image

Design & Creativity

มองไปข้างหน้า 2050: การจัดการด้านสภาพอากาศ (Climate Emergency)

Published Date : 9 Jul 2020

Resource : Creative Thailand

1,984

ตลอดระยะเวลา 12  ปีที่ผ่านมา โลกได้รู้จักคำว่า “Climate Change” ซึ่งเป็นที่มาของปัญหาความเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศทั้งหมด และได้สร้างความท้าทายฝังแน่นอยู่คู่กับการใช้ชีวิตของผู้คนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการต่อกรกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น มลภาวะที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการหายใจ การผันแปรของฤดูกาล และภัยพิบัติที่กระทบหลายชีวิต อุณหภูมิยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น 1.3 องศาเซลเซียสในปี 2030 เป็นสาเหตุให้ทั่วโลกสูญเสียชั่วโมงการทำงานไป 2.2% หรือคิดเป็นค่าเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับภูมิภาคของแต่ประเทศ โดยประเทศแถบเอเชียใต้และแอฟริกาตะวันตกจะได้ผลกระทบอย่างหนักซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ  Christian Aid NGO ในอังกฤษระบุว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผล กระทบให้ 8 เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ชายฝั่งเสี่ยงจมลงไปใต้ทะเล ได้แก่ ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ จาการ์ต้า ฮิวส์ตัน มะนิลา ธากา ลากอส และกรุงเทพมหานคร

จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นก็หมายถึงความต้องการอาหารและน้ำที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับสิ่งแวดล้อมในอนาคตอย่างรุนเเรง ในปี 2045 การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศนั้นจะยิ่งสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ความแห้งเเล้งเเละคลื่นความร้อนนั้นจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งความรุนเเรง ระยะเวลา และความถี่ บางครั้งเหตุการณ์ภัยธรรมชาตินี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะระบบนิเวศตามธรรมชาตินั้นไม่ได้พึ่งพาซึ่งกันเเละกันอีกต่อไป  ความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ มีผลไปทั่วโลก องค์สหประชาชาติคาดว่ากว่าร้อยล้านชีวิตนับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ผ่านมา หากอุณหภูมิดังกล่าวจะทะยานสู่ 2 องศาเซลเซียส อันเป็นผลมาจากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน เท่ากับว่าในทุกๆ 1 องศาเซลเซียส จะมีคนเสียชีวิตประมาณ 100 ล้านคน  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจนำไปสู่หายนะครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังคาดการณ์ถึงผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพว่าในปี 2050 มนุษย์โลกอาจต้องสูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือมลพิษเข้าปอดสูงสุดถึง 75% ต่อวัน หากเป็นไปได้ว่าอุณหภูมิอาจเพิ่มสูงถึง  5 องศาเซลเซียสในปี 2100 ข้างหน้า เท่ากับว่าจะมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากถึง 4 ร้อยล้านคน หรืออาจรุนแรงมากขึ้นถึง 4 เท่าตัวจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งยังไม่รวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในระบบนิเวศ 

การประชุม  The United Nations’ climate conference หรือ COP 21 ในปี 2015 เพื่อกดดัน 6 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกให้คำนึงถึงเกณฑ์วัดกระดับผลกระทบจากปริมาณคาร์บอน เพื่อลดช่องว่างผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่นโดยลงทุนกว่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปรับระบบสาธารณูรูปทั้งมิติของทรัพยากรน้ำ ปัจจุบันมีประชากรที่ได้ผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำกว่า 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เนื่องปัญหาอุทกภัยและแห้งแล้ง จีนได้เริ่มการปฏิวัติสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2017 โดยมุ่งเป้าให้อุตสาหกรรมการผลิตโรงงานลดปริมาณคาร์บอน บำบัดน้ำให้หมุนเวียนกลับมาใช้ได้ โดยการสนับสนุนกฎหมาย ข้อสัญญา ภาษี ที่เข้ามาควบคุมสายพานการผลิตทั้งหมดเพื่อเยียวยาภาวะเรือนกระจกที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าลดมลพิษทางน้ำและอากาศ 14 เปอร์เซ็นต์ในปี 2020

การตื่นตัวกับยุทธศาสตร์การรับมือมือกับสภาวะ Climate Change แนวทางการจัดการมลภาวะทางอากาศด้วยระบบ CCS (Carbon Capture and Storage) หรือระบบเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถือเป็นแนวโน้มที่ถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างธุรกิจรถยนต์ในปี 2018 Tesla บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า โดยเชื่อว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง และเป็นสัญลักษณ์ของโลกยุคใหม่ที่ทุกคนสามารถจัดการกับอุณหภูมิอากาศด้วยตนเอง หรือ IKEA ที่ร่วมมือกับองค์กร UNHCR องค์กร UNFCCC และสถาบัน Autodesk ลงทุนเม็ดเงินในธุรกิจเพื่อสังคม NL และ STBY สร้างจุดยืนโดยจัดการระบบทรัพยากรที่ครบวงจร จัดโปรแกรม WDCD Climate Action Challenge เพื่อรวมรวมแนวคิด นวัตกรรม และงานออกแบบที่สามารถต่อกรกับปัญหามลภาวะและอุณหภูมิโลกได้ โดยกำหนดพื้นที่นำร่องสำคัญ ได้แก่ อัมสเตอร์ดัม เม็กซิโก เดลี ซานเปาโล และไนโรบี หรือการเป็นการตื่นตัวในธุรกิจบ้านและของใช้ในชีวิตประจำวัน 

