image

Design & Creativity

Creative Enterprise Zone ทางออกของวิกฤตธุรกิจสร้างสรรค์ในลอนดอน

Published Date : 13 Sep 2019

Resource : Creative Thailand

1,446

ใครจะไปคิดว่าลอนดอน เมืองหลวงของประเทศต้นกำเนิดแนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ของโลก จะกำลังเผชิญกับวิกฤตในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เสียเอง

ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างอุตสาหกรรมยาหรือยานยนต์ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและทักษะด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเป็นหลัก อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เช่น ศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี แฟชั่น การออกแบบ ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ และซอฟต์แวร์ ล้วนเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ และพรสวรรค์ของมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ทักษะการทำงานส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ถือว่าเป็น “ทักษะแห่งอนาคต” ที่มีความเสี่ยงต่ำว่าจะถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ 

ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในลอนดอนเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโดยรวมถึง 4 เท่า สร้างเม็ดเงินปีละ 52 พันล้านปอนด์ และสร้างงานให้ชาวลอนดอนถึง 1 ใน 6 นอกจากนี้ เสน่ห์ของลอนดอนในฐานะศูนย์กลางแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยพลังของผู้ประกอบการทั่วทุกมุมเมือง ยังเป็นเหตุผลที่ 85% ของนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมาที่เมืองหลวงแห่งนี้อีกด้วย

ข่าวร้ายก็คือ ตอนนี้ธุรกิจสร้างสรรค์กำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะการเติบโตของเมืองทำให้ค่าเช่าสตูดิโอและพื้นที่ทำงานพุ่งสูงขึ้นจนหลายรายไม่สามารถจ่ายไหว จำนวนพื้นที่ให้เช่าก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะเจ้าของที่ดินหันไปหากำไรจากผู้เช่าทุนหนาในอุตสาหกรรมอื่นๆ หนำซ้ำความไม่แน่นอนจากเบร็กซิทก็ยิ่งทำให้สถานการณ์คาดเดายากขึ้นอีก  ปัจจุบันคนทำงานสร้างสรรค์ในลอนดอน 14,000 รายยังหาพื้นที่ทำงานไม่ได้ และคาดว่าหากไม่มีมาตรการแก้ไข พื้นที่ทำงานสร้างสรรค์จะลดลงอีก 24% ภายในห้าปี

“Creative Enterprise Zone” หรือ “ย่านธุรกิจสร้างสรรค์” คือโครงการแห่งความหวัง ที่จะช่วยปกป้องและรักษาความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในลอนดอนไว้ได้ โดยนายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิค ข่าน เพิ่งจะออกมาประกาศรายชื่อ 6 ย่านธุรกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับคัดเลือกอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมา

ย่านธุรกิจสร้างสรรค์จะปกป้องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างไร ชุมชนและประเทศจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้บ้าง ไอด้า เอสโพสิโต (Aida Esposito) ผู้อำนวยการ Creative Thinking ทีมพัฒนาโครงการย่านธุรกิจสร้างสรรค์ (Haringey) ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องของโครงการย่านธุรกิจสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 2017 และเป็นหนึ่งในหกย่านธุรกิจสร้างสรรค์แรกของลอนดอนที่ได้รับคัดเลือก ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานของเธอ ในงาน CEA Forum 2019 ที่ผ่านมา

ย่านธุรกิจสร้างสรรค์คืออะไร
Creative Enterprise Zone เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของนายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิค ข่าน (Sadiq Khan) ซึ่งเคยได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียงในปี 2016 เพื่อสนับสนุนธุรกิจสร้างสรรค์ และยกระดับทักษะอาชีพให้คนในย่านไปพร้อมๆ กัน และเพื่อให้แน่ใจว่าลอนดอนจะยังคงเป็นมหานครแห่งความสร้างสรรค์และวัฒนธรรมของโลกต่อไป 

6 ย่านในลอนดอนที่ได้รับเลือกให้จัดตั้งเป็นย่านธุรกิจสร้างสรรค์และได้รับเงินทุนรวม 11 ล้านปอนด์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้แก่ แลมเบธ (Lambeth), ครอยดอน (Croydon), เฮาน์สโลว์ (Hounslow), ลูวิแชม (Lewisham), แฮริงเกย์ (Haringey) และแฮคนีย์ วิค (Hackney Wick) โดยแต่ละย่านจะส่งเสริมผู้ประกอบการสาขาต่างๆ แตกต่างกันออกไป เช่น ย่านเฮาน์สโลว์ ต้องการยกระดับเป็นศูนย์กลางด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ของลอนดอน ย่านครอยดอน เน้นชูจุดเด่นที่กลุ่มนักดนตรีท้องถิ่นรุ่นใหม่ และจะสมทบทุนค่าเช่าสตูดิโอให้ศิลปินอายุไม่เกิน 25 สูงสุดถึง 40% เป็นต้น 

