image

Design & Creativity

มองไปข้างหน้า 2050: ความยั่งยืนและหลากหลายด้านชีวภาพ ที่ไม่จำกัดแค่ “มนุษย์” (Sustainable & Biodiversity)

Published Date : 9 Jul 2020

Resource : Creative Thailand

1,599

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัญหามลพิษ การทำลายที่อยู่อาศัยเเละการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ไปจนถึงการสร้างผลกระทบเชิงลึกให้กับสัตว์ป่า บางสายพันธุ์นั้นปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ แต่บางสายพันธุ์ก็ไม่ นั่นหมายถึงการสูญพันธุ์ไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ บ่งชี้ว่า ความหลากหลายทางชีวภาพบนบกนั้นนั้นจะลดลงถึง 10% ในปี 2050 ส่วนองค์การสหประชาชาติประเมินว่า จะเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมากที่สุดในรอบ 50 ปี มากกว่าช่วงเวลาไหนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 

แนวโน้มว่าไม่มีสัญญาณของการลดลงเลยแม้เเต่น้อย พืชพรรณและสายพันธุ์สัตว์ราว  20-30% 
จะมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศนี้
ที่มาภาพ OECD

บริษัท PWC ได้เผยสถิติจำนวนก๊าซคาบอรไดออกไซด์ในแต่ละประเทศทั่วโลกที่ค่ามลพิษเพิ่มขึ้นมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ก่อให้เกิดสภาวะวิกฤตในมิติด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งต่อการใช้ชีวิตของคน หรือที่เรียกว่า Climate Chage ซึ่งบัญญติโดย IPPC (Internationl Plant Protection convention) กลุ่มหน่วยงานที่ออกกฎบัตรมาเพื่อใช้ควบคุมและคุ้มครองป่าไม้และพืชไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขนส่งระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนำไปสู่ระดับอุณหภูมิที่มากขึ้น ซึ่งจะแสดงให้เห็นภาวะวิกฤตจนไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบเดิมได้ คาดการณ์ว่าจะชัดเจนมากขึ้นในปี 2020 เป็นต่อไป ปรากฎการณ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาวะเรือนก๊าซกระจก หรือวิกฤตคาร์บอนฟุตปริ้น แต่เป็นปรากฎการณ์ที่กระทบต่อโลกจนยากแก่การอาศัย หรือที่เรียกว่า Earth Overshoot Day หมายถึง วันที่โลกที่ไม่เหลือต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป ทั้งพืชพันธุ์และสัตว์ป่า ซึ่งในปี 2050 อาจเหลือความหลากหลายทาง  ชีวิภาพในแต่ละสายพันธุ์ไม่ถึง 20 สายพันธุ์ในแต่ละวงจรจากปี 1970 ที่มีถึง 100 สายพันธุ์ต่อวงจรในระบบนิเวศ 

นอกจากปัญหาด้านความหลากหลายทางชีวภาพในพืชพรรณและสัตว์ป่า จำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังส่งผลต่อประชากรมนุษย์และสัตว์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดการแก้ไข อย่างในปี 2019 ที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ กำลังขยับใกล้เข้าสู่เป้าหมายการเป็นเมืองปลอดรถยนต์ หรือ Car-Free Future ตามนโยบายการจำกัดรถยนต์บนท้องถนนที่ริเริ่มตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว พื้นที่สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ระยะ 35 ไมล์ ถูกแทนที่ด้วยระบบคมนาคมสาธารณะและการสละพื้นที่บนท้องถนนให้กับเลนจักรยาน เช่นเดียวกับเป้าหมายของเมืองมาดริด ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงปลายทางไปสู่เมืองสำหรับการเดินเท้ามากกว่าการขับขี่ยวดยานพาหนะภายในปี 2020 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการของ CityLab ที่ได้บริษัท Fast Company และ A PIE เข้าร่วมการออกแบบเมืองและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อคืนพื้นที่ถนนให้ชาวเมืองได้สัญจรเท้าในระยะ 500 เอเคอร์ รอบใจกลางเมือง และจะดำเนินการกับอีก 24 เมืองในอนาคตอันใกล้ 

