image

Business & Industrial

มองไปข้างหน้า 2050: ความไม่สมดุลของโครงสร้างประชากร (Age and Gender imbalances)

Published Date : 9 Jul 2020

Resource : Creative Thailand

2,688

สหประชาชาติ (UN) ระบุว่าสัดส่วนที่ไม่สมดุลของวัยหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ลดลงราว 0.3% จาก 6.77 ล้านคนในปี 2016 เหลือเพียง 6.63 ล้านคนในปี 2017 และจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวจะลดลงเรื่อย ๆ และคาดว่าจะลดลงถึง 10% ในอีก 8 ปีข้างหน้า จากสัดส่วนการเกิดที่ต่ำลงในหลายประเทศ จากค่าเฉลี่ยการให้กำเนิดบุตร 3.2 คนต่อผู้หญิง 1 คนในปี 1990 ลดลงมาอยู่ที่ 2.5 คนต่อผู้หญิง 1 คนในปี 2019 และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 2.2 คนต่อผู้หญิง 1 คนในปี 2050 ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับเกณฑ์ขั้นต่ำ 2.1 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสมดุลประชากร และหลีกเลี่ยงการลดลงของพลเมืองโลกในระยะยาว โดยจีนและอินเดีย ถือเป็นเป็นประเทศฝั่งเอเชียที่มีประชากรหญิงซึ่งมีบุตรน้อยลงอย่างเด่นชัดที่สุด และยังติดอันดับประเทศที่มีสัดส่วนประชากรชายมากกว่าผู้หญิง  ย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาประชากรลดลงในตลาดแรงงาน ซึ่งจะค่อยๆ เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นภายในปี 2045

ท่ามกลางสถิติคนหนุ่มสาวที่ลดจำนวนลง กลับพบว่ามีจำนวนประชากรอายุต่ำกว่า 25 ปีมากขึ้นในตะวันออกกลาง โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2045 ประเทศในภูมิภาคนี้จะมีค่าเฉลี่ยอายุประชากรอยู่ที่ 15 ถึง 59 ปี ส่งผลต่อจำนวนแรงงานและการจัดการกับความต้องการด้านอาชีพที่ล้นอัตราการจ้างงาน นอกจากนี้ในตะวันออกกลางยังมีจำนวนประชากรผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเป็นสัดส่วน 3 ต่อ 1 โดยเฉพาะในสาธารณรัฐอาหรับอิมิเรตที่มีจำนวนผู้หญิงจำนวนมากถึง 4 ต่อ 1 ของเพศชาย ทั้งนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวต่างเกิดขึ้นจากการตัดสินใจเปิดรับจำนวนผู้หญิงจากต่างประเทศเข้ามาทำงานตั้งแต่ปี 2017 เช่นเดียวกับทางฝั่งของยุโรปที่ประเด็นด้านอายุขัยและสุขภาพของผู้หญิงที่ยืนยาวกว่า ทำให้จำนวนเพศหญิงสูงกว่าจำนวนเพศชาย ซึ่งรัสเซียจัดว่าเป็นประเทศที่มีพลเมืองชายเสียชีวิตมากกว่าพลเมืองหญิงมากที่สุด โดยมีช่องว่างด้านอายุขัยเฉลี่ยในผู้ชาย 65 ปีเท่านั้น ต่างจากผู้หญิงที่มีอายุยืนยาวเฉลี่ย 76 ปี ซึ่งมีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศและการจัดการด้านเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคตข้างหน้า 

รายงาน World Health Statistic Overview 2019 โดย WHO คาดการณ์แนวโน้มในประเด็นด้านอัตราการเสียชีวิตของประชากรเพศชายที่เกิดขึ้นไวว่าประชากรเพศหญิง 
พบว่าในประชาชนผู้มีรายได้สูงมักเสียชีวิตไวด้วยสาเหตุจากเรื่องสุขภาพในโรคไม่ติดต่อ ในขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำเสียชีวิตด้วยปัญหาความขัดแย้งและความสัมพันธ์เชิงสังคม
ที่มาภาพ: ‘World Health Statistic Overview’. WHO