แนวคิดการทำงานของทั้ง 6 ย่าน จะยึดเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำโครงการในพื้นที่นำร่องในเขตทอตแนม (Tottenham) ของย่านแฮริงเกย์ เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการ 

ทอตแนม ต้นแบบย่านธุรกิจสร้างสรรค์ของลอนดอน
คุณไอด้าเล่าว่า ทอตแนมเป็นเขตที่มีธุรกิจสร้างสรรค์แทบทุกสาขา ในช่วงพัฒนาโครงการนำร่องเมื่อสองปีก่อน ทีมงานจึงจัดแคมเปญ “Made in Tottenham” เปิดร้านขายของชั่วคราวในช่วงก่อนเทศกาลคริสต์มาส ขายเฉพาะสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการในเขตทอตแนมเท่านั้น ตั้งแต่เครื่องครัว สิ่งทอ งานฝีมือ ไปจนถึงอาหาร ซึ่งได้เสียงตอบรับดีมาก เพราะลูกค้านึกไม่ถึงว่าสินค้ามากมายที่วางขายในงานจะมาจากย่านเล็กๆ ย่านเดียวในลอนดอน เมื่อทอตแนมได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในหกย่านธุรกิจสร้างสรรค์ ทีมงานจึงมีแผนว่าจะทำร้านที่เปิดตลอดทั้งปี และในแต่ละเดือนจะจัดแสดงศิลปะที่แตกต่างกัน เช่น แฟชั่น ทัศนศิลป์ อาหาร ฯลฯ เพื่อให้คนเข้าถึงและมีเวลาได้สัมผัสผลงานจากทอตแนมได้ตลอดทั้งปี

สำหรับปี 2019 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการ (ระยะเวลาในการดำเนินโครงการคือ 3 ปี แต่ในอนาคตอาจจะยืดเวลาออกไปอีก) ทอตแนมเลือกส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะเป็นอุตสาหกรรมในย่านที่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ทั้งการผลิตสิ่งทอ การออกแบบแฟชั่น และงานฝีมือ นอกจากนี้ทอตแนมยังเคยเป็นย่านสิ่งทอขนาดใหญ่ที่มีความเป็นมายาวนานอีกด้วย

หนึ่งในธุรกิจแฟชั่นในทอตแนมที่น่าจับตาคือ Fashion Enter (www.fashion-enter.com) กิจการเพื่อสังคมซึ่งเป็นทั้งสถาบันฝึกอบรมด้านแฟชั่นตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงขั้นสูง เป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้าส่งให้แบรนด์ดังหลายเจ้า เช่น Marks & Spencer, ASOS รวมถึงชุดเครื่องแบบทหารรักษาความปลอดภัยของพระราชินี ฯลฯ และยังมีบริการให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดด้วย เรียกได้ว่าส่งเสริมทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่และคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านแฟชั่นมาก่อน คนในชุมชนที่กำลังว่างงานได้เข้าอบรมพื้นฐานด้านการตัดเย็บ และค้นพบเส้นทางอาชีพใหม่ของตัวเองที่นี่

นอกเหนือจากอุตสาหกรรมแฟชั่น ทอตแนมยังโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมเพลง เพราะมีสตูดิโออัดเสียงคุณภาพดีที่ศิลปินหลายคนมาใช้บริการ และมีการจัดกิจกรรมด้านดนตรีเสมอ รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กอย่างโต๊ะและเก้าอี้ ทีมงานจึงต้องเลือกให้น้ำหนักการส่งเสริมแต่ละสาขาในแต่ละปีไม่เท่ากัน “ปีแรกเป็นปีที่เราจะสร้างความเป็นหนึ่งเรื่องแฟชั่นในทอตแนม เราได้เป็นส่วนหนึ่งในงาน London Fashion Week และหวังว่าจะได้จัดแฟชั่นโชว์ของเราเองด้วย ส่วนปีหน้าเราคิดว่าจะเน้นไปที่อุตสาหกรรมเพลงเป็นพิเศษ และปีต่อไปก็จะขยายไปที่กลุ่มเมคเกอร์ พวกงานผลิตที่ต้องใช้ทักษะต่างๆ เช่นงานไม้”