นอกจากนี้ The Royal Society  สถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เก่าแก่ที่สุดในโลกได้เผยแพร่รายงาน “Geoengineering the Climate: Science, Governance and Uncertainty” ปี 2009 ซึ่งจัดทำโดยศาสตราจารย์จอห์น เชปเพิร์ด (John Shepherd) จากการศึกษาปัญหาในช่วงเวลาดังกล่าวพบว่าต้นเหตุหลักมาจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จึงต่อยอดเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับหลักการทางวิศวกรรมชีวภาพและสร้างทฤษฎี Geoengineering ว่าด้วยการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน โดยเน้น 2 หลักการสำคัญ อันได้แก่ การสร้างนวัตกรรมเพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ และการนำพลังงานแสงอาทิตย์จากระบบโซลาร์เซลล์มาทำปฏิกิริยาสะท้อนแสงแดดกลับไปยังชั้นบรรยากาศเพื่อคลายความร้อนอากาศในชั้นบรรยากาศส่วนล่าง ทฤษฎีดังกล่าวได้จุดประกายไปสู่กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งริเริ่มสร้างแนวทางกำหนดนโยบายและนวัตกรรมลดก๊าซคาร์บอนในอากาศให้ได้ภายในปี 2050 สร้างแผนที่ยุทธศาสตร์ SM และ CDR เพื่อหาพิกัดพื้นที่วิกฤต และร่วมมือกับศูนย์วิจัย UK Research Councils เพื่อสร้างแผนการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมระดับชาติ ผลลัพธ์ในปี 2017 พบว่าชาวอังกฤษเลือกใช้วันหยุดไปกับการเดินทางแถบชานเมือง หรือการเดินทางที่สามารถลดจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นในจำนวน 23.8% พลเมืองเหล่านี้ให้ความเห็นว่า หากต้องสร้างต้นทุนคาร์บอนในอากาศให้เพิ่มขึ้น พวกเขายอมที่จะใช้เวลาอยู่ในบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก นอกจากนี้แนวคิดทฤษฎีนวัตกรรม Geoengineering  ยังถูกนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาตร์การบริหารสังคมในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาตอบรับแนวคิดดังกล่าวนี้จัดตั้งศูนย์ White House Office of Science and Technology  ในยุคสมัยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เพื่อกำหนดแนวทางการตั้งนโยบายสร้างผลลัพธ์ด้าน Climate Change ให้ได้ผลรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับการระบุในรายงานวิจัย Solar Geoengineering โดย Indian Institute of Science ว่าการทำงานของกฎการสะท้อนแสงแบบโซลาร์เซลล์ของภาคพื้นดิน พื้นน้ำ และการหักเหของจานดาวเทียม จะสามารถมีโอกาสลดแสงจากดวงอาทิตย์โดยตรงได้ 2% ซึ่งเท่ากับว่า สามารถลดจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศให้กลับไปมีปริมาณเท่ากับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ ในขณะที่ข้อสัญญาของ Paris Gold ที่กำหนดไว้ในรายงานของ IPCC ว่าการจัดการกับภาวะ Climate change ด้วยวิธีนี้จะสร้างความเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดสุด จึงเป็นเหตุผลในการสนับสนุนโครงการนำร่องเฟสแรก ด้วยนวัตกรรม Carbon Capture and Storage หรือ CCS สำหรับดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อที่จะสะท้อนแสงแดดกลับสู่ชั้นบรรยากาศ เปิดฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกควันให้กลับมาสดใสได้ดั่งใน โดยมีวิธีการที่เรียกว่า CDR (Carbon-Dioxide Removal) สำหรับกำจัดมลพิษ และ SRM (Solar Radiation Managing) การเปิดฟ้าด้วยระบบ โซลาร์เซลล์ให้แสงอาทิตย์ลอดผ่านชั้นบรรยากาศมาได้เดวิด วิคเตอร์  (David Victor) ผู้อำนวยการศูนย์ The Laboratory on International Law and Regulation at the University of California กล่าวว่า หากเราต้องการประสิทธิภาพที่สร้างความปลอดภัยในชีวิตได้จริง นั่นหมายถึง เราต้องทำงานอย่างหนักสำหรับศึก Climate ครั้งนี้  แม้ว่า Geoengineering จะเป็นแนวทางการลงทุนค่อนข้างสูง และเป็นการลงทุนระยะยาว จึงต้องพึ่งแรงรัฐบาลหรือองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ที่มีอิทธิพลส่งต่อไปยังหลายประเทศผู้ต้องการเป็นหนึ่งของประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แห่งศตวรรษนี้

ที่มา :
บทความ “OECD Environmental Outlook to 2050” จาก oecd.org
บทความ “Global CEO Outlook 2019” จาก assets.kpmg/content
บทความ “Solutions Emerge to Tackle Many Facets of Embedded Security” จาก intelligentsystemssource.com