image

Business & Industrial

มองไปข้างหน้า 2050: การอยู่รอดด้วยความมั่นคงด้านทรัพยากร (Water-Food-Energy Security Nexus)

Published Date : 9 Jul 2020

Resource : Creative Thailand

2,374

ในปัจจุบันตัวเลข 1 ต่อ 3 คือจำนวนการบริโภคทรัพยากรต่อ 1 คน ที่สูงขึ้นสามเท่าตัว จาการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเผยว่าการเติบโตของประชากรมนุษย์อาจสูงขึ้นในปี 2050 ถึงจำนวน 9.7 พันล้านคน ทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยมีส่วนส่วนสิ้นเปลืองในทุกๆ หน่วยการผลิต จากอดีตที่เคยเป็นการบริโภคเป็นระบบทรัพยากรบุคคล ตอนนี้ได้เข้าสู่การบริโภคระบบเครือข่ายบทสายพานการผลิต (supply chains) อย่างเต็มรูปแบบ ฉะนั้นในทุกๆ ลำดับขั้นก่อนจะมาถึงโต๊ะอาหารหรือแปลงเป็นพลังงานพื้นฐานสำหรับสาธาณูปโภค ย่อมก่อให้เกิดทรัพยากรสูญเปล่าและกลายเป็นผลกระทบต่อความเป็นอยู่ในปัจจุบัน วิกฤตทรัพยากรลักษณะนี้เคยถูกคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1970 เมื่อโรเบิร์ท มัลธัส นักนักเศษฐศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียงในทฤษฎีว่าด้วยทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานเรื่อง ขีดจำกัดการเติบโต (The Limits to Growth) ว่าโลกมีทรัพยากรจำกัด อีกไม่นานทรัพยากรเหล่านี้จะหมดไป อย่างน้ำมันที่เริ่มผลิตเป็นอุตสาหกรรมจริงจังตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุสาหกรรม มัลธัสได้เคยคาดการณ์ว่าน้ำมันเหล่านี้จะสามารถใช้ได้ถึงราวต้นทศวรรษ 1990 เพราะหลังจากนี้จะเป็นการใช้น้ำมันในรูปแบบทรัพยากรขาดแคลน หรือการนำทรัพยากรในอนาคตมาใช้นั่นเอง นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเติบโตสม่ำเสมอและเพิ่มมลพิษจากการใช้ทรัพยากรนั้นๆ อย่างทวีคูณ 

ในปี 2016 ที่ผ่านมานั้นยังปรากฏตัวเลขความอดอยากของประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็น 815 ล้านคน จาก 777 ล้านคน ที่มีสาเหตุหลักมาจากภัยพิบัติ ความแห้งแล้ง และสงคราม ขณะเดียวกันก็ยังมีประชากรโลกอีกส่วนหนึ่งมีภาวะน้ำหนักเกินจากโภชนาการในระบบอาหารสมัยใหม่ อาหาร คือเรื่องใกล้ตัว เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ และหากเกิดปัญหาด้านอาหารสามารถเห็นผลกระทบตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนระดับโลก ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เพียงเรื่องปริมาณที่เพียงพอ (Food Availability)  แต่ยังต้องหมายรวมถึงการเข้าถึงอาหาร (Food Access) การใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) และการมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Food Stability) ที่บ่งบอกถึงความมั่นคงทางอาหาร ครอบคลุมไปถึงเรื่องคุณภาพและความโปร่งใส ภายใต้อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประเมินว่า โลกจำเป็นที่จะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันประมาณ 60% จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของอาหารที่เพิ่มขึ้นในปี 2050 นี่ถือเป็นอีกความท้าทายอย่างมากสำหรับความมั่นคงทางอาหารในอนาคต เช่นเดียวกับสถาบันจัดการน้ำระหว่างประเทศ (International Water Management Institute หรือ IWMI) ที่ประมาณการว่าในราวปี 2025 ประชากรโลก 2 ใน 3 (4 พันล้านคนจาก 48 ประเทศ) จะเผชิญกับปัญหาความขาดแคลนน้ำสอดคล้องกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ประเมินว่าอีก 30 ปีข้างหน้าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกจะประสบปัญหาเดียวกัน 

โลกจำเป็นที่จะต้องผลิตอาหารเพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันประมาณ 50% จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของอาหารที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการแปรผกผันระหว่าง
ความต้องการน้ำและจำนวนน้ำที่ขาดแคลน มีช่องว่างถึง 40% ภายในปี 2030 นี่ถือเป็นอีกความท้าทายอย่างมากสำหรับความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
ที่มาภาพ: KPMG

ไม่เว้นแม้แต่สถิติจากเรื่องใกล้ตัวจากหนังสือ Meat Atlas ซึ่งจัดทำโดย สถาบัน Heinrich Boell และองค์กร Friends of the Earth  เป็นการรวบรวมสถิติการบริโภคเนื้อสัตว์ในช่วงปี 2010-2012 และคาดการณ์ในปี 2022 ว่าในประเทศที่มีความเป็นเมืองและบริโภคเนื้อสัตว์สูง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนนาดา, สหภาพยุโรป, ออสเตเลีย, นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น และประเทศที่มีสถิติการบริโภคสูงสุด 2 อันดับแรกในกลุ่ม BRICS คือประเทศจีนและอินเดียซึ่งสถิติเหล่านี้ย่อมส่งตรงต่อด้านทรัพยากร 

อีกด้านหนึ่งที่ถือเป็นเป็นเสียดทานที่สำคัญ รายงานการสำรวจของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (The U.S. Department of Agriculture: USDA) รายงานว่าคอนเซ็ปต์ของการทำฟาร์มในเมืองในสหรัฐอเมริกาเติบโตสูงขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมกับการปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวมานานเกือบ 1 ทศวรรษโดยเฉพาะในฝั่งยุโรป หลักการสำคัญคือความสามารถในการเข้าถึงแหล่งอาหารและพึ่งพาตนเองได้  การเติบโตดังกล่าวยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมากกว่าพื้นที่สีเขียวแต่ยังหมายรวมถึงจิตวิญญาณของชุมชมร่วมด้วย หรือที่เรียกว่า Agrihoods (มาจากคำว่า Agricultural Neighborhoods) อย่างเช่น ฮ่องกง เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาแน่นของประชากร ท่ามกลางการพัฒนาของเมืองและความกังวลด้านอาหารจากแผ่นดินใหญ่ มาพร้อมกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตระหนักถึงกระแสด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2019 กลับพบว่ามีจำนวนชาววีแกนที่ไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์กำลังเป็นกระแสหลักแบบก้าวกระโดด ปัจจุบันมีชาวอเมริกันที่เป็นกลุ่มคนที่เป็นวีแกน  5% จากประชากร หรือคิดเป็น 16 ล้านคน โดยคนกลุ่มหลักที่ทำให้เป็นกระแส คือ คนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 15-34 ปี ที่มีกิจกรรมออนไลน์ด้านการรับประทานแบบจริงจัง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจาก Vegan Society มูลนิธิที่ศึกษาและให้ข้อมูลกับผู้สนใจด้านวีแกนที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1944 ระบุว่าเกินกว่าครึ่งของผู้ใหญ่ชาวอังกฤษยอมรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบวีแกน ปรากฎการณ์ที่เห็นได้ชัดคือในปี 2016 ที่มีชาวอังกฤษที่เลือกรูปแบบการรับประทานแบบวีแกนอย่างน้อยราว 542,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 10 ปีที่ผ่านมาที่มีราว 150,000 คน เช่นเดียวกับการศึกษาของบริษัทวิจัย Mintel ที่เผยแพร่ในปี 2017 ซึ่งระบุว่ากลุ่มมิลเลนเนียลทดลองที่จะรับประทานอาหารลดน้ำหนักที่เน้นพืชผักเป็นหลัก โดยพืชผักหรือธัญพืชที่รับประทานต้องไม่มีการสกัด ไม่มีการขัดสี และไม่มีการแปรรูปใดๆ (Plant-based Diet) เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมการรับประทานที่เปลี่ยนไป นักวิเคราะห์ด้านเทรนด์และนักวิเคราะห์ตลาดทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันกับกระแสดังกล่าว ที่มาพร้อมแรงจูงใจหลัก 3 ข้อ ได้แก่ ปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ ความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพส่วนบุคคล ซึ่งคาดว่าปรากฏการณ์นี้จะเพิ่มปริมาณการปรับตัวเพิ่มขึ้นภายในปี 2030 

สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า เทือกเขาคิลิมันจาโรในอีก 20 ปีข้างหน้า อาจไม่มีน้ำจากธารหิมะสำหรับหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตได้เลย ดังนั้นการตั้งศูนย์กักเก็บและวิจัยเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ได้รับผล กระทบ ย่อมหาหนทางแก้ไขที่เหมาะสมแก่พื้นที่แห่งนั้นได้เร็วที่สุด รายงานดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในรายงานสถานการณ์โลกที่ส่งผลต่อการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นไปยังเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดเเคลนทรัพยากร เช่นเดียวกันการเติบโตของการมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่สร้างให้เกิดการบริโภคแบบใหม่และการกำหนดเป้าหมายระดับมหภาค แนวโน้มที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องความยั่งยืน การนำกลับมาใช้ใหม่ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มุ่งลดการใช้วัสดุที่จับต้องได้มากขึ้น เเละลดการสร้างให้เกิดของเสียน้อยลงในระดับการบริโภคทั่วไป สิ่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงวิถีของผู้บริโภคจากวงจรปิด คือการซื้อแล้วใช้ให้เป็นการมองหาทางออกข้ามสาขา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ บริษัทจำเป็นต้องสร้างระบบการจัดการใหม่  ซึ่งต้องชัดเจนด้านกระบวนการ ความเข้าใจว่าอะไรคือพลังงานทางเลือก ไปจนถึงการเปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็น เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกระทบต่อกระบวนการผลิตเป็นอย่างสูง การถอยร่นและละลายของธารน้ำแข็งในอาร์คติก เส้นแบ่งบนแผนที่ของทุ่งข้าวสาลีที่กำลังเป็นจุดสิ้นสุดของทะเลทราย หรือเขตแดนของเขตร้อนชื้นกำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องกำหนดกลยุทธิ์ ที่มีส่วนช่วยในการดำรงความสามารถในการผลิตไว้แบรนด์ชื่อดังอย่าง Campbell Soup Co,  มีสายการผลิตด้านการเพาะปลูกมะเขือเทศ และแครอทในรัฐแคลิฟอเนีย  มีการทำงานกับกลุ่มเกษตรกรที่เน้นการอนุรักษ์น้ำ ภายหลังการกระตุ้นให้มะเขือเทศเติบโตจากเครื่องฉีดน้ำแล้ว ได้ใช้ระบบการหยดน้ำแทน พบว่าจำนวนการใช้น้ำลดลง 20% ต่อ 1 เคเคอร์ มีประสิทธิผลเพิ่มถึง 40%  ไปจนถึงการปลูกฝ้าย ที่นับเป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง มีการคาดการณ์ว่า การผลิตฝ้ายจะลดลงราว 30-46% ในปี 2100 

นอกจากทรัพยากรอาหารและน้ำ การแก้ไขวิกฤตด้านพลังงานถือเป็นความท้าทายสำหรับอนาคตเช่นกัน หลายประเทศลงทุนกับนวัตกรรมนี้เพื่อรักษาสมดุลเรื่องทรัพยากรและผลกระทบของสิ่งแวดล้อม อย่างญี่ปุ่นที่พัฒนาต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ปี 1990 เช่นเดียวกับกฎหมายพลังงานหมุนเวียนในเยอรมันนี ที่เริ่มผลักดันตลาดพลังงงานแสงอาทิตย์มาตั้งแต่ปี 2000 พลังงาแสงอาทิตย์เทียบเท่ากับโครงข่าย (Grid Party) หมายถึงโครงข่ายที่มีจุดรวมราคาไฟฟ้าเท่ากับค่าไฟที่ซื้อขายในเชิงพาณิชย์ หมายประเทศทั่วโลกได้อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์นี้เพื่อมาหนุนความคุ้มค่าในราคาการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าน้ำมัน และโรงไฟฟ้าพลังก๊าซนอกประเทศ เพราะอย่างในสหรัฐอเมริกาที่ ณ ตอนนี้ทรัพยากรก๊าซจากดินดานได้ช่วยลดค่าพลังงานในประเทศลงได้มาก 