รายงานจาก The World Economic Forum สำรวจพบว่าหลายประเทศต้องประสบปัญหาความไม่สมดุลด้านเพศของประชากร โดยพบว่ามีประเทศจำนวน 110 ประเทศทั่วโลกมีอัตราการเติบโตของประชากรเพศหญิงลดลงถึง 86% ในปี 2006 ซึ่งในจำนวนนั้นมีเพียง 14% เท่านั้นที่มีบทบาททางสังคม หากมองในประเด็นการเมืองในประเทศประชาธิปไตยตลอดช่วงระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 1995 ถึงปี 2008 พบว่าบทบาทของเพศหญิงในประเด็นนี้ถูกยกขึ้นเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาพลักษณ์ที่เปิดกว้างมีอิทธิพลต่อสายตาชาวโลกมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศพยายามที่จะปรับทัศนคติและเพิ่มบทบาทสำหรับเพศหญิงทางการเมืองมากยิ่งขึ้นจากปัจจุบันที่เป็นผู้นำด้านการเมืองการปกครองระดับประเทศเพียง 2% อาจเพิ่มขึ้นเป็น 10% และจำนวน 55% ในบทบาทอาชีพต่างๆ ภายในปี 2045 การลดกำแพงอคติที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และกลายเป็นภาพลักษณ์ใหม่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การกำหนดนโยบายลดช่องว่างระหว่างชายกับหญิงในบางอาชีพจึงเป็นความท้าทายของผู้กำหนดนโยบายองค์กร เพื่อยกระดับความไม่เท่าเทียมทางอาชีพระหว่างเพศให้สูงขึ้น อย่างรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา บริษัทที่จดทะเบียนประมาณ 1 ใน 4 ไม่มีกรรมการเป็นผู้หญิง การขาดแคลนผู้หญิงในตำแหน่งระดับสูงของบริษัทต่างๆ ทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียต้องนำร่องออกกฎหมายเพื่อเพิ่มกรรมการหญิงในบอร์ดของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ โดยกำหนดข้อกฎหมายให้บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องมีกรรมการบริษัทที่เป็นผู้หญิงอย่างน้อย 1 คน ภายในปี 2021 บริษัทที่มีกรรมการ 5 คนจะต้องมีกรรมการหญิงอย่างน้อย 2 คน และบริษัทที่มีกรรมการ 6 คนหรือมากกว่าจะต้องมีกรรมการหญิงอย่างน้อย 3 คน 

ข้ามมายังฝั่งเอเชียในปี 2019 จีนถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกที่ 1,417.89 ล้านคน ตามประมาณการขององค์การสหประชาชาติ (UN) คิดเป็น 18.41% ของประชากรโลก และมีอายุอยู่ในช่วง 37.3 ปีมากที่สุด แต่ตรงกันข้ามกับอัตราการเกิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาลดลงต่อปีราว 2 ล้านคน เป็นผลมาจากกสาเหตุนโยบายลูกคนเดียวเพื่อลดอัตราการเกิดประสานเข้ากับค่านิยมการมีลูกชายของคนจีน จึงทำให้ประเทศมีประชากรเพศหญิงน้อยกว่าเพศชายตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา และถึงแม้ภายหลังจะยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวและสนับสนุนให้มีลูก 2 คน ตั้งแต่ปี แม้จะมีการยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว  และสนับสนุนให้มีลูกสองคน.ในปลายปี 2016 แต่ก็ทำให้การเกิดของประชากรในปีนั้นเพิ่มขึ้นมาจากช่วงก่อนหน้าจากหลักล้านเป็นจำนวนหลักแสนคนเท่านั้น และในปีถัดมากลับเพิ่มจำนวนประชากรต่อปีน้อยลงไปจากเดิม จากค่าเฉลี่ยเดิมจำนวน 1.31 ล้านคนในปี 2016 ลดลงเหลือเพียง 0.63 ล้านคนในปี 2017 