ที่ทำงานหาย...ฝันร้ายของคนทำงานสายครีเอทีฟ
“ลอนดอนเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพลังของพรสวรรค์และจินตนาการในทุกอณูของเมืองจากอิทธิพลของเหล่าศิลปิน แต่นักสร้างสรรค์ของเรากำลังตกที่นั่งลำบากจากการพัฒนาที่รวดเร็วของลอนดอน และถูกผลักออกจากย่านที่พวกเขาได้ช่วยกันปลุกปั้นขึ้นมา” คำพูดของจัสติน ไซมอนส์ (Justine Simons) รองนายกเทศมนตรีแห่งลอนดอนเพื่อวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ น่าจะสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในลอนดอน และอาจรวมถึงอีกหลายเมืองทั่วโลกได้ดี

สภาเทศบาลลอนดอนคาดว่า โครงการย่านธุรกิจสร้างสรรค์นี้จะช่วยเพิ่มจำนวนพื้นที่ทำงานในลอนดอนได้ 40,000 ตารางเมตรภายในสองปี โดยมาตรการที่ยังไม่บรรจุเป็นนโยบาย แต่อาจจะนำมาใช้จริงในอนาคต ได้แก่ การมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้เจ้าของพื้นที่ในย่านที่ให้ศิลปินเช่าพื้นที่ทำงาน เช่น สิทธิลดหย่อนภาษี และสิทธิติดตั้งบริการเครือข่าย 5G เป็นแห่งแรกในลอนดอน ฯลฯ 

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการออกกฎควบคุมเรื่องการปรับปรุงพื้นที่เพื่อจุดประสงค์อื่น เช่น หากเจ้าของพื้นที่ต้องการทุบอาคารเก่าซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อสร้างเป็นอพาร์ตเมนต์ ก็อาจจะไม่ได้รับอนุญาต หรืออาจกำหนดเงื่อนไขว่า ในอาคารใหม่ต้องแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ให้สำหรับธุรกิจสร้างสรรค์ด้วย เป็นต้น

พื้นที่คุ้มครอง 100 ปี เพื่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ลอนดอนยังมีหน่วยงานที่ริเริ่มขึ้นใหม่อย่าง “Creative Land Trust” www.creativelandtrust.org ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันของสภาเมืองลอนดอน กองทุนด้านศิลปะ และองค์กรการกุศล เพื่อทำหน้าที่เข้าซื้อที่ดินของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีความเสี่ยงว่ากำลังจะถูกขายออกไปเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่น และจะควบคุมราคาและปล่อยเช่าให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เท่านั้น โดยตั้งเป้าว่าจะออกกฎให้มีระยะเวลาคุ้มครองยาวนานถึง 100 ปี

“ถ้าคุณเป็นบริษัทที่ทำละครเวที คุณอยากเติบโตและสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม คุณก็ต้องวางแผน ทั้งเรื่องเงินทุน การสร้างเครือข่าย รวมถึงพื้นที่ทำงาน เช่นคุณอาจจะต้องมีห้องเพดานสูงเป็นสองเท่า แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าภายใน 1-2 ปีสตูดิโอนี้ของคุณจะยังมีอยู่หรือเปล่า มันก็จะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้คุณวางแผนหรือตัดสินใจอะไรยากมาก แต่ถ้าคุณรู้ว่า 100 ปีนับจากนี้ที่ดินตรงนี้จะไม่หายไปไหน คุณจะรู้สึกปลอดภัยและพร้อมลุยงานใหญ่ได้เลย” 

และนั่นก็เป็นเหตุผลที่คุณไอด้าเชื่อว่า แนวคิดการทำงานแบบ Creative Land Trust จะไม่เพียงเป็นหลักประกันว่า คนทำงานสร้างสรรค์จะมีพื้นที่ทำงานที่ดีในราคาเหมาะสม แต่ยังจะทำให้ทุกคนในลอนดอนได้เสพผลงานศิลปะที่มีคุณภาพและมีพลังมากขึ้นอีกด้วย

สร้างความเชื่อด้วยประสบการณ์
เราเอ่ยถามคุณไอด้าว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการพัฒนา Creative Enterprise Zone คืออะไร

เธอบอกกับเราว่ามันคือเรื่อง “ทัศนคติ” เพราะแม้แต่ในมหานครแห่งศิลปะอย่างลอนดอนเอง คนในสังคมโดยเฉพาะคนรุ่นเก่าก็ยังไม่เข้าใจว่า ศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีศักยภาพในทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง หลายคนยังมีทัศนคติว่างานสายศิลปะไม่มีความมั่นคง 

“จริงอยู่ว่า โดยธรรมชาติแล้วเส้นทางอาชีพของคนที่เรียนสายศิลปะไม่ได้เป็นเส้นตรงและมีขั้นตอนมาตรฐานในการประสบความสำเร็จเหมือนสายวิทย์หรือสายอาชีพ แต่ที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบันช่วยให้นักสร้างสรรค์ที่มีไอเดียดีๆ สามารถสร้างบริษัทมูลค่าพันล้านเหรียญขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้ปกครองจะกังวล แต่ก็มีตัวอย่างให้เห็นไม่น้อยเลยในยุคนี้” เธอให้ความเห็น

การเปลี่ยนทัศคติไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอก็เชื่อว่า คนเราถ้าทำในสิ่งที่รัก ก็จะประสบความสำเร็จ จึงเป็นที่มาของปรัชญาในการทำงานที่ทีมงานยึดถือคือ "You can't be what you can't see." ถ้าคนในชุมชนไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิด ได้สัมผัสการทำงานของคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ก็ไม่มีทางที่จะพวกเขาจะเข้าใจหรือมองเห็นโอกาสจากการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ได้

ทีมงานจึงจัดกิจกรรมให้ศิลปินจากสาขาต่างๆ เข้ามาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นว่าศิลปินสามารถสร้างอะไรเพื่อแก้ปัญหาได้บ้าง พร้อมกับว่าจ้างให้เข้ามาจัดการแสดงเพื่อให้คนในชุมชนได้สัมผัสประสบการณ์ศิลปะจากศิลปินฝีมือดีอีกด้วย

ปีที่แล้ว พวกเขาว่าจ้าง “Punchdrunk” ให้ออกแบบการแสดงสำหรับผู้ชมอายุ 17 ปีและผู้ปกครองโดยเฉพาะ เป็นละครเวทีแบบ Immersive theatre ที่ไม่มีการแบ่งพื้นที่ระหว่างนักแสดงกับคนดู ทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในฉากร่วมกับนักแสดง และได้รับประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากการนั่งดูละครเวทีทั่วไป "การได้เห็นคนดูเดินออกมาด้วยความตื่นเต้นหลังจบการแสดง ทำให้เรารู้เลยว่าสิ่งนี้แหละที่จะติดตัวพวกเขาไป นี่คือสิ่งที่คนดูจะได้รับจากการชมการแสดงคุณภาพเยี่ยม นี่คือสิ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่" คุณไอด้าบอกเล่าความรู้สึกจากการพัฒนาโครงการ

ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ด้วยทักษะแห่งอนาคต
แต่เหนือกว่าการสร้างประสบการณ์ ก็คือการสร้างประสบการณ์ในระยะยาว ทีมพัฒนาโครงการจึงร่วมมือกับบริษัท LIFT (London International Festival of Theatre) พาเด็กไฮสคูลออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างต่อเนื่องในพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ศิลปะ และสตูดิโอของศิลปิน เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเด็กๆ ตลอด 4 ปี

พวกเขาจะได้เยี่ยมชมองค์กรด้านวัฒนธรรม พูดคุยกับศิลปิน รวมถึงวางแผนโปรแกรมและจัดงานอีเวนต์ด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้ทักษะอาชีพอย่างการเป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ นักจัดงานอีเวนต์ ทำให้ได้มีประสบการณ์ทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แบบรอบด้าน “นี่จะทำให้พวกเขาเห็นความเป็นไปได้ของอุตสาหกรรมนี้ชัดเจนขึ้น เพราะมันไม่ใช่ประสบการณ์แบบครั้งเดียวจบที่เป็นได้แค่ความทรงจำสวยงาม แต่การที่พวกเขาได้มีประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง จะสร้างความมั่นใจให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะคิดต่างจากคนรุ่นเก่าเกี่ยวกับการเลือกอาชีพ”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เธอเชื่อว่า ทักษะในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะมีบทบาทในการพลิกแนวคิดการทำงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยเช่นกัน 

“เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของฉันเคยเล่าว่า มีธนาคารแห่งหนึ่งในสิงคโปร์จ้างศิลปินหลายคนเข้ามาทำงาน ตอนแรกฉันคิดว่าธนาคารน่าจะจ้างพวกเขาให้มาออกแบบธนาคารให้ดูดีขึ้น แต่กลายเป็นว่าเขาจ้างให้ศิลปินคิดถึงปัญหาที่นักธนาคารมักจะต้องเจอในแต่ละวัน แล้วนำขั้นตอนการคิดแบบศิลปินมานำเสนอวิธีแก้ปัญหาใหม่ที่น่าสนใจและสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ ธนาคารจ้างศิลปินมาทำให้ธุรกิจของพวกเขาดีขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้ห้องดูสวยขึ้น ฉันว่ามันเป็นวิธีคิดที่น่าสนใจว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถทำอะไรได้บ้าง ในโลกอนาคตที่ระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ แต่เราไม่สามารถเขียนโปรแกรมให้เอไอสร้างงานจากความคิดสร้างสรรค์เองได้”

เรื่อง : ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