วิธีการผลิตไฟฟ้าแบบ “ไมโครกริด (Microgrid)” หรือระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่มีการรวมระบบผลิตไฟฟ้า ส่งจ่ายไฟฟ้าและควบคุมสั่งการเข้าไว้ด้วยกัน สามารถทำงานประสานเชื่อมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลักหรือโครงข่ายอื่น ๆ และยังทำงานแยกตัวเป็นอิสระได้ การขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมไมโครกริดนี้ สามารถทำได้ทั้งในภาคครัวเรือนและระบบฟาร์ม อาทิ ฟาร์มพลังงานกังหันลม ฟาร์มโซลาร์เซลล์ รายงาน The Global Microgrid Market จากบริษัทวิจัย Grand View เผยว่าตลาดไมโครกริดมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อตลาดในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยคาดว่าจะสร้างรายได้สูงถึง 17.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ปัจจุบันอเมริกาเหนือเป็นภูมิภาคที่ตลาดไมโครกริดขยายตัวสูงสุด อันเนื่องมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมและแรงสนับสนุนจากการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ขณะที่ญี่ปุ่นครองตลาดไมโครกริดระบบโซลาร์เซลล์เป็นอันดับ 3 ของโลก นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าภูมิภาคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต จะมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการขยายตลาดไมโครกริด ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อินเดีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งเริ่มใช้พลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ปี 2013 ทั้งสร้างฟาร์มโซลาร์เซลล์ในทะเลและแถบชายฝั่งมณฑลอานฮุย รัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าหมายการวางระบบพลังงานหมุนเวียนที่สามารถใช้ได้ จำนวน 86% ของพลังงานทั้งหมดในประเทศภายในปี 2050 จากนั้นจึงจะนำระบบการจัดการแบบ P2P เข้ามารับช่วงต่อ

อย่างในบริษัทเครือ Satis Group รายงานว่า ในไตรมาสแรกของปี 2018 มีสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับพลังงานจำนวน  122 ราย โดยใช้ระบบบล็อกเชนเป็นแพลตฟอร์มการกระจายสินทรัพย์ด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายอุปกรณ์ หรือการทำสัญญาซื้อเช่าพลังงานรายเดือน นับเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น 1 รายต่อ 1 สัปดาห์ หากมีระบบการผลิตและระบบการจัดการที่แข็งแรง โลกที่พลังงานสามารถส่งถึงทุกคนย่อมเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น พลังงานแบบ P2P ที่เป็นระบบส่งตรงไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ได้โดยตรง เปลี่ยนบทบาทของผู้ใช้ไฟฟ้า (Consumer) ซึ่งเคยมีหน้าที่แค่จ่ายเงินตามใบเรียกเก็บเงินเพียงอย่างเดียว ก็จะเปลี่ยนไปเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค (Prosumer) จากระบบนี้ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เข้ามารองรับการใช้งาน เช่น การสร้างนวัตกรรมควบคู่กับโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในโรงเรือน สร้างแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขาย ชำระเงิน และควบคุมระบบการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการสร้างระบบแม้ในที่ที่เข้าถึงยาก นับเป็นเกมพลังงานรูปแบบใหม่ที่ต้องปรับตัวในฐานะพลังงานหมุนเวียนและระบบเครือข่าย ตัวอย่างเช่น ประเทศบังคลาเทศมีประชากร 65 ล้านคน ทว่า 17 ล้านคนกลับไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงได้มีโครงการเครือข่ายพลังงาน Swarm Electrification หรือ Powers Village พัฒนาระบบนาโนกริด (Nanogrid) และไมโครกริด (Microgrid) ด้วยโซลาร์เซลล์ในบ้านของตนเอง และขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือกับบ้านหรือชุมชนอื่นที่อยู่ในเครือข่ายใกล้เคียงกันในรูปแบบ P2P โดยได้บริษัทสตาร์ทอัพ SOLBox มาจัดการโครงสร้างสำหรับการเชื่อมต่อกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ PV แบตเตอร์รี่กระแสสลับ เพื่อที่จะช่วยให้ 15% ของครัวเรือนทั้งหมดในบังคลาเทศมีไฟฟ้าระบบพลังงานหมุนเวียนไว้ใช้เองภายในปี 2020 ซึ่งนอกจากจะกระจายไฟฟ้าให้ผู้คนได้ใช้งาน ยังสร้างอาชีพหลายรูปแบบจำนวนถึง 39,000 งาน ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า

ในแคลิฟอร์เนียบริษัท Power Ledger ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์ Medium ว่าไฟฟ้าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์และนั่นเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เราทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีและทำสาธารณูปโภคให้เป็นสิ่งที่ค้าขายผ่านเหรียญตราได้ โดยระบบนี้ยังสามารถใช้สำหรับเครดิตของคาร์บอนหรือใช้เป็นการรับรองได้อย่างการดำเนินการโครงการในรัฐแคลิฟอร์เนียเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคชาร์จแบตแตอรรี่ในระหว่างวันจากการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับเครดิตคาร์บอนด้วย ส่วนการชาร์จไฟในเวลากลางคืนจะไม่ได้รับเครดิตคาร์บอน เพราะพลังไฟที่ชาร์จอาจมาจากการผลิตโดยเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งในอนาคตจะเข้าสู่ยุคสมัยที่ไม่ต้องซื้อพลังงานไฟฟ้าผ่านตัวกลาง แต่เป็นการซื้อขายแบบ Peer-to-Peer บนระบบเทคโนโลยี IoT ที่มีบันทึกการซื้อขายผ่านระบบบล็อกเชน ซึ่งสามารถซื้อขายพลังงานเพื่อใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มที่ใช้เหรียญโทเคน POWR ริเริ่มวางระบบประเทศแรกในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ด้วยการวางระบบที่ครอบคลุมการใช้งานจึงทำให้บริษัท Power Ledger จัดอยู่ในอันดับบริษัท Uber Power ที่มีศักยภาพในการจัดการพลังงานในออสเตรเลีย ซึ่งเหล่าบริษัทที่ถูกจัดอันดับนี้ได้ร่วมมือกันจัดโปรแกรมโร้ดแม็ป วางระบบและนวัตกรรมโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเรือนทั่วประเทศ โดยมุ่งเป็นประเทศที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 35% ภายในปี 2050 เช่นเดียวกับในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้บริษัทฟีนิกซ์ โซลาร์ พีทีอี  จำกัด (Phoenix Solar Pte Ltd) ร่วมมือกับอิเกียภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (IKEA Southeast Asia) ออกแบบและก่อสร้างระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาของสโตร์อิเกีย เทมพา-นิส ประเทศสิงคโปร์ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด  1 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ 1.3 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมงต่อปี โครงการนี้สอดคล้องกับเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืน เป็นโครงการที่สามารถช่วยลดผลกระทบจากภูมิอากาศไปพร้อมๆ กับประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในระยะยาว และมีส่วนช่วยพัฒนาพลังงานทดแทนให้ใช้งานได้จริงสำหรับอนาคต

ที่มา :
บทความ “OECD Environmental Outlook to 2050” จาก oecd.org
บทความ “Global CEO Outlook 2019” จาก assets.kpmg
บทความ “Solutions Emerge to Tackle Many Facets of Embedded Security” จาก intelligentsystemssource.com