นโยบายลูกคนเดียว และค่านิยมการมีลูกชายของคนจีน ทำให้อัตราการเกิดลดลงมาตั้งแต่ปี 2015 
ผลลัพธ์ที่ลดลงของจำนวนประชากรคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตจีนอาจไม่ได้ตำแหน่งประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกเหมือนดั่งในอดีตที่เคยเป็นมา
ที่มาภาพ:  ‘Population Division 2015’. United Nations

จากการวิเคราะห์พฤติกรรมประชากร พบว่าค่านิยมผู้หญิงจีนคาดหวังที่จะมีการศึกษาสูงขึ้น มีอาชีพการงานที่ดี มีทัศนคติต่อเรื่องการสร้างครอบครัวที่ต่างออกไปจากอดีต ส่งผลให้แต่งงานช้า ไปจนถึงการไม่ยินยอมรับภาระที่เพิ่มขึ้นจากการมีบุตรหรือออกจากงานเพื่อเป็นแม่บ้านเต็มตัว ซึ่งพฤติกรรมประชากรเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จีนประเทศเดียวเท่านั้น ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศในเอเชีย และคาดว่าจะขยายช่องว่างเรื่องเพศที่ไม่สมดุลให้เพิ่มขึ้นไปอีกในอีก 30 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผู้หญิงมากกว่า 220 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์และวางแผนครอบครัวด้วยความสมัครใจ สัดส่วน 1 ใน 3 ของผู้หญิงในเอเชียใต้เลือกใช้ยาคุมกำเนิดมากถึง 20% ในขณะที่สหรัฐอเมริกากลับมองว่าสัดส่วนผู้หญิงที่แต่งงานน้อยลง ได้สร้างความท้าทายในตลาดแรงงาน จากในอดีตที่ช่องว่างทางเพศน้อย ในระบบศึกษาระดับประถมมีจำนวนเพศหญิง 48% และเพศชาย 52% โดยในจำนวนนี้พบว่าเด็กผู้หญิงมักไม่สำเร็จการศึกษาระดับประถม เนื่องจากถูกย้ายออกจากโรงเรียนเพื่อหางานทำหรือแต่งงานเร็ว ทำให้สัดส่วน 2 ใน 3 ของผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือมากกว่า 770 ล้านคนทั่วโลกเป็นผู้หญิง แต่ปัจจุบันจากงานวิจัยของบริษัท Morgan Stanley กลับพบว่าสัดส่วนของหญิงในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น มีผลมาจากแนวโน้มการเติบโตด้านการศึกษา และจบระดับปริญญาตรีมากขึ้น โดยเฉพาะสถิติในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้หญิงโสดที่อายุราว 25 ถึง 54 ปี จำนวน 80% มักแต่งงานและวางแผนการมีบุตรช้า ไปจนถึงการวางแผนชีวิตทำงานโดยไม่คิดเรื่องแต่งงาน การเปลี่ยนแปลงด้านเพศของประชากรผลักดันเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับแรงงานเพศหญิงมากขึ้น และมีผลต่อการเติบตัวของเศรษฐกิจซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2030 

จำนวนประชากรผู้หญิงเพิ่มขึ้นในช่วงอายุที่เหมาะสมแก่การจ้างงานและสร้างครอบครัว ในขณะที่ประชากรผู้ชายกลับมาจำนวนน้อยกว่าผู้หญิง
ที่มาภาพ: ‘World Population Prospects The  2012 Revision’. United Nations

ที่มา :
บทความ “Shifting Wealth, Shifting Gender Relations?” จาก oecd.org
บทความ “Facts and Figures: Ending Violence Against Women” จาก unwomen.org/
บทความ “China’s woman shortage creates an international problem” จาก share.america.gov
บทความ “Gender Ratio” จาก urworldindata.org
บทความ “There are more single working women than ever, and that's changing the US economy” จาก edition.cnn.com
บทความ “Global Life Expectancy Improved, Women Outlive Men, But Gaps Persist Based On Income” จาก healthpolicy-watch.org