การจำกัดพื้นที่จราจรทางรถยนต์ อาจมองได้ว่าเป็นเรื่องการพัฒนาคมนาคม หรือกระทั่งลดภาวะเรือนกระจกที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องห่างออกไปจากทางออกที่ทั่วโลกต้องเผชิญ แต่ในมุมเรื่องความสมดุลของสิ่งมีชีวิต อากาศเป็นพิษและหมอกควันที่ปกคลุมเมืองในปัจจุบัน กลับส่งผลกระทบด้านสุขภาพของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดพันธุ์ในวงจรระบบนิเวศ จากความกดดันของวิวัฒนาการในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง (Evolutionary Forces) ได้ส่งต่อถึงการอพยพ และความผกผันของสิ่งมีชีวิตมากมาย อย่างการขาดสมดุลยังส่งผลต่อสุขภาวะของประชาชนในเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้คนที่นิยมใช้ชีวิตอยู่ในอาคารจะเกิดอาการไบโอฟีเลีย (Biophilia) โดยด็อกเตอร์ ควิง หลี (Dr. Qing Li) ประธานสมาคมเวชศาสตร์เขตร้อนของญี่ปุ่น ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Forest Bathing ว่า มนุษย์เราต่างต้องการพฤติกรรมไบโอฟีเลีย นั่นหมายถึงการได้ซึมซับธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผ่านรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม จึงเป็นที่มาของแนวคิดชินรินโยคุ (Shinrin-Yoku) หรือการอาบป่า เพื่อกระตุ้นให้คนใช้ประโยชน์จากป่าเพื่อบำบัดรักษาและพัฒนาคุณภาพชีวิต หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ งานวิจัยของศาสตราจารย์โรเจอร์ อุลริช (Roger Ulrich) จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบัน Center for Healthcare Building Research ซึ่งมุ่งวิเคราะห์ข้อมูลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย นานกว่าหนึ่งทศวรรษ พบว่าสภาพร่างกายของผู้ป่วยที่ได้เห็นวิวทิวทัศน์สีเขียวจะฟื้นตัวได้เร็ว และมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่าผู้ป่วยที่ต้องจ้องมองวิวอาคารหรือผนังคอนกรีต ขณะที่รายงานของบริษัท Interface ได้รวบรวมสถิติเกี่ยวกับอัตราการเจ็บป่วยของผู้ทำงานในตึกที่ขาดการออกแบบไบโอฟีเลียที่ดี (Biophilic Design) พบว่ามีจำนวนมากถึง 11.7 ล้านคนในปี 2016 ซึ่งส่งผลต่อการป่วยและขาดงานเป็น 43% จากจำนวนผู้ทำงานทั้งหมด จึงเป็นที่มาของกระแสตื่นตัวในการลงทุนด้านงานออกแบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการใช้ชีวิตและการทำงานของคนในอังกฤษที่แวดล้อมไปด้วยตึกและฝาผนัง ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 29 พันล้านยูโรต่อปี จากการสำรวจยังพบว่าการออกแบบดังกล่าวยังทำให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) เพิ่มขึ้นถึง 15% และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากได้รับ Biophilic Design ที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมในการใช้ชีวิต 

แนวโน้มการเติบโตของ Biophilic Design ส่งผลต่อนวัตกรรมผนังสีเขียว (Green Wall) และนวัตกรรมเครื่องกรองอากาศและเพิ่มความชื้นได้เติบโตขึ้นมาก ด้วยเหตุผลด้านทัศนียภาพในอาคารและการสร้างความสมดุลให้กับสภาพอากาศ โดยรายงานจากบริษัทวิจัย Allied Market Research ได้คาดการณ์ว่านวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศนี้ สามารถเติบโตได้ถึง 11,403 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 จาก 4,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 โดยเป็นได้ทั้งนวัตกรรมผนังสีเขียวอัจฉริยะ เครื่องปล่อยความชื้น หรือระบบกรองอาคารในอาคารอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีวายฟาย บลูทูธ และแอปพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนหรือแอนดรอยด์

สหประชาชาติจึงคาดการณ์ว่า หากในแต่ละกิจกรรมการดำรงชีวิตต่อคนยังมีอัตราที่สูงจนก่อให้เกิดรอยเท้าทางนิเวศที่ใหญ่ ขณะที่อัตราการฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้นน้อยกว่าอัตราบริโภคถึง 1.5 เท่า ในปี 2025 อาจจำเป็นต้องเพิ่มโลกเป็น 3 ใบ เพราะทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกเดียวอาจไม่เพียงพอให้ใช้อีกต่อไป จึงเป็นที่มาของความเสี่ยงด้านขาดแคลนทรัพยากร เสื่อมโทรม และส่งผลต่อทุกชีวิตของโลก ดังเห็นได้จากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติป่าเขาเพื่อเป็นพื้นที่ทำการเกษตรสำหรับบริโภค แต่การทำลายนี้ไม่ได้ทำให้ความมั่นคงด้านอาหารดีขึ้นแต่อย่างใด ตัวอย่างในสิงคโปร์ ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการที่ดี แต่จากการขยายตัวเมืองและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่รวดเร็ว จึงจำเป็นต้องบริโภคทรัพยากรธรรมชาติที่นำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น หากเทียบรอยเท้าทางนิเวศของประชากรสิงคโปร์ 1 คน กับประชากรชาวแอฟริกัน 1 คน จะพบว่ารอยทางเท้านิเวศของชาวสิงคโปร์มีขนาดใหญ่กว่าถึง 33 เท่า หรือจะเป็นการบริโภคสินค้าทุกชนิดตามท้องตลาดในจำนวนมหาศาลต่อวัน แล้วให้ผลปลายทางอยู่ในหลุมฝังกลบที่ไม่เพียงพอ กลายเป็นปัญหาใหญ่แห่งปี 2018 กับการประเมินปริมาณขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่ทะเลกว่า 13 ล้านตันทั่วโลก ปัญหาเหล่านี้ได้เกิดแนวโน้มระบบการจัดการในหลายประเทศอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่เรื่องขยะให้กลายเป็นวาระสำคัญ ในนโยบายขยะเป็นศูนย์ในหลุมฝังกลบภายในปี 2030 โดยกำหนด The Zero Waste Design Guideline มาตรฐานที่เข้ามาจัดการกับการใช้ทรัพยากรทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมที่คิดระบบการผลิตให้เกิดประสิทธิผลเชิงทรัพยากร หรือการวางหลักสูตรในระบบการศึกษา เพื่อกระตุ้นการเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ จากความเชี่ยวชาญแต่ละสาขา รวมไปถึงแนวทางของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจเลือกทรัพยากรเข้ามาอยู่ในวงจรการบริโภคทั้งหมด โดยสร้างความตระหนักการใช้สินค้าอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการกิน ดื่ม หรืออยู่อาศัย ล้วนต้องอยู่ภายใต้แบบแผนการบริโภคที่คำนึงต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy เป็นเครื่องมือที่ถูกหยิบยกมาใช้ในทุกระบบของภาคธุรกิจ เพื่อใช้เป็นแผนการวางระบบและพัฒนาแผนธุรกิจอย่างครบวงจร หลายประเทศทั่วโลกได้คำนึงถึงคำตอบที่นำไปสู่เป้าหมายสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น สหภาพยุโรปได้นำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อเป็นแนวทางให้แก่กลุ่มประเทศสมาชิกในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การเกิด Circular Advantage จากโมเดลทางธุรกิจที่ต้องอาศัยนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำสมัยในทุกกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัตถุดิบอย่างชาญฉลาด  กระบวนการผลิต การกระจายสินค้าและบริการ การนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ ละการจัดการขยะและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพในทุกระบบ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจ ในสหราชอาณาจักรมีการจัดทำแผนที่ The Zero Waste Map เพื่อระบุพิกัดร้านค้าสร้างความยั่งยืนและคำนึงถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อย่างเป็นมิตร โดยใช้หลักการจัดการเดียวกันกับแผนที่โรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเยอรมนี การทำแผนที่เหล่านี้จึงทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นเรื่องของคนบางกลุ่มอีกต่อไป เพราะร้านค้าหรือโรงแรมที่เลือกใช้แนวทางนี้จะสามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในภาคธุรกิจได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่มีระบบเครือข่ายกลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่สำหรับร้านค้าไร้ขยะและบรรจุภัณฑ์เป็นมิตร ที่มีเครือข่ายตั้งแต่ร้านค้าที่มีหน้าร้านไปจนถึงร้านค้าออนไลน์สำหรับสินค้ามือสองและการเลือกบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำ

ที่มา :
บทความ “OECD Environmental Outlook to 2050” จาก oecd.org
บทความ “Global CEO Outlook 2019”  จาก assets.kpmg
บทความ “Solutions Emerge to Tackle Many Facets of Embedded Security” จาก intelligentsystemssource.com