รู้จักคำว่าวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ สัตว์ประหลาดถูกนำมาใช้เพื่อ ‘ควบคุม’ เด็ก ๆ ให้เชื่อฟังพ่อแม่อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และเล่นกับความกลัวที่เข้ามาครอบงำจิตใจ อันเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดความเชื่อแบบไร้ข้อโต้แย้ง ยิ่งเมื่อผนวกกับจินตนาการที่เสริมสร้างเข้ากับความจริงที่สัมผัสได้แล้ว เรื่องราวของสัตว์ประหลาดที่ดูเหนือจินตนาการแต่ไม่ไกลเกินสัมผัสได้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เด็ก ๆ จดจำและส่งต่อได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้สัตว์ประหลาดยังเป็นสัญลักษณ์ของความแปลกแตกต่าง ซึ่งช่วยกำหนดให้เห็นถึงความเป็นเขา ความเป็นเรา และช่วยเสริมสร้างความผูกพันในกลุ่มสังคมที่จะร่วมต่อสู้และยอมตายเพื่อผลักดันสัตว์ประหลาดให้ออกจากกลุ่ม เป็นการสร้างเสริมกลุ่มวัฒนธรรมให้แข็งแรงมากขึ้น การมีขึ้นของสัตว์ประหลาดยังช่วยส่งเสริมบรรทัดฐานทางสังคม ผ่านเรื่องราวและช่วยให้ผู้คนเดินไปตามกรอบของสังคมมากขึ้น เช่น ถ้าคุณไม่เดินตามกฎเกณฑ์ สัตว์ประหลาดก็อาจจะมาจัดการกับคุณ

หรือบางที...สัตว์ประหลาดก็คือเราเอง เมื่ออ้างอิงจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ โครงสร้างหนึ่งของจิตที่มีชื่อว่า ‘id’ เป็นจิตไร้สำนึก ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณดิบและความพึงพอใจ หากเราอยากกิน id จะสั่งให้เรากิน และต้องกินทันทีโดยปราศจากความยับยั้งชั่งใจ ไร้การขัดเกลา ลักษณะนี้เป็นเช่นเดียวกับสัตว์ประหลาดทุกตัวที่เราสร้างขึ้น เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาเท่านั้นโดยไม่สนกฎเกณฑ์ใด ๆ ดังนั้นสัตว์ประหลาดจึงเป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไม่มีกรอบและขาดความยับยั้งชั่งใจ สิ่งที่อยู่ใต้ความมีเหตุผลทั้งหลาย และนั่นก็คือเราที่แท้จริง การกระทำบางอย่างของสัตว์ประหลาดจึงช่วยเติมเต็ม id ในตัวเรา เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ แต่ไม่มีโอกาสได้ทำในชีวิตจริง

สัตว์ประหลาดยังจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย เมื่อผู้คนยังต้องเผชิญกับเรื่องที่ต่างออกไปตามกาลเวลา แต่ความกลัวนั้นเป็นความรู้สึกที่จะยังคงอยู่เสมอ ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีจินตนาการและความรู้สึก สัตว์ประหลาดก็คงคอยซ่อนอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของความมืดมิดตลอดไป

“Monster lives forever”

ที่มา :
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ โดย มาโนช หล่อตระกูล จาก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
Why we create monsters โดย PATRICIA DONOVAN จาก buffalo.edu
Monsters through the ages mirror our fears โดย JONATHAN WINSLOW จาก ocregister.com
Why Monster Stories Captivate Us โดย STEPHEN T. ASMA จาก nautil.us
“Why We Tell Monster Stories” โดย Harmony Libby จาก ahr-ashford.com
What is a monster? จาก cam.ac.uk
The Monster Within: Freud and the Id โดย Greg Salyer จาก sophia.org
Monsters in modern horror culture reflect social anxieties โดย KATERYNA BARNES จาก folio.ca
From vampires to zombies, the monsters we create say a lot about us โดย Victoria Pengilley จาก abc.net.au
Why Our Culture is So Fascinated by Monsters โดย Martin Cothran จาก intellectualtakeout.org

เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง