image

Design & Creativity

BECOMING CREATIVE CITIZEN...ใครไม่คิด เราต้องคิด

Published Date : 13 Feb 2020

Resource : Creative Thailand

2,113

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนักหน่วงหลายสถานการณ์ ไม่เพียงปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง ปัญหาพิษเศรษฐกิจที่ยังคงรุมเร้าบรรดาผู้ประกอบการร้านค้าไปจนถึงคนเดินถนนทั่วไป ปัญหาเชิงสาธารณสุขที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจและนวัตกรรมระดับโลกเพื่อคลี่คลายวิกฤติให้ประชาชาติผ่านพ้นสถานการณ์โรคระบาดไปอีกครั้ง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดดันคนในระบบจนส่งผลกระทบสู่วงกว้างและการสูญเสียแบบที่หลายคนไม่เคยคาดคิด

ปัญหาเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มความถี่ที่ท้าทายให้เราต้องลุกขึ้นมาเพื่อหาหนทาง “รับมือ” ให้ดีที่สุด แทนที่การรอคอยความช่วยเหลือระดับเมืองที่ยังอาจมาไม่ถึง (ซักที)

เวทีเสวนาในหัวข้อ Becoming Creative Citizen ปลุกความคิดสร้างสรรค์ให้คนเมือง โดย OpenIDEO Bangkok Chapter ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้องฟังก์ชั่น ชั้น 4 TCDC กรุงเทพฯ หนึ่งในกิจกรรมของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2563 หรือ BKKDW2020 จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่อาจช่วยชี้ทางรอดให้คนเมืองรู้จัก “คิด” สร้างสรรค์ เพื่อที่จะรับมือกับทุกปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอะไรนับจากนี้

เปิดเวทีผู้คลุกคลีเรื่องความคิดสร้างสรรค์
BKKDW2020 ร่วมมือกับ OpenIDEO Bangkok Chapter โอเพ่นแพลตฟอร์มที่มีพันธกิจเพื่อผลักดันให้การออกแบบเป็นที่ยอมรับและถูกนำไปปรับใช้กับสังคมไทยได้จัดเสวนานี้ขึ้น เพื่อช่วยปลุกความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยเชื่อว่า “ความคิดสร้างสรรค์” คือความสามารถที่มนุษย์ทุกคนมี แต่อาจถูกปิดกั้นด้วยข้อจำกัดบางอย่าง ส่วนจะมีกระบวนการใดบ้าง ที่จะช่วยเรียกความคิดสร้างสรรค์ของคนเมืองให้กลับคืนมา เราได้สรุปการเสวนาที่มีผู้ร่วมคิดและแสดงความเห็นอย่างคับคั่งเต็มเวทีในวันนั้น ได้แก่ 

  • คุณญารินดา บุญนาค Director / Co-Founder of Imaginary Objects ดีไซน์สตูดิโอที่โฟกัสการปรับใช้แนวคิดเชิงสถาปัตย์มาทำงานร่วมกับการออกแบบพื้นที่ทุกขนาด 
  • คุณนลิน ตุติยาพึงประเสริฐ Senior Vice Provost, Head of Research and Learning Innovation Department ของดรุณสิกขาลัย โรงเรียนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 
  • คุณนันท์ลภัส สันติสุธรรม Chief Strategy Officer of Learn Corporation องค์กรที่พยายามผลักดันให้วงการการศึกษาไทยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมไปพร้อมกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และดึงดูดผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมทำงานในวงการการศึกษามากยิ่งขึ้น 

โดยมีคุณนล สุวรรณพรินทร์ และคุณวริศ นิวัติสกุล ตัวแทนจาก openIDEO Bangkok Chapter ดำเนินการเสวนา และนิตยสาร Creative Thailand ได้สรุปมาให้ทุกคนได้รับรู้พร้อมกันแล้วในบทความนี้

 ทั้งนี้ คำถามและคำตอบหลักๆ ที่เกิดขึ้นจากการเสวนา จะเน้นไปที่การสำรวจหาความหมาย การนำมาใช้ และการฝึกให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จริงในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการทำงานแบบผสมผสานความรู้จากหลากหลายสาขาวิชาในปัจจุบัน 

ยิ่งเรียน ยิ่งไม่สร้างสรรค์?
We are all born with creative capacity, what happens along the way?

ในปี 1968 โดย ดร.จอร์จ แลนด์ (George Land) ทำแบบทดสอบเพื่อวัดระดับความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ อายุ 3-5 ขวบจำนวน 1,600 คน โดยแบบทดสอบที่ใช้ดัดแปลงมาจากแบบทดสอบค้นหานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่มีความคิดสร้างสรรค์ขององค์การนาซา และเด็กแต่ละคนถูกทดสอบไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 15 ปี ซึ่งผลที่ออกมาพบว่า ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุ 5 ปีมีสูงถึง 98% แต่พอเด็กๆ อายุ 10 ปี ความคิดสร้างสรรค์จะลดลงเหลือ 30% และลดลงต่อเนื่องเป็น 12% เมื่อเด็กอายุ 15 ปี ที่น่าแปลกใจที่สุดคือ เมื่อทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใหญ่คนอื่นๆ อีก 200,000 คน พบว่าพวกเขามีความคิดสร้างสรรค์เพียง 2% ทำให้ ดร.แลนด์สรุปผลการทดสอบว่า พฤติกรรมที่ไม่ ‘สร้างสรรค์’ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกเรียนรู้เมื่อคนเราโตขึ้น -- เพราะอะไร และเกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา 

“แท้จริงแล้วความคิดสร้างสรรค์อาจจะไม่ได้หายไปไหน แต่เมื่อเราโตขึ้น องค์ความรู้อย่างอื่นจึงเข้ามาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์” คุณนันท์ลภัสกล่าว “เมื่อสมองเราเรียนรู้เรื่องการคิดวิเคราะห์ และการคิดเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จึงอาจทำให้เราข้ามกระบวนการคิดสร้างสรรค์ไป ดังนั้นเราจึงต้องปรับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ เช่น การคิดไอเดียให้มากที่สุดก่อนโดยไม่ตัดสินความคิดของตนเอง การคิดแบบเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพก่อนบ้าง (Divergence Thinking) โดยไม่เน้นผลลัพธ์เพื่อหาบทสรุปอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะทำให้สมองเราประมวลผลเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุดอย่างเดียว (Convergence Thinking)

คุณญารินดาเสริมว่า “ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากกระบวนการ ‘ตั้งคำถาม’ ที่ต้องเน้นเรื่องการตั้งคำถามปลายเปิดแทนการตั้งคำถามปลายปิด ที่มีคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยพัฒนาเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้เราต้องพิจารณาว่าในระบบการเรียนการสอน เรามีทักษะในการตั้งคำถามมากน้อยแค่ไหน หรือสังคมเปิดโอกาสให้เราตั้งคำถามปลายเปิดมากเท่าไรโดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหรือข้อบังคับต่างๆ มากจนเกินไป” 

“จากประสบการณ์ส่วนตัว ตอนเด็กๆ พี่เคยถูกคุณครูถามว่าถ้าเราจะทำต้มยำไก่ จะทำอย่างไรให้เกิดรสเปรี้ยว ซึ่งคำตอบตอนนั้น ที่บ้านเราใช้มะขามเปียกทำให้มันเปรี้ยว แต่คำตอบที่ถูกต้องของครูคือมะนาวกลายเป็นว่าการศึกษาอาจจะตัดสินคำตอบที่ถูกไม่ตรงกับประสบการณ์ของเด็กๆ และยังเป็นระบบที่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว สิ่งนี้อาจลดทอนทั้งความคิดสร้างสรรค์และความสุขในการไปโรงเรียนของพวกเขา ดังนั้นโรงเรียนจะต้องเป็นที่ที่เด็กๆ รู้สึกปลอดภัยและอยากจะอยู่ มีความสุขที่จะได้มาโรงเรียน อย่างไรก็ดี ระดับความคิดสร้างสรรค์ที่ลดลงเรื่อยๆ หลังจากที่เราเข้าสู่ระบบการศึกษา จะโทษว่าปัญหาเกิดจากระบบ หรือครูผู้สอนคนเดียวคงไม่ได้ เพราะบางอย่างก็อาจเป็นเรื่องของสมองและพฤติกรรมของมนุษย์ที่ได้รับการเรียนรู้และกลายเป็นกรอบความคิดของเราจนเติบโต โดยกรอบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะส่วนใหญ่จะช่วยเรื่องความปลอดภัยของเรา แต่การที่เราไม่รู้ตัวว่าเรามีกรอบเหล่านี้อยู่ อาจจะทำให้เราอยู่แต่กับความคุ้นชินมากเกินไป จนไปขัดขวางกระบวนการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่อาจเป็นไปได้” คุณนลินเสริมจากประสบการณ์ส่วนตัว 

เทคนิคฝึกให้มีความคิดสร้างสรรค์ 
แท้จริงความคิดสร้างสรรค์ของคนเราอาจจะไม่ได้ลดน้อยลง เพียงแต่มีกระบวนการคิดแบบอื่นๆ เข้ามาแทนที่ และทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเราไม่โดดเด่นเช่นครั้งที่ยังเป็นเด็ก ซึ่งไม่มีกรอบความคิดมาปิดกั้นทุกความเป็นไปได้ ดังนั้น บรรดาวิทยากรจึงได้ให้คำแนะนำและเทคนิคที่จะช่วยกระตุ้นให้เรากลับมามีความคิดสร้างสรรค์อีกครั้งหนึ่ง

“การมี Growth Mindset จะช่วยให้เราเรียนรู้และเติบโตทางความคิดได้ดี ถ้าเรามีสิ่งนี้ เราก็จะกล้าออกไปจากกรอบที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ Growth Mindset คือการยอมรับที่จะเรียนรู้จากข้อผิดพลาด เพื่อแก้ไข และไปต่อ ในองค์กรที่ต้องการกระตุ้นให้บุคลากรมีความคิดสร้างสรรค์ อาจจะใช้วัฒนธรรมการให้คำแนะนำหรือข้อคิดเห็นระหว่างกัน (Feedback Culture) มาใช้ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือและพัฒนาซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี เป็นเหมือนกระจกสะท้อนที่ช่วยให้เรากลับมาพัฒนาตัวเองได้ โดยไม่กังวลกับความล้มเหลวมากจนเกินไป นอกจากนี้การใช้ Objectives and Key Results (OKR) หรือวิธีการตั้งเป้าหมายของแต่ละบุคคลในองค์กรให้มีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน แบบที่ทุกคนรู้ว่าเราจะไปทางไหนด้วยกัน รีวิวกัน ปรับเปลี่ยนเป้าหมายกัน ก็จะช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในองค์กรให้เกิดขึ้นได้ และส่งเสริมให้แต่ละคนกล้าที่จะออกไปทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น” คุณนันท์ลภัสกล่าวถึงเทคนิคการสร้างความคิดสร้างสรรค์ในองค์กรยุคใหม่ 

ขณะที่คุณญารินดาให้ความเห็นเสริมว่า “การจะสร้างให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ ต้องเริ่มจากการล้างกรอบที่เป็นข้อจำกัดต่างๆ ลงเสียก่อน เพื่อให้เราสามารถคิดได้เป็นปลายเปิดมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังต้องฝึกตนเองให้รู้จักช่างสังเกต เพื่อคิดแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไปได้” 

คิดหลายแบบ...คิดแบบไหน สร้างสรรค์ที่สุด
ทุกวันนี้ เราได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการคิดมากมายหลายรูปแบบ ทั้งการคิดแบบ Lateral Thinking (ความคิดแนวขวางหรือคิดนอกกรอบ) / Critical Thinking (การคิดเชิงวิพากษ์หรือคิดวิเคราะห์) / Computational Thinking (การคิดเชิงคำนวณแบบมีการจัดลำดับขั้นตอน) / Designing Thinking (กระบวนการคิดเชิงออกแบบ) แต่จริงๆ แล้วความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) นั้น เป็นความสามารถในการใช้กระบวนการคิดที่แตกต่างเหล่านี้เพื่อค้นหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (Creativity as an intellectual capacity with different modes of operation) บางทีเวลาที่เราทำงานร่วมกัน คนแต่ละคนอาจจะใช้ “วิธีคิด” ที่แตกต่างกัน และเกิดข้อขัดแย้งกัน เราจะรับมือกับสิ่งที่จะมาทำลายไอเดียสร้างสรรค์ของเราได้อย่างไร

คุณญารินดากล่าวว่า “วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องตั้งโจทย์ให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นคิด ว่าโหมดการคิดแบบไหนที่จะนำมาใช้ได้ดีที่สุด เช่น Design Thinking จะเน้นการค้นหาสิ่งที่เป็นปัญหาด้วยความเข้าใจ (Empathy) และการทดสอบ (Test) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้น เราต้องใช้กระบวนการคิดอื่นๆ เช่น Critical Thinking หรือการคิดวิเคราะห์เพื่อให้เหมาะสมกับกระบวนการคิดลำดับอื่นๆ ต่อไป ให้เราเข้าใจบริบทโดยรอบ และพัฒนาความคิดให้ไปต่อได้ นอกจากนี้ ยังควรเปิดโอกาสให้ทุกคนในทีมได้แสดงความคิดเห็นและแสดงเหตุผลออกมาเพื่อถกกันอย่างเปิดกว้างอีกด้วย” 

นอกจากนี้ คุณนันท์ลภัสยังเสริมว่า “เราต้องทนได้กับคนที่คิดไม่เหมือนเรา ต้องมองไปถึงประเด็นสำคัญที่แต่ละคนต้องทำให้สำเร็จ เมื่อมีคนไม่เห็นด้วยกับความคิดของเรา เราอาจจะรู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกล้มเหลว แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องพยายามแยกว่าความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องของงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว สิ่งที่เราต้องทำต่อไป คือการเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น และเร่งหาวิธีการที่จะแก้ไขให้ดียิ่งๆ ขึ้นในครั้งต่อไป”  

คุณเป็นใครในห้องประชุม
...รู้จัก “ครีเอทีฟฮีโร่” ที่จะช่วยให้ทุกการประชุมเวิร์กสุดๆ

เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับการต้องติดอยู่ในห้องประชุมที่ใช้เวลาอันยาวนาน แต่สุดท้ายมักไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมเดินหน้าในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ต่อ แถมบางทียังต้องวนเวียนมาเข้าประชุมในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ แทนที่จะต้องติดอยู่กับการประชุมแบบไม่เอื้อให้เกิดประสิทธิผล เราลองมารู้จักบทบาทของแต่ละคนในองค์ประชุม เพื่อสร้าง “ครีเอทีฟฮีโร่” ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมสร้างผลลัพธ์เพื่อให้งานเดินหน้าได้อย่างก้าวกระโดด
  1. The Visual Thinker – คนที่มองเห็นภาพรวมของประเด็นปัญหาที่กำลังอภิปราย พร้อมทั้งยังมีทักษะในการฉายภาพองค์รวมของงานนั้น ๆ ออกมาให้ที่ประชุมรับทราบได้อย่างชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น
  2. The Ideator – ผู้ที่คอยกระตุ้นให้คนอื่น ๆ ในองค์ประชุมได้แสดงไอเดียที่มีประโยชน์ออกมา นอกจากนี้เขายังมักลักษณะเป็นนักคิดที่ชอบมองภาพกว้างที่เหมาะอย่างมากในช่วงของการระดมไอเดียใหม่ ๆ เพื่อรวบรวมและนำเสนอให้แก่องค์ประชุมร่วมกันพิจารณาตัดสิน และก้าวต่อไป
  3. The Integrator – แม้จะไม่ใช่เจ้าของไอเดียเด็ดๆ แต่บุคคลผู้นี้นับว่ามีความจำเป็นต่อที่ประชุมอย่างมาก เพราะเป็นผู้ที่ผสมสานไอเดียจากความเห็นของคนอื่น ๆ เข้าด้วยกันอย่างประนีประนอม พร้อมกรุยทางไปหาโซลูชันที่ดีที่สุด และเป็นที่ยอมรับสำหรับทุกคน
  4. The Empathizer – เขาผู้นี้อาจจะไม่ใช่ผู้ที่ออกความเห็นอย่างเผ็ดร้อนในที่ประชุม แต่หากเราขาดตำแหน่งนี้ไป ที่ประชุมอาจวุ่นวายกลายเป็นเวทีมวยที่ไม่มีใครยอมฟังใคร เพราะ The Empathizer คือผู้ที่ทำหน้าที่เป็น Active Listener หรือผู้ฟังที่ดี ที่นอกจากจะเปิดใจรับฟังแล้ว เขายังพยายามทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาดด้วย
  5. The Entrepreneur – แน่นอนว่าไอเดียอย่างเดียวย่อมกลายเป็นจริงไม่ได้ หากไม่มีผู้ที่ลงมือทำ ดังนั้น The Entrepreneur จะเป็นนักประยุกต์ผู้ที่นำเอาไอเดียที่ดีที่สุดซึ่งที่ประชุมได้ตกลงกันแล้วไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง 

 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